วันมาฆบูชา

ประวัติพระพุทธเจ้า

วันมาฆบูชา พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: วันสำคัญทางศาสนาพุทธ เผยแพร่เมื่อ: ๑๖ เดือนสิงหาคม ๒๕๖๐ อ่าน: 4929 วันมาฆบูชา มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวันจาตุๆรงคสันนิบาต เนื่องจากเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประทานหลักโอวาทขว้างฏินิพพาน อันเป็นหัวใจของพระธรรม แก่พระผู้วิเศษตสาวกผู้เป็นเอหิภิกษุอีกทั้ง ๑,๒๕๐ รูป ที่มาสัมมนาพร้อมเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยไม่ได้นัดพบในวันมาฆปุรณมี วันมาฆบูชา (บาลี:มาฆปูชา , อักษรโรมัน:Magha Puja , เขมร: មាឃបូជា , ลาว: ມະຄະບູຊາ , สิงหล: නවම් පොහොය) เป็นวันสำคัญของพุทธศาสนิกชนทักษิณนิกายและก็วันหยุดราชการในประเทศไทย คำว่าวันมาฆบูชา ย่อมาจากมาฆปูรณมีบูชา คือ การบูชาในวันขึ้น 15 ค่ำตอนกลางเดือนมาฆะตามปฏิทินประเทศอินเดีย หรือ เดือน ๓ ตามปฏิทินจันทรคติของไทย (ตกตอนก.พ.หรือมี.ค.) หากปีใดมีเดือนอธิกมาสเป็นมีเดือน ๘ สองคราว (ปีเดือนอธิกมาส) ก็เลื่อนไปทำในวันพระจันทร์เต็มดวงเดือน ๓ ข้างหลัง (วันพระจันทร์เต็มดวงเดือน ๔) วันมาฆบูชาได้รับการชื่นชมเป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธ เพราะเรื่องราวสำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปีกลายเป็นพระวัวโคลนตมพระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ท่ามกลางห้องประชุมมหาสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในศาสนาพุทธ ในหนังสือปปัญจสูทนี กล่าวว่า คราวนั้นมีเรื่องเกิดขึ้นพร้อม ๔ ประการหมายถึงภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป ได้มาสัมมนาพร้อมยังวัดเวฬุวัน โดยไม่ได้นัดแนะ, พระภิกษุสงฆ์ทั้งผองนั้นเป็นเอหิภิกษุอุปสัมปทา หรือผู้ได้รับการบรรพชาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง, ภิกษุทั้งสิ้นนั้นล้วนเป็นอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา ๖ รวมทั้งวันดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน ๓ เพราะฉะนั้น ก็เลยเรียกวันนี้อีกอย่างหนึ่งว่าวันจาเหม็นตุรงคสันนิบาต หรือ วันที่มีการสัมมนาพร้อมองค์ ๔ นอกเหนือจากนั้นแล้ว ในวันดังที่กล่าวถึงแล้วนี้ยังเป็นวันเหมือนวันที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปลงพระชนมายุสังขาร เป็นคราวสุดท้าย พูดอีกนัยหนึ่ง ในปีที่ ๔๕ ปีท้ายที่สุดที่การดำเนินพุทธธุระ ในเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนมายุ ๘๐ ปี ทรงประทับจำพรรษาอยู่ที่เวฬุวติดอยู่ม ตำบลเมืองไพศาลี ดินแดนวัชชี ในระหว่างปีนี้พระพุทธเจ้าทรงเจ็บไข้อย่างมาก มีลักษณะป่วยอย่างหนัก พอถึงวันมาฆบูชา ขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๓ ปีจอ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปลงพระชนมายุสังขาร โดยตั้งใจว่า”นับตั้งแต่นี้ถัดไปอีกสามเดือน วันพระจันทร์เต็มดวงในช่วงกลางเดือนหก (วิสาขะ) ปีจอ ตถลาคตจะดับขันธตายที่เมืองกุสิท้องนารา” โดยเหตุนี้ การปลงอายุสังขารของพระพุทธเจ้า ก็เลยสื่อความหมายในภาษาสามัญว่า เป็นการระบุวันตายไว้ล่วงหน้านั่นเอง การปลงอายุสังขารนี้มีขึ้นในร่มไม้แห่งหนึ่งในขว้างวาลเจดีย์ บ้านเวฬุวติดอยู่ม ตำบลเมืองไพศาลี (เมืองไวข้าวสาลี ในตอนนี้) ตอนกลางวัน ก่อนหน้านี้ ยังไม่มีพิธีการวันมาฆบูชาในประเทศที่เชื่อในศาสนาพุทธนิกายหินยาน กระทั่งมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ท่านได้ทรงเปรยถึงเรื่องครั้งพุทธกาลในวันพระจันทร์เต็มดวงเดือน ๓ ดังที่กล่าวผ่านมาแล้วว่า เป็นวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญยิ่ง ควรจะประกอบพิธีทางศาสนาพุทธ เพื่อเป็นที่ตั้งที่ความเลื่อมใสเลื่อมใส ก็เลยมีบุญคุณโปรดเกล้าฯ ให้จัดแจงพระราชบุญกุศลเนื่องในวันมาฆบูชาขึ้น การประกอบพิธีอาจจะคล้ายกับวันวิสาขบูชาหมายถึงมีการบำเพ็ญพระราชบุญกุศลต่างๆแล้วก็มีการพระราชทานจุดเทียนตามเทียนเป็นพุทธบูชาในวัดพระศรีรัตนศาสดารามและก็วัดหลวงต่างๆฯลฯ ซึ่งในระยะแรกๆนั้น พิธีการในวันมาฆบูชาอาจจะเป็นการพิธีด้านใน ยังไม่แพร่หลายทั่วๆไป ถัดมา ความนิยมชมชอบจัดพิธีการวันมาฆบูชาก็เลยได้ขยายออกไปทั่วราชอาณาจักร ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) นั้น ท่านให้จัดพิธีบูชาเนื่องในวันมาฆบูชาขึ้นในพระราชสำนัก โดยโปรดให้มีการประกอบพระราชบุญกุศลในช่วงเช้า ด้วยการนิมนต์พระภิกษุเจริญพระพุทธมนต์ รวมทั้งฉันอาหารในโบสถ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในช่วงค่ำ ท่านจะเสด็จออกฟังสงฆ์ทำวัตรเวลาตอนเย็น สวดมนตร์โอวาทปาติโมกข์ แล้วก็ทรงจุดเทียนรายตามราวรอบอุโบสถ ปริมาณ ๑,๒๕๐ เล่ม พระสงฆ์เทศน์โอวาทปาติโมกข์ พระปริมาณ ๓๐ รูป สวดมนต์ไหว้พระรับเทศน์ เป็นเสร็จพิธีการ เมื่อถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ที่กรุงรัตนโกสินทร์ ท่านทรงนำพิธีบูชาเนื่องในวันมาฆบูชา ไปประกอบในสถานที่อื่นๆนอกพระราชวัง ในคราวเสด็จท่องเที่ยว อาทิเช่นบางปะอิน รอยพระบาท พระพุทธฉาย พระปฐมเจดีย์ รวมทั้งพระแท่นป่ารัง ฯลฯ เดี๋ยวนี้ วันมาฆบูชาได้รับการประกาศให้เป็นวันหยุดราชการในประเทศไทย โดยชาวพุทธทั้งยังพระบรมวงศานุวงศ์ แล้วก็สามัญชน ประกอบพิธีต่างๆได้แก่ การตักบาตร การฟังพระธรรมเทศนา การเวียนเทียน ฯลฯ เพื่อบูชานึกถึงพระรัตนตรัยรวมทั้งเรื่องสำคัญดังที่กล่าวมาแล้วที่ถือว่าเป็น เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานโอวาทขว้างฏิความหลุดพ้น ซึ่งเอ๋ยถึงคำสั่งสอนอันเป็นหัวใจของศาสนาพุทธ อาทิเช่นการไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีทั้งสิ้น การบำเพ็ญความดีเลิศให้ถึงพร้อม แล้วก็วิธีการทำจิตของตัวเองให้แจ่มใส เพื่อเป็นหลักปฏิบัติของชาวพุทธทั้งหลายทั้งมวล เรื่องราวสำคัญที่เกิดในวันมาฆบูชาตามพุทธประวัติ จาตุๆรงคสันนิบาต จากอรรถกถาในตำราสุมังคลวิลาสินี อรรถกถามหาปทานสูตร บอกว่าภายหลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เทศน์สงสารปริคคหสูตร (หรือคราวฆนขสูตร) ณถ้ำสูมือขาตา เขาคิชฌกูฎ จบแล้ว ทำให้พระสารีลูกได้บรรลุอรหัตตผล แล้วหลังจากนั้นเสด็จมาประทับที่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ อินเดียในตอนนี้ วันนั้นตรงกับวันพระจันทร์เต็มดวงเดือนมาฆะหรือเดือน ๓ ในช่วงบ่าย อรหันต์สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาสัมมนาพร้อมในที่ประทับของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับเป็นเหตุแปลกประหลาด แล้วทรงประกาศโอวาทปาติโมกข์ แก่พระภิกษุสงฆ์ปริมาณ ๑,๒๕๐ รูป โดยปริมาณนี้เป็นบริวารของชฏิลสามญาติ ๑,๐๐๐ รูป แล้วก็บริวารของพระอัครสาวก ๒๕๐ รูป พุทธองค์ประทานหลักโอวาทขว้างฏิความหลุดพ้น อันเป็นหัวใจของพระธรรม ท่ามกลางห้องประชุมมหาสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในศาสนาพุทธ เรียกว่าจาเหม็นตุรงคสันนิบาต หรือการสัมมนาซึ่งมีองค์ ๔ ในวันมาฆปุรณมี (วันพระจันทร์เต็มดวง) ขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๓ คู่มือปปัญจสูทนี กล่าวว่า การสัมมนาสาวกตอนนั้นมีส่วนประกอบแปลก ๔ ประการหมายถึง๑. เป็นวันที่ภิกษุสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปริมาณ ๑,๒๕๐ รูป มาสัมมนาพร้อมที่เวฬุวันวิหาร ในกรุงราชคฤห์ โดยไม่ได้นัดแนะ ๒. พระสงฆ์พวกนี้ล้วนเป็นเอหิภิกษุอุปสัมปทา เป็นเป็นคนที่ได้รับการบวชโดยตรงจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมดทั้งปวง ๓. พระสงฆ์ทุกองค์ที่ได้มาสัมมนาในคราวนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ได้บรรลุอรหันต์แล้วทุกๆองค์ ๔. เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงกำลังรับประทานมาฆฤกษ (วันขึ้น 15 ค่ำเดือน ๓) ด้วยเรื่องประจวบเหมาะกับ ๔ อย่าง ก็เลยมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าจาตุๆรงคสันนิบาต มาจากคำศัพท์บาลี จาตุๆร คือ ๔, องฺค คือ ส่วน, สนฺนิขว้างต คือ สัมมนา แสดงว่าการสัมมนาอันมีส่วนประกอบอีกทั้ง ๔ ประการ ภายหลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหยั่งรู้แล้ว ๙ เดือน (๔๕ ปี ก่อนพ.ศ.) เหตุที่พระสาวกอีกทั้ง ๑,๒๕๐ รูป มาสัมมนาพร้อมโดยไม่ได้นัดพบนั้น เนื่องจากว่าวันพระจันทร์เต็มดวงเดือน ๓ ตามคติพราหมณ์เป็นวันพิธีการมหาศิวาราตรีเพื่อบูชาพระศิวะ พระสาวกพวกนั้นซึ่งเคยเชื่อในศาสนาพราหมณ์มาก่อนก็เลยได้แปลงจากการรวมตัวกันประกอบพิธีจ่ายบาปตามพิธีการพราหมณ์ มารวมกันเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแทน ประทานโอวาทปาติโมกข์ นิยามความหมาย ปาติโมกข์ ตามรูปคำศัพท์ แสดงว่า ทำแพทย์ให้พ้นจากกิเลส รวมทั้งทุกข์ แบ่งได้อาณาปาติโมกข์ กับโอวาทปาติโมกข์ ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะโอวาทปาติโมกข์ โอวาทปาติโมกข์เป็นโอวาทหรือคำเสนอแนะอบรมที่ไม่มีการปรับ มีการกำหนดวัตถุประสงค์สูงสุดของพุทธศาสนา ชี้แจงความหมายของสมณะรวมทั้งบรรพชิต หน้าที่ที่จะควรจะทำ แล้วก็กรรมวิธีดำรงชีพของสมณะรวมทั้งบรรพชิต โอวาทปาติโมกข์ ให้แนวความคิดว่า การเปิดเผยแผ่ของศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในทีแรกๆไม่ราบรื่นนัก ด้วยเหตุว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระศาสดาองค์ใหม่ ในท่ามกลางเจ้าลัทธิเก่าที่เป็นที่รู้จัก ๖ ท่าน แล้วก็ศาสนาของท่านก็เป็นศาสนาใหม่ ในท่ามกลางลัทธิศาสนาเก่า ถึง ๖๒ ลัทธิ ทำให้ท่านแล้วก็พระสาวกได้รับผลพวงเป็นอย่างมาก จากสังคมที่ไม่รู้เรื่องถึงเหตุผลที่มีบุตรชายจำนวนไม่ใช่น้อย ซึ่งเป็นคนที่จะสืบเชื้อสาย ได้บวชตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยพวกเขารู้สึกว่าเป็นการทำลายเชื้อสาย ก็เลยพากันจู่โจมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและก็พระสาวก โดยเหตุนี้ท่านก็เลยทรงสอนยกย่องความทรหดอดทนเป็นตบะ (ธรรมเผากิเลส) ที่สูงสุด ความทรหดอดทนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเรียกว่าตบะ มีความจำเป็นต่อบรรพชิตที่เรียกว่าบรรพชิต บ้าง รวมทั้งสมณะ บ้าง การที่ท่านทรงสอนว่า บรรพชิตหรือสมณะจะรังแกหรือเอารัดเอาเปรียบคนอื่นมิได้ มีเหตุมาจากบรรพชิตบางนิกายได้มีการปฏิบัติดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว แม้กระนั้นบรรพชิตในพุทธศาสนาจะต้องไม่ทำแบบงั้น เนื่องจากการอุปสมบทในศาสนาพุทธมุ่งนิพพาน (การดับกิเลสเพื่อความสงบเงียบเย็น) บรรพชิตที่มุ่งนิพพานจะต้องไม่ทำบาปทำกรรมทั้งหมด ทำความดีถึงพร้อม แล้วก็ทำจิตให้บริสุทธิ์ การจะทำอย่างงั้นได้ นอกเหนือจากการที่จะไม่ป้ายความผิด ไม่รังควานคนไหนกันแล้ว จะต้องมีวิถีชีวิตเรียบง่ายหมายถึงอยู่ในที่เสนาสนะอันสงบเงียบ รู้จักโดยประมาณสำหรับในการบริโภคของกิน อันเกื้อกูลต่อการฝึกอบรมอบรมจิตในชั้นสูง เพื่อบรรลุนิพพานอันเป็นวัตถุประสงค์สูงสุดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายแหล่พูดยกย่องว่ายอดยอดเยี่ยม สาระสำคัญ (ตามนัยอรรถกถา) พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อดูมองเห็นมหาสังฆสันนิบาตอันประกอบไปด้วยเหตุแปลกดังที่กล่าวมาแล้ว ก็เลยทรงมองเห็นเป็นช่องทางอันเหมาะสมที่จะแสดงโอวาทปาติโมกข์ อันเป็นคำสั่งสอนสำคัญที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนาแก่ห้องประชุมพระสงฆ์พวกนั้น เพื่อวางจุดมุ่งหมาย วิธีการ และก็แนวทางการ สำหรับการเข้าถึงพุทธศาสนาแก่พระผู้วิเศษตสาวกและก็พุทธบริษัททั้งหลายแหล่ พระพุทธเจ้าก็เลยทรงแสดงโอวาทขว้างฏิความหลุดพ้น ท่ามกลางมหาสังฆสันนิบาตนั้น มีใจความดังนี้ คุณสมบัติของพุทธศาสนา ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า การเปิดเผยแผ่ศาสนาพุทธในตอนแรก พระสัมมาสัมพุทธเจ้ารวมทั้งพระสาวกได้รับผลพวงอย่างยิ่งจากสังคมที่ไม่รู้เรื่อง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้ถึงความลำบากตรากตรำ สำหรับในการเผยแผ่ศาสนาพุทธดังกล่าวข้างต้น ก็เลยพูดสอนพระสาวกให้มีความทรหดอดทน ไม่ท้อถอยต่อปัญหา