เดือนสิบสอง – บุญกฐิน

เดือนสิบสอง – บุญกฐิน พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: ฮีตสิบสอง เผยแพร่เมื่อ: ๒๓ เดือนสิงหาคม ๒๕๖๐ อ่าน: 3595 บุญกฐิน นิยมมอบไตรจีวรผ้าจีวร ให้แก่พระสงฆ์ ๕ รูปขึ้นไป ซึ่งอยู่ในวัดเดียวกัน แล้วก็เป็นผู้จำพรรษาครบถ้วนสมบูรณ์ไตรมาส (๓ เดือน) โดยไม่ขาดปี คำว่า กฐิน แสดงว่า ไม้สะดึง เป็นกรอบไม้ประเภทหนึ่งสำหรับกางผ้าให้ตึง สบายแก่การเย็บ ในโบราณกาล การเย็บผ้าจะต้องเอาไม้สะดึงมากางผ้าให้ตึงซะก่อน แล้วจึงเย็บเนื่องจากว่าช่างยังปราศจากความเชี่ยวชาญเสมือนสมัยนี้ และก็สิ่งที่ใช้ในการเย็บก็ยังไม่พอ ราวกับจักรที่มีไว้เพื่อสำหรับเย็บผ้าในตอนนี้ วิธีการทำผ้าจีวรในอดีตกาลจะเป็นผ้ากฐินหรือแม้กระทั้งผ้าจีวรอันไม่ใช่ผ้ากฐิน พระภิกษุร่วมช่วยเหลือกันตัดเย็บ กำเนิดความปรองดองในกลุ่มพระสงฆ์ เป็นต้นว่าตำนานกล่าวไว้ว่า การเย็บผ้าจีวรนั้น พระเถรานุเถระต่างมาช่วยเหลือกัน ดังเช่นว่า พระสารีลูก พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ ถึงแม้สมเด็จพระบรมศาสดาก็เสด็จลงมาช่วย ภิกษุเณรอื่นๆก็ช่วยขวนขวายสำหรับการเย็บผ้าจีวร อุบาสก อุบาสิกา ก็หาน้ำ ฯลฯ มามอบให้พระสงฆ์ มีองค์พระสัมมาสัมพุทธะเป็นประธาน โดยนัยนี้ การเย็บผ้าจีวรหากแม้โดยปกติ ก็เป็นการจำต้องช่วยเหลือกันทำหลายผู้หลายองค์ (ไม่เสมือนในตอนนี้ ซึ่งมีผ้าจีวรสำเร็จรูปแล้ว) การทอดกฐินเป็นการนำผ้ากฐินไปวางไว้ต่อหน้าต่อตาพระภิกษุอย่างต่ำ ๕ รูป โดยไม่เจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เพื่อคณะสงฆ์นำผ้าไปอปโลกน์ ชูให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งจากที่คณะสงฆ์โหวต (ญัตติทุตำหนิชูรรมวาจา) เขตระบุทอดกฐิน การทอดกฐินเป็นกาลทาน ตามพระระเบียบระบุกาลไว้เป็นตั้งแต่แรม ๑ เย็น เดือน ๑๑ ถึงวันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๑๒ ผู้มีจิตเลื่อมใสเลื่อมใส ปรารถนาจะทอดกฐิน ก็ให้ทอดได้ในระหว่างช่วงเวลานี้ จะทอดก่อนหรือทอดข้างหลังระบุนี้ ก็ไม่เป็นการทอดกฐิน แม้กระนั้นมีข้องดเว้นพิเศษว่า ถ้าเกิดทายกผู้จะทอดกฐินนั้น มีธุระจำเป็นต้อง ตัวอย่างเช่น ต้องไปในกองทัพ ไม่อาจจะจะอยู่ทอดกฐินตามที่ได้กำหนดนั้นได้ จะทอดกฐินก่อนที่จะครบกำหนดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นแล้วพระสัมมาสัมพุทธะ ทรงอนุญาตให้ภิกษุรับไว้ก่อนได้ จารีตประเพณีบุญกฐิน นิยมระบุเอาเดือนสิบสองตรงเวลาทำ เพราะว่าระบุเอาเดือนสิบสองนี่เองก็เลยเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บุญเดือนสิบสอง ดังบรรพบุรุษได้ผูกร้อยกรองผญาอีสานสอนให้ประชาชนเตรียมก่อนทำบุญทำทานไว้ว่า เพียงพอแต่ว่าเหลียวขึ้นฟ้ามองเห็นแต่วเดือนสิบสอง ลมลำพองเชยพัดง่ายมกะเลยม้วนพอเหมาะพอควรกะหาผ้ากฐินทานมาทอด ตลอดเดือนหนึ่งหาได้ราวกับตั้งใจหลวงปู่พระพรหมไปพบผ้าหลวงตาสีหาน้ำครั่ง หลวงปู่สอนนั่งใส่เส้นด้ายขวาซ้ายเข้าซ่อยกันเพียงพอแต่ว่าตกบ่อนบั้นโลกมันแปลงเวียนผัน เดี๋ยวนี้กะเลยโยมเป็นคนเฮ็ดแหนแห่แพนกั้งต่างกะหวังเต็มกำลังทำความดีบ่ดูถูกดูแคลน บุญกฐินซ่อยค้ำทานทอดให้กลุ่มพระสงฆ์ การที่มีจารีตทอดกฐินมีเรื่องมีราวว่า ในครั้งพุทธกาล พระภิกษุสงฆ์ชาวขว้างไถยเมือง (ขว้างวา) ผู้ทรงธุดงค์ ปริมาณ ๓๐ รูป เดินทางไกลไปไม่ทันเข้าพรรษา