ธรรมยุติกนิกาย

ธรรมยุติกนิกาย พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: นิกายในพุทธ เผยแพร่เมื่อ: ๐๙ ส.ค. ๒๕๖๐ อ่าน: 3906 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าแผ่นดินไทย รัชกาลที่ ๔ ที่วงศ์สกุลจักรี ขณะทรงบรรพชา ระหว่าง พุทธศักราช ๒๓๖๘ – พุทธศักราช ๒๓๙๔ ได้รับนามสมญานามว่าวชิรญาโณ หรือวชิรญาณภิกษุ ท่านทรงตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ขึ้นเพื่อฟื้นฟูพุทธในไทย แล้วก็ปรับปรุงความประพฤติปฏิบัติให้ถูกตามพระธรรมวินัย ธรรมยุติกนิกาย หรือแผนกธรรมยุติกนิกาย เป็นคณะสงฆ์ที่พระวชิรญาณเถระ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าอยู่หัวไทยรัชกาลที่ ๔ ที่วงศ์สกุลจักรี ) ทรงตั้งเพื่อฟื้นฟูพุทธในประเทศไทย แล้วก็ปรับปรุงการปฏิบัติปฏิบัติให้ถูกตามพระธรรมวินัย ในเวลาที่ท่านทรงบรรพชาอยู่นั้น ได้ทรงเรียนรู้พระไตรปิฎกอย่างเข้าใจแจ่มแจ้งทำให้มีพระวิจารณญาณเกี่ยวกับที่มาที่ไปของศาสนาพุทธ แล้วก็การทำตัวปฏิบัติของภิกษุเณรได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ส่งผลให้มีความคิดในอันที่จะฟื้นฟูการอบรมสั่งสอนและก็การทำตัวปฏิบัติของพระให้ถูกตามพระธรรมวินัยดังที่ได้ทรงเรียนและก็ทรงพิเคราะห์สอบปากคำจนกระทั่งเป็นที่แน่แก่ใจว่าถูกเป็นจริงเช่นไรแล้ว ท่านได้ทรงนำทำตัวปฏิบัติขึ้นก่อน หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือทรงเริ่มปรับแก้ที่ท่านเองเป็นขั้นตอนแรก ถัดมา เมื่อมีบุคคลอื่นเห็นดีเห็นชอบและก็นิยมตาม ก็เลยได้มีผู้ปฏิบัติกระทำตามอย่างท่านขึ้น รวมทั้งมีเป็นจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ กระทั่งกำเนิดเป็นสงฆ์กลุ่มหนึ่ง หรือนิกายหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงในวันหลังว่าธรรมยุติกนิกาย หรือที่เรียกสั้นๆว่า “ธรรมยุติกนิกาย ” อันหมายความว่าผู้มีธรรม หรือถูกใจด้วยธรรม หรือเลิกตามธรรม ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าพระนี้เกิดขึ้นด้วยมุ่งค้นหาว่าข้อใดเป็นกลาง เป็นระเบียบ เป็นสัตถุศาสน์ (คำกล่าวอบรมสั่งสอนของพระศาสดา) แล้วปฏิบัติข้อนั้นเว้นข้อที่ไม่ยุติธรรม ไม่เป็นระเบียบ ไม่เป็นสัตถุศาสน์ แม้ว่าจะเป็นอาจินปฏิบัติ (เป็นข้อพึงกระทำตามกันมาแต่ว่าไม่ถูกพระธรรมวินัย) ถัดมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระบรมราชโองการให้ประกาศใช้พ.ร.บ.ลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย พ.ร.บ.ฉบับนี้มีชื่อว่าพ.ร.บ.คณะสงฆ์ รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๑ สาระสำคัญเป็น ได้ชูสถานะแผนกธรรมยุติกนิกาย ให้เป็นนิกายอย่างแม่นยำโดยชอบด้วยกฎหมาย ธรรมยุติกนิกาย ตั้งโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขรวมทั้งฟื้นฟูด้านการปฏิบัติปฏิบัติของวัด ให้มีความถูกต้องแน่ใจแล้วก็เอาจริงเอาจังตามพุทธข้อกำหนด ให้พระภิกษุมีความประพฤติปฏิบัติที่เคร่งถูกตามพระระเบียบปฏิบัติในสิ่งที่ถูกดีเลิศ เล่าเรียนพระปริยัติธรรมอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง เป็นการฟื้นฟูศาสนาพุทธในส่วนที่ผิดพลาดของภิกษุไทยที่มีมาแม้กระนั้นโบราณ ให้บริบูรณ์ทั้งยังพระระเบียบปิฎกรวมทั้งพระสุตตันตปิฎก ซึ่งเป็นความบากบั่นของพระวชิรญาณเถระ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชาไทยรัชกาลที่ ๔ ที่วงศ์สกุลจักรี ) เพื่อช่วยแก้ไขการคณะสงฆ์แล้วก็เผยแผ่ศาสนาพุทธให้รุ่งโรจน์อย่างบริบูรณ์ขึ้นในประเทศไทย การจัดตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย เป็นต้นเหตุทำให้สงฆ์หินยานอื่นซึ่งเป็นสงฆ์ส่วนมากที่ไม่ใช่ภาควิชาธรรมยุติกนิกาย ได้มีการสัมมนาและก็ลงความเห็นให้เรียกพระภิกษุโดยมากที่ไม่ใช่แผนกธรรมยุติกนิกาย ว่า “มหานิกาย” ประวัติความเป็นมา ธรรมยุติกนิกาย หรือธรรมยุติกนิกาย ตั้งโดยมีเป้าประสงค์เพื่อปฏิวัติและก็ฟื้นฟูด้านความประพฤติปฏิบัติของวัด ให้มีความถูกต้องแน่ใจแล้วก็เคร่งครัดตามพุทธข้อบังคับ ให้พระพระสงฆ์มีการปฏิบัติปฏิบัติที่เคร่งถูกตามพระระเบียบ การจัดตั้ง ภิกษุธรรมยุติกนิกาย เกิดขึ้นขณะใด ทางตำนานแสดงไว้ว่า ดังต่อไปนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับเอาระเบียบตระกูลเป็นขนบธรรมเนียมปฏิบัติตนปฏิบัติทางพระระเบียบแบบมอญมาเป็นข้อบังคับเป็นครั้งแรก เมื่อ จุลศักราช ๑๑๘๗ ตรงกับ พุทธศักราช ๒๓๖๘ อันเป็นปีที่ ๒ ที่การบรรพชาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับเอาระเบียบตระกูลแบบมอญนิกายมาเป็นแบบปฏิบัตินั้น เป็นการเริ่มปรับแก้การทำตัวปฏิบัติพระธรรมวินัยของท่าน ซึ่งมีผลให้มีผู้กระทำกระทำตามจนกระทั่งกำเนิดเป็นสงฆ์แผนกหนึ่งในเวลาถัดมา สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงมือณ์ ซึ่งเป็นพระเถรชั้นเดิมที่ภาควิชาธรรมยุติกนิกาย ท่านหนึ่ง ทรงแสดงพระความเห็นว่า ที่แท้แผนกธรรมยุติกนิกาย ค่อยเป็นมาตามลำดับ ปีที่ออกหน้า ควรระบุว่าเป็นปีที่ตั้งนั้นหมายถึงจุลศักราช ๑๑๙๑ ปี จุลศักราช ๑๑๙๑ ตรงกับ พุทธศักราช ๒๓๗๒ อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บวชได้ ๖ ปี และก็เสด็จจากวัดมหาธาตุ กลับไปประทับในวัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) อีกรอบหนึ่ง เพื่อทรงสบายสำหรับเพื่อการที่จะแก้ไขปรับปรุงการทำตัวปฏิบัตพระธรรมวินัยในส่วนพระองค์เองได้โดยสะดวกใจ เพราะเหตุว่าการประทับอยู่ในวัดมหาธาตุ อันเป็นที่สถิตของสมเด็จพระสังฆราช รวมทั้งเป็นพระราชอุปัธยาจารย์ของท่านด้วยนั้น คงจะทรงมีความเห็นว่าไม่เป็นการสมควรที่จะปฏิบัติตนปฏิบัติความประพฤติปฏิบัติต่างๆที่แปลกจากธรรมเนียมปฏิบัติที่เคยเป็นมา ด้วยเหตุดังกล่าว การเสด็จกลับไปประทับที่วัดสมอราย ก็เลยพอๆกับเป็นการเริ่มการปรับปรุงแก้ไขแก้ใขการปฏิบัติปฏิบัติทางพระธรรมวินัยของท่าน พร้อมด้วยทีมงานลูกศิษย์ที่มีปริมาณมากขึ้นอย่างเอาจริงเอาจัง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงแสดงพระความเห็นไว้ จากที่ปรากฏในลายมืออวยพร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า วันพรุ่ง (เป็นวันที่ ๑๑ เดือนมกราคม) เป็นวันที่แผนกธรรมยุติกนิกาย แล้วก็วัดบวรนิเวศ ตั้งมาได้ครบ ๖๐ รอบปีบริบูรณ์ ตามความลับลายมือดังกล่าวข้างต้นนี้มีความหมายว่า ทรงถือเอาวันที่ ๑๑ เดือนมกราคม รัตนโกสินทร์ศก ๕๕ (ตรงกับ พุทธศักราช ๒๓๗๙) อันเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จจากวัดสมอราย มาครอบครองวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นวันตั้งแผนกธรรมยุติกนิกาย แล้วก็เป็นวันตั้งวัดบวรนิเวศวิหาร ความก้าวหน้าของธรรมยุติกนิกาย ตามความลับพระราชประวัติทำให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเริ่มปรับแต่งการทำตัวปฏิบัติพระธรรมวินัยในส่วนพระองค์ เพื่อถูกจากที่ทรงได้เรียนรู้พิเคราะห์มาตั้งแต่อุปสมบทได้ ๒ ปี ช่วงเวลาที่ยังประทับอยู่วัดมหาธาตุ และก็เริ่มมีสหทรงธรรมอื่นๆนิยมประพฤติตามท่านขึ้นบ้างแล้ว แต่ว่ายังคงไม่มากสักเท่าไรนัก ครั้นเมื่อปี พุทธศักราช ๒๓๗๒ อันเป็นปีที่อุปสมบทได้ ๖ ปี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งเป็นพระราชาคณะ มาถึงตอนนี้ คงจะมีภิกษุเณรที่นิยมการกระทำเอาอย่างท่านรวมทั้งมามอบตัวเป็นลูกศิษย์เยอะขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยได้เสด็จจากวัดมหาธาตุกลับไปวัดสมอราย อันเป็นวัดนอกกำแพงเมืองหลวงแล้วก็เป็นวัดข้างป่าญวาสี หรือวัดป่า ที่มีชื่ออยู่ในเวลานั้น ดังนี้ก็อาจเพื่อความสบายใจ ในอันเป็นที่ท่านพร้อมด้วยทีมงานลูกศิษย์จะได้ปฏิบัติตนปฏิบัติ แล้วก็บำเพ็ญกิจวัตรประจำวันต่างๆทางพระธรรมวินัยที่มีความเห็นว่าถูกว่าควรจะได้ตามมุ่งหวัง แต่ว่าลูกศิษย์เล็กน้อยก็ยังคงอยู่ที่วัดมหาธาตุถัดมา ถึงแม้เมื่อเสด็จมาประทับที่วัดสมอรายแล้ว การปรับแก้ความประพฤติปฏิบัติต่างๆในภาควิชาของท่านก็อาจยังดำเนินไปได้ไม่ค่อยสบายนัก เพราะเหตุว่าท่านไม่ได้ทรงเป็นอธิบดีพระสงฆ์ที่สำนักนั้น ด้วยเหตุนี้ ในขณะเมื่อประทับอยู่ที่วัดมหาธาตุก็ดีแล้ว ที่วัดสมอรายดีแล้ว ธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆที่ท่านได้ทรงความคิดปรับแก้ขึ้นใหม่อาจยังมิได้มีระบุเป็นแบบที่กระจ่างบริบูรณ์ ต่อเมื่อเสด็จมาครอบครองวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อ พุทธศักราช ๒๓๗๙ แล้ว ก็เลยปรากฏหลักฐานว่า ทรงตั้งธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับพระภิกษุธรรมยุติขึ้นอย่างไรบ้าง ตามที่ปรากฏในตำนานวัดบวรนิเวศวิหารฯลฯ โดยที่สงฆ์แผนกธรรมยุติกนิกาย เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากผลการสืบหาความถูกต้องแน่ใจตามพระธรรมวินัย เริ่มแม้กระนั้นการทรงเรียนซักถาม ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดมาจนกระทั่งการเล่าเรียนซักถามของพระเถรานุเถระผู้เป็นพ่อแม่ที่ภาควิชาธรรมยุติกนิกายเป็นลำดับมา จารีตรวมทั้งแบบแผนของธรรมยุติกนิกาย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงแขนณ์ พระเถระชั้นเดิมที่แผนกธรรมยุติกนิกาย ระเบียบแบบแผนการปรับปรุงศาสนาพุทธของธรรมยุติกนิกาย โดยพระวชิรญาณเถระ (เจ้าฟ้ามงกุฏ : พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔) ทรงตั้งประเพณีนมัสการพระตอนเช้าเย็น ที่เรียกว่าทำวัตรในเวลาเช้า ทำวัตรเวลาตอนเย็น บ่อยๆ รวมทั้งทรงพระราชนิพนธ์บทสวดมนตร์เป็นภาษาบาลี เป็นมนต์ เป็น จุณณิยบท ซึ่งใช้แพร่หลายมาจนกระทั่งในช่วงเวลานี้ มีการถือศีลโบสถ์ และก็แสดงพระธรรมเทศนาเวลาสามนาฬิการุ่งเช้ารวมทั้งบ่ายสามนาฬิกา ในวันธรรมสวนะ และก็วันโบสถ์ เดือนละ ๔ ครั้ง ทรงปฏิวัติการเทศนาแล้วก็การชี้แจงธรรมทรงเริ่มการเทศน์ด้วยฝีพระปาก เชิญชวนให้คนฟังเข้าใจง่ายและก็กำเนิดเลื่อมใส ไม่โปรดแต่งหนังสือไว้แสดงธรรมนอกนั้นยังทรงฝึกฝนลูกศิษย์ให้ประพฤติตาม ทรงชี้แจงเพื่อคนรู้เรื่องในรายละเอียดของหลักธรรม เผยแพร่หลักธรรมสู่พลเมือง ชี้แจงหลักอันยุ่งยากสลับซับซ้อน คณะสงฆ์ธรรมยุติได้เพิ่มบทสวดมนต์ภาษาไทยลงไป ทำให้คนนิยมฟังเป็นอย่างมาก ทรงระบุวันมาฆบูชาเป็นวันสำคัญทางศาสนามากขึ้นจากวันวิสาขบูชา ทรงพระราชนิพนธ์คำบูชา แล้วก็จัดระเบียบให้เดินเวียนเทียนรวมทั้งสดับพระธรรมเทศนา ทรงชักจูงให้ทำบุญตามเทศกาลต่างๆตัวอย่างเช่น มอบให้สลากภัตร ใส่บาตรน้ำผึ้ง มอบให้ผ้าจำนำพรรษา ทรงปรับแต่งการรับผ้ากฐิน ให้ถูกตามพุทธข้อบังคับ เป็นเริ่มแต่ว่าวิธีสำหรับซัก ตัด เย็บ ย้อม ให้เสร็จด้านในวันเดียวกัน ทรงปรับปรุงการขอบรรพชา และก็การสวดมนตร์คำประกาศในบรรพชาบาปให้ถูกเพิ่มขึ้น อย่างเช่น กำหนดนามอุปสัมปทา รวมทั้งนามอุปัชฌายะ ซึ่งเป็นภาษาบาลีในคำประกาศ การออกเสียง อักษรบาลี ทรงให้ถือแนวทางออกเสียงให้ถูกฐานกรณ์ของตัวอักษรตามหลักบาลีไวยากรณ์ ทรงกำหนดระเบียบการครอบครองผ้า เป็นการนุ่งห่มของภิกษุเณร ให้ปฏิบัติไปตามหลักเสขิยความประพฤติในพระระเบียบเพื่อสุภาพ (เดิมพระธรรมเลิกห่มจีวรคลุมม้วนซ้าย แต่ว่าตอนท้ายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เปลี่ยนแปลงมาคลุมคลุมม้วนขวา (คลุมมังกร) ตามแบบพระภิกษุมหานิกาย เมื่อถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสวยราชสมบัติ ก็เลยได้กลับมาคลุมม้วนซ้ายตามเคย) ทรงจัดระเบียบการกราบไหว้ของภิกษุเณร แล้วก็ระเบียบปฏิบัติความประพฤติยะมรรยาท จำเป็นต้องวางตัวให้น่านับถือเลื่อมใส สังวรในลักษณะท่าทางมีกริยามารยาทรวมทั้งขนบประเพณี ทรงให้พระพระสงฆ์ธรรมยุติ เรียนรู้พระปริยัติธรรมให้เชี่ยวชาญ สามารถแสดงธรรมเทศน์ สอน สามารถแยกระหว่างความศรัทธาที่มีเหตุมีผล รวมทั้งความเชื่อถือในสิ่งที่ไม่อาจจะชี้แจงได้ การเรียนในด้านวิปัสสนาธุระ ไม่ใช่รับทราบเฉพาะสมถะแนวทาง อันเป็นพื้นฐาน แต่ว่าให้รับทราบไปถึงกับขนาดวิปัสสนาการเข้าฌาน การกระทำตามพระระเบียบ ทรงให้ถือหลักว่าสิ่งใดที่สงสัยรวมทั้งน่าสะอิดสะเอียนไม่สมควรทำโดยเด็ดขาด ควรจะเคารพนับถือพระระเบียบอย่างเคร่งครัด ทรงมองเห็นจุดสำคัญในการศึกษาวิจัยกล่าวโทษทราบสาขาอื่นๆของพระ ก็เลยทรงอนุญาตให้พระพระสงฆ์เข้าเรียนรู้ภาษาอังกฤษกับแพทย์แคสเวล (Reverend Jesse Caswell) ตามความพอใจ ทำให้มีการสืบต่อการเข้าเรียนใส่ความทราบเพิ่มอีกของภิกษุมาจนกระทั่งตอนนี้ ก่อนหน้า ถัดไป