วันเข้าพรรษา

วันเข้าพรรษา พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: วันสำคัญทางศาสนาพุทธ เผยแพร่เมื่อ: ๑๙ เดือนสิงหาคม ๒๕๖๐ อ่าน: 4959 (ตามนัยอรรถกถา) ในปีที่ ๗ พระวัวโคลนตมพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงแสดงพระธรรมเทศนาอภิธรรม ๗ ตำราโปรดสันดุสิตเทพยดา สมัยก่อนพระพุทธคุณแม่ (ซึ่งมีขึ้นอยู่สรวงสวรรค์ชั้นดุสิต แม้กระนั้นลงมาฟังพระธรรมเทศนาที่สรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ) ตลอดเวลา ๓ เดือน วันเข้าพรรษา (บาลี: วสฺส, สันสกฤต: วรฺษ, อังกฤษ: Vassa, เขมร: វស្សា) เป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธวันหนึ่งที่พระทักษิณนิกายจะอธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ในที่ไหนอันดับแรกตลอดเวลาหน้าฝนที่มีระบุช่วงเวลา ๓ เดือนจากที่พระธรรมวินัยกำหนดไว้ โดยไม่ไปพักแรมที่อื่นๆ หรือภาษาพูดว่าจำพรรษา (คำว่าปี หมายความว่าหน้าฝน ส่วนคำว่าจำ หมายความว่าพักอยู่ ) การเข้าพรรษานี้นับว่าเป็นข้อบัญญัติสำหรับภิกษุโดยตรง สงฆ์จะไม่จำพรรษามิได้ เพราะรูปใดไม่จำพรรษานับว่าจำต้องบาปทุกกฏตามพระระเบียบ การเข้าพรรษาตามธรรมดาเริ่มนับจากวันแรม ๑ เย็น เดือน ๘ ของทุกปี (หรือเดือน ๘ ข้างหลัง หากมีเดือน ๘ สองคราว) รวมทั้งสิ้นสุดลงในวันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๑๑ หรือวันออกพรรษา วันเข้าพรรษา นับได้ว่าเป็นวันรวมทั้งตอนเทศกาลทางศาสนาพุทธที่สำคัญเทศกาลหนึ่งในประเทศไทย โดยมีช่วงเวลาโดยประมาณ ๓ เดือนในฤดูฝน โดยวันเข้าพรรษาเป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธที่ตลอดมาจากวันอาสาฬหบูชา (วันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๘) ซึ่งชาวพุทธคนไทยอีกทั้งกษัตริย์แล้วก็คนสามัญได้ตกทอดขนบธรรมเนียมปฏิบัติ การทำบุญในวันเข้าพรรษามานานแล้วตั้งแต่ยุคจังหวัดสุโขทัย ในวันเข้าพรรษาและก็ตอนฤดูฤดูฝนตลอดทั้ง ๓ เดือน ชาวพุทธคนไทยนับว่าเป็นจังหวะอันดีที่จะบำเพ็ญทานด้วยการเข้าวัดทำบุญทำกุศลตักบาตร ฟังพระธรรมเทศนา ซึ่งสิ่งที่พิเศษจากวันสำคัญอื่นๆเป็น มีการมอบให้หลอดไฟฟ้าหรือเทียนเข้าพรรษา แล้วก็ผ้าอาบน้ำฝน (ผ้าวัสสิกสาฏก) แก่พระด้วย เพื่อสำหรับให้พระพระสงฆ์ได้ใช้เพื่อการอยู่จำพรรษา โดยในอดีตกาล ชายไทยที่เป็นชาวพุทธเมื่ออายุครบบรรพชา (๒๐ ปี) จะนิยมถือบวชบรรพชาเป็นพระเพื่ออยู่จำพรรษาตลอดฤดูฤดูฝนอีกทั้ง ๓ เดือน โดยชาวพุทธไทยจะเรียกการอุปสมบทบวชเพื่อจำพรรษาตลอดฤดูฝนว่าบรรพชาเอาปี นอกนั้น ในปี พุทธศักราช ๒๕๕๑ รัฐบาลได้ประกาศให้วันเข้าพรรษาเป็นวันงดเว้นดื่มสุราแห่งชาติ โดยในปีต่อมา ยังได้ประกาศให้วันเข้าพรรษาเป็นวันห้ามขายเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทั่วราชอาณาจักร ดังนี้เพื่อรณรงค์ให้คนประเทศไทยตั้งสัจจะอธิษฐานงดเว้นการดื่มสุราในวันเข้าพรรษารวมทั้งในตอน ๓ เดือนระหว่างฤดูเข้าพรรษา เพื่อผลักดันความนิยมที่ดีให้แก่สังคมไทย จุดสำคัญรวมทั้งประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากการเข้าพรรษา ๑. ตอนเข้าพรรษานั้นเป็นช่วงๆขณะที่ราษฎรดำรงชีพทำไร่ท้องนา ฉะนั้นการกำหนดให้พระภิกษุหยุดการเดินทางจาริกไปในสถานที่ต่างๆก็จะสามารถช่วยให้พืชพันธุ์ของต้นกล้า หรือสัตว์เล็กสัตว์น้อย มิได้รับความเสื่อมโทรมจากการเดินธุดงค์ ๒. ภายหลังจากเดินทางจาริกไปเผยแผ่ศาสนาพุทธมาตรงเวลา ๘ – ๙ เดือน ตอนเข้าพรรษาเป็นตอนที่ให้พระพระภิกษุได้พักผ่อน ๓. ตรงเวลาที่พระสงฆ์จะได้กระทำเจริญภาวนาสำหรับตัวเอง และก็เรียนพระธรรมวินัยตลอดจนเตรียมอบรมสั่งสอนให้กับประชากรเมื่อถึง วันออกพรรษา ๔. เพื่อจะได้ได้โอกาสขัดเกลารวมทั้งบรรพชาให้กับลูกชายผู้สูงวัยครบบรรพชา อันเป็นกำลังสำคัญสำหรับเพื่อการเผยแผ่ศาสนาพุทธถัดไป ๕. เพื่อชาวพุทธ ได้ได้โอกาสบำเพ็ญทานเป็นการพิเศษ อย่างเช่น การทำบุญใส่บาตร หล่อเทียนพรรษา มอบผ้าอาบน้ำฝน ถือศีล เจริญภาวนา มอบจตุปัจจัยเครื่องไทยธรรม งดอบายมุข แล้วก็ได้โอกาสได้ฟังพระธรรมเทศนาตลอดระยะเวลาเข้าพรรษา สาเหตุที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอนุญาตการจำพรรษาแก่ภิกษุ ในสมัยเก่า การเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆในช่วงฤดูฝน มีความยากแค้น รวมทั้งเป็นตอนฤดูทำไร่ที่นาของราษฎร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เลยกำหนดระเบียบให้พระพระสงฆ์หยุดการเดินทางเพื่อประจำอยู่ในสถานที่ใดอันดับหนึ่งในฤดูฝน ในยุคต้นพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามิได้ทรงกำหนดระเบียบหัวข้อการเข้าพรรษาไว้ แต่ว่าการเข้าพรรษานั้นเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าและก็พระภิกษุสาวกปฏิบัติกันมาโดยธรรมดาเนื่องจากพุทธจริยาวัตรในอันที่จะไม่ออกไปจาริกตามสถานที่ต่างๆในฤดูฝนอยู่แล้ว เพราะว่าการติดต่อมีความทุกข์ยาก รวมทั้งโดยเฉพาะภิกษุในตอนต้นพุทธกาลมีปริมาณน้อยและก็ส่วนมากเป็นพระประเสริฐบุคคล ก็เลยทราบว่าสิ่งใดที่สงฆ์ควรจะไหมพึงกระทำ ถัดมาเมื่อมีพระมากเพิ่มขึ้น แล้วก็ด้วยพระพุทธจริยาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่ทรงข้อกำหนดพระระเบียบล่วงหน้า ทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เลยมิได้ทรงข้อกำหนดเรื่องให้พระพระสงฆ์สาวกอยู่ประจำปีไว้ด้วย ก็เลยเกิดเหตุการณ์กรุ๊ปพระฉัพพัคคีย์พากันเริ่มเดินทางเผยแผ่ศาสนาพุทธในที่ต่างๆโดยไม่ท้อถอยทั้งยังในช่วงฤดูหนาว หน้าร้อน และก็หน้าฝน ทำให้มีอาการชาวบ้านได้พากันต่อว่าว่า พวกสงฆ์ในพุทธศาสนาไม่ยินยอมพักเดินทางถึงแม้ในช่วงฤดูฝน เวลาที่บรรพชิตในศาสนาอื่น พากันหยุดเดินทางในฤดูฝน การที่พระสงฆ์จาริกไปในที่ต่างๆหากแม้ในช่วงฤดูฝน บางทีอาจดูหมิ่นต้นกล้าของราษฎรได้รับความเสื่อมโทรม หรือบางทีอาจไปดูหมิ่นโดนสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่ออกหากินจนกระทั่งแก่ความตาย เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทราบเรื่อง ก็เลยได้กำหนดระเบียบให้ภิกษุประจำอยู่ในที่ไหนอันดับที่หนึ่ง ตรงเวลา ๓ เดือนดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การเข้าพรรษาของสงฆ์ตามพระระเบียบปิฎก ตามพระระเบียบ พระรูปใดไม่เข้าจำพรรษาอยู่ในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงปรับอาบัติแก่พระภิกษุรูปนั้นด้วยความผิดทุกกฎ และก็ภิกษุที่อธิษฐานรับคำเข้าจำพรรษาแล้วจะไปพักแรมที่อื่นๆมิได้ แม้กระนั้นหากเดินทางออกไปแล้วและไม่สามารถกลับมาเวลาที่ระบุเป็นก่อนรุ่งสาง ก็จะนับว่าพระภิกษุสงฆ์รูปนั้นขาดปี และก็จำเป็นต้องความผิดทุกกฎเนื่องจากว่ารับคำนั้น และภิกษุรูปนั้นจะมิได้รับผลบุญปี มิได้ผลบุญกฐินตามพระระเบียบ รวมทั้งอีกทั้งห้ามไม่ให้นับปีที่ขาดนั้นอีกด้วย จำพวกของการเข้าพรรษาของพระ การเข้าพรรษาตามพระระเบียบแบ่งออกเป็น ๒ ชนิดหมายถึง๑. ปุขอบปี (เขียนอีกอย่างว่าบุขอบปี ) เป็นการเข้าพรรษาแรก เริ่มตั้งแต่วันแรม ๑ เย็น เดือน ๘ (สำหรับปีเดือนอธิกมาสเป็นมีเดือน ๘ สองคราว จะเริ่มในวันแรม ๑ เย็น เดือน ๘ ข้างหลัง) จนกระทั่งวันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๑๑ ภายหลังจากวันออกพรรษาแล้ว พระที่อยู่จำพรรษาครบ ๓ เดือน ก็มีสิทธิที่จะรับกฐินซึ่งมีขณะเพียงแค่หนึ่งเดือน นับจากวันแรม ๑ เย็น เดือน ๑๑ ถึงขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๑๒ ๒. ปัจฉิมปี เป็นการเข้าพรรษาข้างหลัง ใช้ในเรื่องที่พระสงฆ์จำต้องเดินทางไกลหรือมีเหตุสุดวิสัย ทำให้กลับมาเข้าพรรษาแรกในวันแรม ๑ เย็น เดือน ๘ ไม่ทัน จะต้องรอคอยไปเข้าพรรษาข้างหลัง เป็นวันแรม ๑ เย็น เดือน ๙ แล้วจะไปวันออกพรรษาในวันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๑๒ ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดทอดกฐินพอดิบพอดี โดยเหตุนั้นพระสงฆ์ที่เข้าปัจฉิมปีก็เลยไม่มีจังหวะได้รับกฐิน แม้กระนั้นก็ได้ปีเหมือนกันกับพระที่เข้าปุขอบปีแบบเดียวกัน สถานที่สำหรับจำพรรษา ถานที่สำหรับจำพรรษานั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกำหนดไว้ว่า ต้องเป็นสถานที่ที่สมควร ไม่ใช่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ได้ตามชื่นชอบ สถานที่ต้องเป็น ๑. เสนาสนะที่มุงบังมิดชิด ๒. เสนาสนะที่มีบานประตูปิด-เปิดได้ ๓. ไม่ใช่ในร่ม (อาทิเช่น กลดพระธุดงค์) ตุ่มน้ำ โพรงไม้ ๔. เป็นสถานที่เดียวตลอด ๓ เดือน ไม่ใช่หลายสถานที่ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตการอยู่จำพรรษาในสถานที่บางที่ แก่ภิกษุบางรูปผู้ต้องการ จะอยู่จำพรรษาในสถานที่ต่างๆกัน สถานที่พวกนั้นเป็น๑. ในคอกสัตว์ (อยู่ในสถานที่ของคนเลี้ยงวัว) ๒. เมื่อคอกสัตว์ย้ายไป ทรอนุญาตให้ย้ายตามไปได้ ๓. ในกลุ่มเกวียน ๔. ในเรือ พระพุทธเจ้าทรงห้ามไม่ให้อยู่จำพรรษาในสถานที่อันไม่ควร สถานที่พวกนั้นเป็น๑. ในโพรงไม้ ๒. บนกิ่งหรือค้างคบไม้ ๓. ในที่ที่โล่งแจ้ง ๔. ในที่ไม่มีเสนาสนะ เป็นไม่มีที่พักผ่อนที่นั่ง ๕. ในหีบศพผี ๖. ในกลด ๗. ในตุ่ม ข้อบังคับที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามไว้อีกอย่างหนึ่งหมายถึง๑. ห้ามไม่ให้ตั้งข้อตกลงอันไม่ควร อย่างเช่น การไม่ให้มีการบรรพชากันข้างในปี ๒. ห้ามสัญญาว่าจะอยู่ปีในที่แห่งใดแล้ว ไม่จำพรรษาในที่นั้น ข้องดเว้นการจำพรรษาของสงฆ์ ถึงแม้ว่าการเข้าพรรษานี้นับว่าเป็นข้อพึงกระทำสำหรับภิกษุโดยตรง ที่จะยกเว้นมิได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ แต่สำหรับเพื่อการจำพรรษาของพระภิกษุในระหว่างปีนั้น อาจมีกรณีที่เกิดความจำเป็นบางสิ่งบางอย่าง ทำให้พระภิกษุสงฆ์ผู้จำพรรษาจะต้องออกมาจากสถานที่จำพรรษาเพื่อไปค้างที่อื่นๆ พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาตให้ทำเป็นโดยไม่ถือได้ว่าเป็นการขาดปีโดยมีเหตุจำเป็นเฉพาะกรณีๆไป ดังที่ทรงกำหนดไว้ภายในพระไตรปิฎก ซึ่งส่วนมากจะเกี่ยวกับการศาสนาหรือการอุปัฏฐานบิดามารดา แต่ว่าดังนี้ก็จำเป็นต้องกลับมาภายในเวลาไม่เกิน ๗ วัน การออกนอกที่จำพรรษาล่วงวันแบบนี้เรียกว่าสัตตาหกรณียะ ซึ่งเหตุที่ทรงบอกว่าจะออกมาจากที่จำพรรษาไปได้ชั่วครั้งคราวนั้นได้แก่ ๑. การไปรักษา หาอาหารให้ภิกษุหรือบิดามารดาที่ป่วยไข้ ฯลฯ กรณีนี้ทำเป็นกับสหทรงธรรม ๕ และก็คุณแม่พ่อ ๒. การไปหยุดภิกษุเณรที่ต้องการจะสึกไม่ให้สึกได้ กรณีนี้ทำเป็นกับสหทรงธรรม ๕ ๓. การไปเพื่องานของคณะสงฆ์ อาทิเช่น การไปหาเครื่องใช้ไม้สอยมาซ่อมแซมกุฎีที่ชำรุดทรุดโทรม หรือ การไปทำสังฆกรรม ดังเช่นว่า สวดมนตร์ญัตติจเหม็นตุตถกรรมวาจาให้พระผู้มีความประสงค์อยู่ปริวาส ฯลฯ ๔. ถ้าทายกนิมนต์ไปทำบุญทำกุศล ก็ไปให้ทายกได้ให้ทาน รับศีล ฟังเทสนาธรรมได้ กรณีนี้ถ้าเกิดโยมไม่มานิมนต์ ก็จะไปค้างมิได้ ซึ่งถ้าหากพระภิกษุออกมาจากวัดหากแม้โดยสัตตาหกรณียะล่วงระบุ ๗ วันตามพระระเบียบ ก็จัดว่า ขาดปี แล้วก็เป็นบาปทุกกฎเนื่องจากรับคำ (รับคำอธิษฐานเข้าพรรษาแม้กระนั้นทำไม่ได้) ในเรื่องที่สงฆ์สัตตาหกรณียะแล้วก็กลับมาตามที่ได้มีการกำหนดแล้ว ไม่นับได้ว่าเป็นบาป และก็สามารถกลับมาจำพรรษาตลอดไปได้ และก็ถ้าเกิดมีเหตุจำเป็นที่จะจะต้องออกมาจากที่จำพรรษาไปได้ตามระเบียบอีก ก็สามารถทำเป็นโดยสัตตาหกรณียะ แม้กระนั้นจำเป็นต้องกลับมาในเจ็ดวัน เพื่อไม่อวยพรรษาขาดและไม่เป็นบาปทุกกฎดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วแล้ว ในเวลาจำพรรษาเมื่อเกิดอันตรายเกิดขึ้นจะอยู่ถัดไปมิได้ แล้วก็ไปเสียจากที่นั้น ปีขาด แต่ว่าท่านไม่ปรับอาบัติ (ไม่เป็นบาป) มีดังนี้เป็น๑. ถูกสัตว์ร้าย ขโมย หรือปีศาจร้ายเอารัดเอาเปรียบ ๒. เสนาสนะถูกไฟเผา หรือน้ำหลาก ๓. ภัยแบบนั้นเกิดขึ้นแก่โคจรติดอยู่ม ทุกข์ยากลำบากด้วยบิณฑบาต, ในข้อนี้ราษฎรย้ายถิ่นจะตามเขาไปก็ควรจะ ๔. อัตคัดด้วยของกิน ปกติมิได้ของกินหรือเภสัชอันสบาย มิได้อุปัฏฐากอันควร (ข้อนี้ถ้าเกิดเพียงพอทนได้ก็ควรจะอยู่ถัดไป) ๕. มีหญิงมาชักชวน หรือมีเครือญาติมารบกวนล่อด้วยทรัพย์สิน ๖. พระสงฆ์ในวัดอื่นแทบจะทะเลาะกันหรือแตกแยกแล้ว ไปเพื่อจะห้ามหรือเพื่อสมานสามัคคีได้อยู่ (ในข้อนี้ หากกลับมาทัน ควรจะไปด้วยสัตตาหกรณียะ) ผลบุญการจำพรรษาของสงฆ์ที่จำครบปี เมื่อสงฆ์จำพรรษาครบไตรมาสได้ปวารณาวันออกพรรษาแล้วก็ได้กรานกฐินแล้ว ย่อมได้รับผลบุญ หรือข้อละเว้นพระระเบียบ ๕ ข้อเป็น๑. เที่ยวไปไหนไม่ต้องกล่าวลา (ออกมาจากวัดไปโดยไม่จำเป็นจำต้องแจ้งเจ้าอาวาสหรือสงฆ์รูปอื่นก่อนได้) ๒. เที่ยวไปไม่ต้องถือตรีจีวรครบสำรับ ๓ ผืน ๓. ฉันแผนกโภชน์ได้ (ล้อมวงฉันได้) ๔. เก็บอดิเรกผ้าจีวรไว้ได้ตามมุ่งหมาย (นอกจากสิกขาบทข้อนิสสัคคิยขว้างจิตตีย์บางข้อ) ๕. ผ้าจีวรลาภอันกำเนิดในที่นั้นเป็นของภิกษุ (เมื่อมีผู้มามอบผ้าจีวรเกินกว่าสามครอบครองสามารถเก็บไว้ได้โดยไม่ต้องสละเข้ามิดฟิลด์) การถือปฏิบัติงานเข้าพรรษาของสงฆ์ไทยในขณะนี้ การเตรียมการเข้าจำพรรษาของสงฆ์ในขณะนี้ เมื่อถึงวันเข้าพรรษา สงฆ์ในวัดจะรวมตัวกันอธิษฐานจำพรรษาด้านในวิหารหรือโบสถ์ของสงฆ์ การเข้าจำพรรษาเป็นการตั้งอกตั้งใจเพื่ออยู่จำในวัดใดวัดหนึ่งหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งบ่อยๆตลอดปี ๓ เดือน ด้วยเหตุนั้นก่อนเข้าจำพรรษาสงฆ์ในวัดจะเตรียมพร้อมโดยการบูรณะเสนาสนะปัดกวาดเช็ดถูให้เป็นระเบียบเรียบร้อยก่อนถึงวันเข้าพรรษา เมื่อถึงวันเข้าพรรษา ส่วนมากพระภิกษุจะลงประกอบพิธีอธิษฐานจำพรรษาข้างหลังสวดมนต์ไหว้พระทำวัตรในเวลาเย็นเป็นพิธีการเฉพาะของสงฆ์ ซึ่งจำนวนมากจะลงประกอบพิธีในโบสถ์ หรือสถานที่ใดตามแต่จะควรด้านในวัดที่จะจำพรรษา โดยเมื่อทำวัตรในเวลาเย็นทุกวันเสร็จแล้วเจ้าอาวาสจะประกาศเรื่อง วัสสูปนายิกา เป็นการกำหนดบอกให้ให้พระพระสงฆ์ทั้งสิ้นทราบถึงหลักเกณฑ์สำหรับการเข้าพรรษา โดยมีประโยชน์สำคัญดังต่อไปนี้ ๑. บอกกล่าวหัวข้อการเข้าจำพรรษาแก่พระภิกษุในวัด ๒. แสดงที่ไปที่มารวมทั้งรายละเอียดของวัสสูปนายิกาตามพระวินั