ตั้งใจจริงไปส่เป้าหมายอย่างไม่ลดละ ความทรหดอดทน อดทนอดกลั้นที่เพียบพร้อมแบบนี้เอง ที่ถือได้ว่าตบะ หรือเครื่องเผาผลาญกิเลสที่สุดยอด เว้นเสียแต่พูดสอนเรื่องความทรหดอดทนแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังบอกเชิดชูนิพพาน เป็นจุดหมายสูงสุด โดยมีแนวทางที่บรรพชิตหรือบรรพชิตหรือสมณะในทางพุทธศาสนา พึงปฏิบัติ เป็นการไม่เอารัดเอาเปรียบคนอื่น การไม่รังแกคนอื่นๆ แล้วก็การเป็นผู้สงบใจเย็น ตามหลักทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งทำให้มองเห็นความไม่เหมือนจากบรรพชิตในศาสนาอื่น ที่มักปฏิบัติไปในทางสุดขั้ว พระพุทธเจ้าทรงประทานหลักโอวาทขว้างฏินิพพาน อันเป็นหัวใจของพระธรรม ท่ามกลางห้องประชุมมหาสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในศาสนาพุทธ เรียกกันว่าจาเหม็นตุรงคสันนิบาต หรือการสัมมนาซึ่งมีองค์ ๔ ในวันมาฆปุรณมี (เป็น วันพระจันทร์เต็มดวง) ขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๓ในวัดเวฬุวันมหาวิหาร ใกล้กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ในดินแดนประเทศอินเดีย ยุคพุทธกาล (ประดิษฐ์ภาพโดย อำเภอจักรประเภท โปษชูฤต) รายละเอียดทั้งสิ้นเกี่ยวกับการแสดงคุณสมบัติของพุทธศาสนาดังที่กล่าวถึงมาแล้วมานี้ ปรากฏมีอยู่ในโอวาทปาติโมกข์ คาถาอาคมแรกที่ว่า ความทรหดอดทน เป็นความอดทนอดกลั้น เป็นตบะ เป็นอย่างมาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายแหล่บอกว่านิพพาน ยุติธรรมอันดีเลิศ ผู้กระทำร้ายคนอื่นๆ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ผู้เอารัดเอาเปรียบคนอื่นๆ ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ กฎเกณฑ์ของชาวพุทธ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สรุปหลักธรรมคำอบรมสั่งสอน ที่ภิกษุจะนำไปสอนสามัญชนให้ยึดมั่นปฏิบัติ ดังปรากฏอยู่ในโอวาทปาติโมกข์ อาคมลำดับที่สองว่า การไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีทั้งมวล การทำสิ่งที่ดีให้ถึงพร้อม แนวทางการทำจิตของตัวเองให้บริสุทธิ์ วิธีการปฏิบัติของพุทธศาสนา หรือที่รู้จักกันโดยปกติว่า หัวใจของศาสนาพุทธ ทั้งยัง ๓ อย่างนี้ สรุปแล้วทีนี้คือสิกขา 3 อันอย่างเช่นศีล สมาธิ แล้วก็สติปัญญา นั่นเอง นอกจากการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงย้ำในช่วงท้ายของเวทมนตร์คาถาลำดับที่สองนี้ว่านี้เป็นคำกล่าวอบรมสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายแหล่ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่พระสาวก สำหรับในการที่จะนำเอาหลักเกณฑ์นี้ไปเผยแผ่ว่า ไม่เฉพาะแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านนี้แค่นั้นที่สอนอปิ้งนี้ หากแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในสมัยก่อนและก็ในอนาคตก็ทรงสอนอปิ้งนี้เช่นเดียวกัน ก็เลยเป็นการรับประกันให้กำเนิดความมั่นใจว่า หลักธรรมทั้งยัง ๓ ประการฉะนี้เป็นหลักการที่ถูก คุณลักษณะของนักเผยแผ่พุทธศาสนา พระพุท