เดือนหก – บุญบั้งไฟ

เดือนหก – บุญบั้งไฟ พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: ฮีตสิบสอง เผยแพร่เมื่อ: ๒๒ เดือนสิงหาคม ๒๕๖๐ อ่าน: 3948 บุญบั้งไฟ บ้างก็เรียกบุญขอฝน เพราะเหตุว่าเป็นการบูชาพระยาแถน หรือเทวดาวัสสกาลเทพยดา ซึ่งเช้าใจกันว่า มีบทบาทรอดูแลให้ฝนตกถูกตามฤดูกาล ตามประเพณีของอีสาน เมื่อถึงเดือนหก จะมีพิธีการหรือมีบุญจารีตเพื่อเป็นมงคลเป็นบุญบั้งไฟ บางพื้นที่เรียกบุญวิสาขบูชา บ้างก็เรียกบุญขอฝน โดยจัดกันก่อนฤดูปลูกข้าว ด้วยความเลื่อมใสว่าเป็นการขอฝนเพื่อฝนตกต้องตามฤดู ต้นกล้าในท้องนาข้าวสมบูรณ์บริบูรณ์ ตามที่ปรากฏในบทผญาเกี่ยวกับบุญเดือนหกว่า ฮีตหนึ่งนั้นเพียงพอเถิงเดือนหกแล้ว ให้นำน้ำวารีสรงไม่มีคู่ฮดพุทธรูปเหนือใต้สู่ภาย อย่าได้ละเบียงบ้ายขจัดปัดเป่าหายหยุด มันสิเสียศรีต่ำไปเมื่อหน้า ควรพากันทำแท้แนงคองฮีตเก่า เอาบุญไปเรื่องๆไปหน้าอย่าถอย การที่ประชาชนได้จัดงานบุญบั้งไฟขึ้นเพื่อเป็นการบูชา พระยาแถน หรือ เทวดาวัสสกาลเทวดา ซึ่งราษฎรมีความคิดว่า พระยาแถนมีบทบาทรอดูแลให้ฝนตกถูกตามฤดูกาล และก็มีความรู้สึกชื่นชอบไฟอย่างมากมาย ถ้าหมู่บ้านใดไม่ทำการจัดงานทำบุญบั้งไฟบูชา ฝนก็จะไม่ตกถูกตามฤดูกาล อาจจะเป็นผลให้กำเนิดภัยอันตรายกับหมู่บ้านได้ ชาวอีสานจัดงานบุญบั้งไฟ จัดวันใดสุดแท้แต่คณะกรรมการหมู่บ้านระบุ ในจารีตบุญบั้งไฟ มีการทดสอบบั้งไฟกันว่าบั้งไฟผู้ใดจะขึ้นสูงขึ้นมากยิ่งกว่ากัน ส่วนบั้งไฟคนไหนที่จุดแล้วไม่ขึ้นจะมีการลงโทษด้วยการจับผู้ครอบครองบั้งไฟไปโยน บ่อโคลน งานทำบุญบั้งไฟนี้จะตรงกับจารีตประเพณีในเทศกาลเดือนหกอีกอย่างหนึ่งเป็นบุญวันวิสาข บูชา ราษฎรจะทำบุญสุนทานรวมทั้งฟังธรรมกันในกลางวันช่วงเวลากลางคืนจะมีการเวียนเทียน โดยเรื่องราวนั้นมาจากนิทานพื้นบ้านทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือสองเรื่องหมายถึง“เขาหินแดงนางไอ่” และก็ “พญาคันติดอยู่ก” มีเรื่องมีราวราวโดยสังเขป ดังต่อไปนี้ นิทานพื้นบ้านเรื่อง “หน้าผาแดงนางไอ่” กับเรื่องราวจารีตบุญบั้งไฟ ภาพอธิบายนิทานพื้นบ้านเรื่อง “เขาหินแดงนางไอ่” ในเรื่องราวนิทานนั้นเป็นต้นเหตุมาจากรักสามเส้า มีตัวละครเป็น ท้าวเขาหินแดง ท้าวพังทลายคี รวมทั้งนางไอ่ ทั้งยังสามเคยมีความสัมพันธ์ธุ์กันมาก่อนตั้งแต่ชาติก่อน นางไอ่เป็นบุตรีของลูกหญิงเขมรกษัตริย์เมืองชะธีตา บ้างก็เรียก “ธีตานคร” นางไอ่เป็นสตรีที่มีสิริโฉมงามมากมาย เป็นที่เลื่องลือไปทั่วในนครต่างๆทั่วทั้งโลกมนุษย์และก็เมืองบาดาล เด็กหนุ่มต่างหมายปองที่กำลังจะได้อภิเษกกับนางไอ่ ในปริมาณนั้นมีท้าวเขาหินแดงพระราชโอรสที่เมือง “เขาหินโพง” และก็ท้าวพังทลายคี ลูกชายสุทโธนาค พระราชาบาดาล เจ้าผู้ครองนครธีตามีการจัดแข่งบั้งไฟ ซึ่งเป็นจารีตแต่ว่าโบราณของเมืองเอกชะหนตา คนใดกันแน่ชนะจะเป็นผู้ครอบครองเมืองธีตานคร แล้วก็ได้นางไอ่เป็นสามีภรรยา ในที่สุดทั้งสองก็แพ้บั้งไฟ ก็เลยมิได้อภิเษกสมรสกับนางไอ่ แต่ว่าท้าวพังทลายคีไม่ยินยอมลดละ จำแลงเป็นกระรอกเผือกเฝ้าติดตามนางไอ่ ในที่สุดถูกฆาตกรรม พญานาคผู้เป็นบิดาก็เลยขึ้นมากระหน่ำเมืองจนถึงล่มไป เปลี่ยนเป็นหนองใหญ่เป็นหนองหาร หนองหานในตำนานท้าวเขาหินแดงนางไอ่ ที่เป็นที่โต้แย้งกันว่าที่ไหนกันแน่ มีอยู่ถึง ๓ ที่ อย่างเช่น หนองหาน ที่ อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี รวมทั้งหนองหาน อำเภอหม้อบึง ซึ่งก็ไม่ไกลจากที่แรกเท่าไรนัก รวมทั้งอีกที่หนึ่งก็คือหนองหาร สกลนคร นิทานพื้นบ้านเรื่อง “พญาคันติดอยู่กกับพญาแถน” กับความเป็นมาจารีตบุญบั้งไฟ ภาพอธิบายนิทานพื้นบ้านเรื่อง “พญาคันค้างกกับพญาแถน” พญาแถน เป็นเทวดาผู้รอดลบัลดาลควบคุมฟ้าฝนให้ตกต้องตามฤดู วันหนึ่งกำเนิดไม่สบอารมณ์ชาวโลกก็เลยบันดลให้ฝนไม่ตกถึงเจ็ดปีเจ็ดเดือนเจ็ดวัน ชาวโลกมนุษย์ยากไร้หมากแพงทนไม่ได้คิดต่อสู้กับพญาแถนแต่ว่าสู้กองทัพเทพเทวดามิได้ ถูกไล่กองทัพมาจนกระทั่งต้นไม้ใหญ่ที่พระพุทธเจ้ากินชาติเป็น พญาคันติดอยู่ก (คางคก) อาศัยอยู่ แล้วก็พญาคันติดอยู่กตกลงปลงใจเป็นผู้นำกองทัพของชาวโลกต่อสู้กับพญาแถน พญาคันติดอยู่กให้พญาปลวกก่อรังปลวกขึ้นไปจนกระทั่งสรวงสวรรค์ ให้พญามอดไม้ไปทำลายด้ามอาวุธของทหารแล้วก็อาวุธพญาแถน รวมทั้งให้พญาผึ้ง ต่อ แตนไปต่อยทหารแล้วก็พญาแถนข้างทวยเทพแพ้ พญาแถนก็เลยให้คำมั่นว่า ถ้าหากมนุษย์ยิงบั้งไฟขึ้นไปเตือนเวลาใดจะรีบบันดลให้ฝนตกลงมาให้โดยทันทีรวมทั้งถ้าหากกบ เขียดร้องก็นับว่าเป็นสัญญาณบอกว่าฝนได้ตกลงถึงพื้นแล้ว รวมทั้งเมื่อใดที่ชาวกรุงเล่นว่าวก็เป็นสัญญาณที่การสูญสิ้นหน้าฝน หลังจากนั้นเป็นต้นมาคนกรุงก็ปฏิบัติสืบต่อกันมา พอเพียงถึงเดือนหกจำเป็นต้องจุดบั้งไฟขึ้นไปบอกพญาแถน จนถึงเปลี่ยนเป็นขนบธรรมเนียมบุญบั้งไฟกระทั่งเวลานี้ ก่อนหน้า ถัดไป