เดือนสิบเอ็ด – บุญออกวัดสา

เดือนสิบเอ็ด – บุญออกวัดสา พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: ฮีตสิบสอง เผยแพร่เมื่อ: ๒๓ เดือนสิงหาคม ๒๕๖๐ อ่าน: 4117 บุญออกวัดสา หรือบุญวันออกพรรษา เป็นช่วงๆที่มีการจัดงานใหญ่กันแทบตลอดเดือน นิยมมอบผ้าที่มีไว้สำหรับห่มกันหนาวในวันพระจันทร์เต็มดวง มีงานทำบุญใส่บาตรเทโม้ฯ ภายหลังที่สงฆ์จำพรรษามา ตลอดเวลา ๓ เดือน ก็ถึงตอนการออกปี วันออกพรรษาจะตรงกับวันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๑๑ ของทุกปี เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวันมหาปวารณา คำว่าปวารณา มีความหมายว่าอนุญาต หรือยินยอมให้ ในวันออกพรรษานี้สงฆ์จะประกอบพิธีทำสังฆกรรมใหญ่ เรียกว่ามหาปวารณา เป็นการให้โอกาสให้ภิกษุบ่นด่าพร่ำสอนกันได้ เนื่องจากว่าในระหว่างเข้าพรรษา พระบางรูปอาจมีข้อผิดพลาดที่จำต้องปรับปรุงแก้ไข การให้คนอื่นๆบ่นด่าพร่ำสอนได้ ทำให้ได้ทราบข้อเสียของตนเอง รวมทั้งยังให้โอกาสให้ซักไซ้ปัญหาซึ่งกันและกันด้วย วันออกพรรษา เป็นวันที่พระภิกษุสงฆ์เณรจะได้ได้โอกาสมาชุมนุมกันอย่างครบถ้วนที่วัด ซึ่งราษฎรถือได้ว่าวันสำคัญ แล้วก็เป็นระยะที่ประชาชนพ้นภาระสำหรับการทำการกสิกรรม อากาศในขณะนี้จะเย็นสบาย ก็เลยฉวยโอกาสมาร่วมกันทำบุญทำกุศล รับศีลสวดมนต์ไหว้พระฟังพระเทศน์แล้วก็มอบผ้าจำนำพรรษา มีการใส่บาตรมอบให้อาหารแก่พระสงฆ์ในวันแรม ๑ เย็น เดือน ๑๑ เรียกว่า ใส่บาตรเทโม้ ช่วงเวลาค่ำจะมีการจุดโคมไฟโคมในรอบๆวัดรวมทั้งหน้าบ้าน บางแคว้นจะมีการมอบให้พระราชวังผึ้ง หรือ ต้นเขาหินสาดเผิ่ง (สำเนียงอีสาน) เพื่อเป็นพุทธบูชา จังหวัดที่มีงานทำบุญมอบให้พระราชวังผึ้งที่ยิ่งใหญ่เป็น จ.สกลนคร จะมีขบวนวังผึ้งซึ่งเป็นพระราชวังเลียนแบบที่แกะอย่างงามเลิศมาจากขี้ผึ้ง (คล้ายเทียน) ไปบริเวณเมืองให้ประชากรและก็นักเดินทางได้ดูความสวย บางแคว้นที่อยู่ใกล้รอบๆแม่น้ำจะมีการแข่งขันเรือเพื่อความสนุกสนานร่าเริงแล้วก็สามัคคีด้วยกันในกลางวัน ส่วนในช่วงเวลากลางคืนจะมีการไหลเรือไฟ (ฮ่องเฮือไฟ) เพื่อเป็นพุทธบูชา พีธีกรรม ในวันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๑๑ เริ่มตั้งแต่ย่ำรุ่ง สงฆ์ตีระฆังให้รวมกันที่โบสถ์ แสดงบาปแล้วทำวัตรเวลาเช้า จบแล้วไม่ต้องสวดมนตร์พระขว้างฏิโมกทำปวารณาแทน แนวทางการทำปวารณาหมายถึงมอบโอกาสอบรมตักเตือนกัน ก่อนที่จะทำปวารณาให้ตั้งญัตติก่อน ๑ – ๒ หรือ ๓ จบ ถ้าเกิด ๓ จบให้ว่าดังต่อไปนี้ สวดมนตร์ญัตติปวารณา พระเถระคนแก่ขึ้นนั่งบนอาสนะแล้วตั้งญัตติว่า สุณาตุๆ เม ภันเต สังโฆ อัชชะ ปะวาระณา ปัณณะระสี ยะทิ สังฆัสสะ ปัตตะกัลลัง สังโฆ เตวาจิกัง ปะวาเรยยะ แล้วลงจากอาสนะ คุกเข่า ว่านะโมพร้อม ๓ จบ แล้วพระเถระนั่งหันลงมาหาพระสงฆ์ กล่าวคำปวารณาต่อพระสงฆ์ว่า สังฆัง อาวุโส ปะวาเรมิ ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา วะทันเหม็นตุ มัง อายัสมันโต อะนุกัมปัง อุปาทายะ ปัสสันโต ปะฏิกกะริสสาไม่ ว่าดังต่อไปนี้รูปละ ๓ ครั้ง แล้วว่าไปเป็นลำดับแก่อ่อน แปลง อาวุโส เป็น ภันเต พอจบคำปวารณาแล้ว พระเถระคนแก่จะให้โอวาทกล่าวเตือนสงฆ์ ให้มองเห็นจุดสำคัญสำหรับเพื่อการปวารณา มนุษย์เราต่างมีทิฏฐิพยายามร่วมกัน ถ้าเกิดไม่ปวารณากันไว้ เวลาไปทำผิดพลาดเข้า จะไปแนะนำว่าขาน ก็จะจัดว่าล่วงเกินลวนลาม ถ้าหากได้ปวารณากันไว้ อบรมตักเตือนกันได้ จบโอวาทแล้ว เป็นอันเสร็จเรียบร้อยพิธีกรรมวันออกพรรษาปวารณา ใต้เทียน เนื่องในวันออกพรรษา สงฆ์จะทำเรือไฟขึ้นในวัด ข้างหน้าโบสถ์ ใช้เสาไม้หรือต้นกล้วย ๔ ต้น พื้นปูด้วยกาบกล้วยมีหัวหางเหมือนเรือ ตกยามค่ำคืนนำดอกไม้ธูปเทียนมาจุดบูชา นับได้ว่าเป็นพุทธบูชา ได้บุญกุศลแรง แบบอย่าง ตัวอย่างเช่นพระอนุรุทธเถระ ผู้เป็นอรหันต์ ได้รับสรรเสริญว่ามีตาทิพย์ ดังนี้เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากผลบุญได้ให้โคมไฟเป็นทาน ใต้เทียน ในขนบธรรมเนียมบุญวันออกพรรษา ผ้าจำนำพรรษา ผ้าจำนำพรรษาเป็นผ้าที่พระสงฆ์จะยอมรับได้ต่อเมื่อ จำพรรษาแล้ว มีในขณะที่จะมอบพระสงฆ์ เป็นตั้งแต่แรม ๑ เย็น เดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันออกพรรษา จนกระทั่งวันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๔ มีเวลามอบให้ถึง ๔ เดือน ถ้าเกิดมอบให้หรือรับช้านี้ ไม่เรียกว่าผ้าจำนำพรรษา ผ้านี้ทายกนิยมมอบให้ในวันออกพรรษา ประวัติความเป็นมา เมื่อยุคครั้งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี มีอุบาสกคนหนึ่ง เป็นผู้มีความเชื่อต่อพระรัตนตรัย ชื่อว่าติเตียนสสะ ได้ร่วมใจกับเมียของตนเองเย็บแล้วก็ย้อม ซึ่งผ้าจีวรสบง สังฆาฏิ ได้มอบเสร็จรวมทั้งทูลลากลับไปสู่เคหาของตนเอง ผ้าจำนำพรรษา ในกาลคราวนั้น พระโมคคัลลานะ ผู้มีฤทธีนุภาพ สามารถนำข่าวสรวงสวรรค์มาบอกมนุษย์ นำข่าวสารมนุษย์ไปบอกสรวงสวรรค์ แล้วก็เมืองนรก ฯลฯ ต่อจากนั้น พระโมคคัลลานะก็ขึ้นสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้มองเห็นพระราชวังมีความสวยสดงดงามรุ่งโรจน์กว่าวังข้างหลังอื่นๆและก็มีนางเทวดาสาวน้อย พันหนึ่งห้อมล้อมวังนั้น แต่ว่าไม่มีเทพยดาอยู่ในพระราชวังข้างหลังนั้น พระเถระเจ้าได้สอบถามกับนางเทวดานางฟ้านั้น ได้รู้โดยตลอด ก็เลยลงจากที่ประทับเข้าไปสู่สำนักพระพุทธเจ้ากำลังจะมีพุทธบริษัทอีกทั้ง ๔ โอบล้อมอยู่ พระเถระเข้าไปมอบอภิวาทแล้วถาม ผลบุญมอบผ้าจำนำพรรษายังมีชีวิตอยู่ในเมืองมนุษย์ ว่าพระราชวังทิพย์ได้รออยู่ในที่อยู่ เพราะเหตุว่ามีต้นเหตุที่เกิดจากผลทานของการมอบให้ผ้าจำนำพรรษา จะมีบ้างหรือเปล่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรา. ท่านทรงพูดว่า ดูก่อนโมคคัลลานะ ผ้าจำนำพรรษาที่ตำหนิสสะอุบาสกได้ทำไว้นั้น ก็ได้ปรากฏแก่คุณเองแล้วไม่ใช่หรือ. พระโมคคัลลานะทูลตอบว่า จริงแล้วพระผู้เป็นเจ้าเรา. สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าพูดถัดไปว่า โมคคัลลานะ บุคคลผู้ใดกันแน่มีเลื่อมใส ได้มอบผ้าจำนำพรรษาแก่พระภิกษุ มีองค์พระพุทธเจ้า ฯลฯ บุคคลผู้นั้นตรงหน้าแม้กระนั้นแตกกายทำลายหมวดไป ย่อมมีสวรรค์เป็นที่ไป “ทานสคฺคโสขว้างณํ” ผลทานเป็นบันไดทำให้เกิดสรวงสวรรค์ ขวางเสียซึ่งอบายภูมิ บุคคลผู้มีมืออันเปียกแฉะไปด้วยการสงเคราะห์ กลุ่มเทพเทวดาทั้งหลายแหล่ย่อมยินดี ยกย่องรอบุคคลผู้บริจาคทานนั้นอยู่เป็นประจำ ดุจนางอัปสรเทวดาสาวรุ่นรอติเตียนสสะอุบาสกดังนั้น เมื่อจบพระสัทธรรมเทศน์ลง บริษัทอีกทั้ง ๔ มีความครื้นครึก ยินดีในพุทธถ้อยคำนัก กลับกลายผู้ตั้งอยู่ในบุญกุศล สัมมาปฏิบัติไม่น้อยเลยทีเดียว ข้างติเตียนสสะอุบาสก พอทำลายหมู่ลงก็นำตนไปเกิดขึ้นในสัตตรัตนวัง รับประทานทรัพย์สินอันเป็นทิพย์ มีนางอัปสรห้อมล้อมเป็นตำแหน่งบริวาร ก่อนหน้า ถัดไป