เหลือทางอีกหกโยชน์กำลังจะถึงนครสาวัตถี ก็เลยตกลงพักจำพรรษาที่เมืองสาเกตตลอดไตรมาส เมื่อวันออกพรรษาก็เลยเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าในเชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี ภิกษุพวกนั้นมีผ้าจีวรเก่า เปรอะโคลน รวมทั้งเปียกชุ่มด้วยน้ำฝน ได้รับความยากแค้นมากมาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เลยทรงนับว่าเป็นสาเหตุ ทรงมีพุทธานุญาตให้ภิกษุที่จำพรรษาครบสามเดือนกรานกฐินได้ รวมทั้งให้ได้รับผลบุญ ห้าประการเป็น ๑) เที่ยวไปไหนไม่ต้องกล่าวลา ๒) ไม่ต้องถือผ้าไตรไปครบ ๓) ฉันแผนกโภชน์ได้ ๔) ทรงอตำหนิเรกผ้าจีวรได้ตามมุ่งมาดปรารถนา ๕) ผ้าจีวรอันเกิดขึ้นนั้นจะอย่างเช่นพวกคุณ รวมทั้งได้ขยายเขตผลบุญห้าอีกสี่เดือน นับตั้งแต่กรานกฐินแล้วจนกระทั่งวันกฐินเดาะเรียกว่า มาตำหนิกาแปด เป็นการกำหนดวันหมดที่กำลังจะได้ผ้าจีวรเป็นระบุด้วยหลีกไป ระบุด้วยทำผ้าจีวรเสร็จ ระบุด้วยตกลงปลงใจ ระบุด้วยผ้าเสียหาย ระบุด้วยได้ยินข่าว ระบุด้วยหดหู่ ระบุด้วยล่วงเขต ระบุด้วยเดาะพร้อม ด้วยเหตุนั้น เมื่อครบวันระบุกฐินเดาะแล้ว ภิกษุก็หมดสิทธิ์จะต้องรักษาระเบียบถัดไป ภิกษุก็เลยรับผ้ากฐินข้างหลังวันออกพรรษาไปแล้ว หนึ่งเดือนได้ ก็เลยได้นับว่าเป็นจารีตประเพณีปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงขณะนี้ การทอดกฐินในตอนนี้ นับว่าเป็นทานพิเศษ ตั้งเวลาปีหนึ่งทอดมอบได้เพียงแต่ครั้งเดียว ตามอรรถกถาศาลฎีกาต่างๆพอกำคราวดได้ว่าจำพวกของกฐินมีสองลักษณะหมายถึง๑. จุลกฐิน วิธีการทำผ้าจีวร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงข้อกำหนดสิกขาบท ทุกฝ่ายจำต้องช่วยเหลือกันทำให้เสร็จด้านในระบุหนึ่งวัน ทำฝ้าย ปั่น กรอ ตัด เย็บ ย้อม ทำให้เป็นหมวดได้ขนาดตามพระระเบียบ แล้วทอดมอบให้เสร็จในวันนั้น ๒. มหากฐิน เป็นอาศัยต้นเหตุของทำทานบริวารเครื่องกฐินเป็นจำนวนมากไม่รีบด่วน เพื่อจะได้มีส่วนหนึ่งเป็นทุนบำรุงวัด เป็นทำนวกรรมบ้าง ซ่อมบูรณของโบราณบ้าง เดี๋ยวนี้นิยมเรียกกันว่า กฐินสามัคคี ศิษยานุศิษย์หน่อแก้วศาสนาพุทธในพิธีการจุลกฐิน อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๒ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๗ คำมอบให้กฐิน มีอยู่ ๒ แบบร่วมกันเป็น แบบเก่า และก็แบบใหม่ ดังต่อไปนี้ ๑. คำมอบให้แบบมหานิกาย อิมํ สปริวารํ กฐินผ้าจีวรทสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม (กล่าวสามที) คำแปล ผมทั้งหลายแหล่ ขอน้อมมอบให้ผ้าจีวรกฐิน กับของบริวารนี้แก่ภิกษุ (กล่าวสามที) ๒. คำพูดแบบธรรมยุติกนิกาย อิมํ มยํ ภนฺเต สปริวารํ กฐินผ้าจีวรทสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม สาธุ โน ภนฺเต สงฺโฆ อิมํ ปริวารํ กฐินผ้าจีวรทุสฺสํ ปฏิคฺคณฺหาตุๆ ปฏิคฺคเหตฺวา จ อิไม่ที่นา ทุสฺเสน กฐินํ อตฺถรเหม็นตุ อมฺแม้ํ ฑีฆรตฺตํ หิตาย ห้องส้วมย คำแปล เราแม้กระนั้นพระภิกษุผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายแหล่ ขอน้อมมอบให้ผ้าจีวรกฐิน กับของบริวารนี้แก่สงฆ์ ขอพระพระสงฆ์ต้องรับผ้ากฐิน พร้อมทั้งของบริวารของข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายแหล่ ครั้งรับแล้วควรกราลกฐินด้วยผ้าผืนนี้ เพื่อคุณประโยชน์ แล้วก็ความสบายแก่ผมทั้งหลายแหล่ ชั่วนิจนิรันดร์นาน เถิด ฯ ก่อนหน้า