เดือนสาม – บุญข้าวจี่

เดือนสาม – บุญข้าวย่าง พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: ฮีตสิบสอง เผยแพร่เมื่อ: ๒๒ ส.ค. ๒๕๖๐ อ่าน: 4944 บุญข้าวย่าง บางท้องที่เรียกบุญข้าวกี่ เป็นบุญจารีตที่สร้างขึ้นในเดือนสาม วันหลังการทำบุญวันมาฆบูชา ชาวอีสานนิยมนิมนต์สงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์และก็ประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญข้าวในเล้า (ยุ้งฉาง) บุญข้าวย่าง เป็นกิจกรรมร่วมของชุมชนหลายหมู่บ้าน โน่นเป็น ชาวอีสานบางหมู่บ้านเรียกงานทำบุญนี้ว่าบุญคุ้ม พูดอีกนัยหนึ่ง จะทำบุญทำกุศลกันเป็นคุ้มๆหรือบางหมู่บ้านก็จะทำกันที่วัดประจำหมู่บ้าน ราษฎรที่เป็นเจ้าภาพก็จะบอกบุญไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงให้มาร่วมกันทำบุญทำกุศลด้วย เมื่อถึงเดือนสาม กสิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวนมากถือกันมาตั้งแต่โบราณว่าเป็นเดือนบายศรีสู่ขวัญข้าว เป็นมีการมอบข้าวเปลือกพระ และก็นิยมทำบุญสุนทานบ้าน นิมนต์ภิกษุมาเจริญพระพุทธมนต์ เมื่อเสร็จพิธีการพระสงฆ์และจากนั้นก็บายศรีสู่ขวัญข้าวในเล้า (ยุ้งฉาง) ตามประเพณีพราหมณ์ บางบ้านก็ทำเล็กน้อยทำอย่างสุกเอาเผากิน เป็นเอาข้าวไปมอบพระสงฆ์แล้วประกอบพิธีตุ้มปากเล้า (ยุ้งฉาง) บางส่วนเป็นการบูชาคุณของข้าวในเล้า (ยุ้งฉาง) ดังคำผญาอีสานว่า เถิงเมื่อเดือนสามได้ต้องพากันทำเข้าย่าง ไปมอบสงฆเจ้าเอาแท้กลุ่มบุญ บุญข้าวย่าง นิยมทำกันในราวตอนกลางเดือนหรือสิ้นเดือนสามหมายถึงตอนหลังการทำบุญวันมาฆบูชา (ขึ้น ๑๔ เย็น เดือน ๓) แล้ว โดยมากจะกำหนดวันแรม ๑๓ เย็น แล้วก็ ๑๔ เย็น เดือน ๓ เป็นวันทำบุญสุนทาน มีมูลเหตุต่อเนื่องมาจากลักษณะอากาศในเดือนสาม ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กำลังอยู่ในช่วงฤดูหนาว ในช่วงเวลาเช้าผู้คนจะใช้ฟืนจุดไฟผิงแก้หนาว เมื่อฟืนถูกไฟเผาเป็นถ่าน ราษฎรจะเอาข้าวเหนียวมาปั้นเป็นก้อนกลม โรยเกลือวางเอาไว้ที่ด้านบนเตาไฟ เรียกกันว่าข้าวย่าง หรือข้าวกี่ ข้าวย่าง หรือข้าวกี่หมายถึงข้าวเหนียวนึ่งให้สุกแล้วเอามาปั้นเป็นก้อนทาเกลือเคล้าให้ทั่ว เอาไม้แทงปิ้งไฟเสมือนไก่ย่าง เมื่อข้าวสวยไหม้เกรียมและก็เอาไข่ซึ่งตีไว้แล้วทา แล้วหลังจากนั้นก็เอามาปิ้งซ้ำอีกแปลงเป็นไข่ฉาบข้าวเหนียว เสร็จแล้วถอดไม้ออกแล้วเอาน้ำอ้อยหรือน้ำตาลที่เป็นก้อนยัดใส่แทน แปลงเป็นข้าวเหนียวยัดไส้ แล้วมอบให้พระสามเณรฉันตอนเวลาเช้า สาเหตุของการทำบุญจารีตประเพณีบุญข้าวย่าง มีเรื่องมีราวเล่าในพระธรรมบทว่า มีหญิงคนหนึ่งชื่อนางปุณณลงสี เป็นคนยากแค้นจะต้องไปเป็นลงสีรับใช้ของคนรวยคนหนึ่งในกรุงราชคฤห์ วันหนึ่งคนมั่งมีให้นางไปฝึกซ้อมข้าว นางฝึกตลอดทั้งวันก็ไม่หมด ตกตอนเวลาเย็น นางก็ติดไฟฝึกถัดไป ได้รับความเมื่อยล้าอย่างมากมาย พอเพียงถึงรุ่งอรุณ นางก็เอารำทำเป็นขนมแป้งจี่ เผาไฟให้สุกแล้วใส่ด้านในผ้าของตัวเองเดินไปตักน้ำมุ่งมาดปรารถนาจะบริโภคด้วยตัวเอง เมื่อถึงระหว่างทางได้เจอพระพุทธเจ้าแล้วก็พระอานนท์เถระ กำเนิดความเลื่อมใสศรัทธา มีความรู้สึกว่าพวกเราเป็นคนอนาถาในชาตินี้ ก็เนื่องจากว่าไม่ได้ทำบุญทำกุศลไว้ชาติก่อนรวมทั้งชาตินี้พวกเราก็ยังไม่เคยทำบุญทำกุศลเลย เมื่อคิดแบบนั้นแล้วนางก็ก้มเอาข้าวขนมแป้งจี่นั้นเข้าไปมอบให้แก่พระศาสดา ท่านทรงรับแล้ว และก็นางคิดอีกว่าพระศาสดาอาจไม่รับประทาน รวมทั้งบางทีอาจเอาทิ้งให้หมาหรือกากิน เนื่องจากของกินนางมอบให้ไม่วิจิตรน่าอร่อย เมื่อพระศาสดาทรงรู้วาระจิตของนางแบบนั้น ท่านก็เลยพูดให้พระอานนท์ ปูลาดอาสน์แล้วทรงประทับนั่งฉันในนางมอบให้นั้น ครั้นเมื่อกินเสร็จและพูดอนุโมทนาคำอธิบายโปรดนางจนกระทั่งเสร็จโสดาปัตตำหนิผล เป็นอริยบุคคลในพุทธศาสนา ครั้นเมื่อนางทำความตายและจากนั้นก็ได้ไปกำเนิดบนดาวดึงส์สรวงสวรรค์รับประทานทิพย์โภคทรัพย์ อยู่ในวิมานทองคำอันผุดผ่องโสภา มีนางฟ้าห้อมล้อมเป็นตำแหน่งบริวาร ดังนี้ กสิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อสำเร็จฤดูเก็บเกี่ยวแล้วก็เอาข้าวขึ้นเล้า (ยุ้งฉาง) เสร็จแล้ว นิยมพากันทำบุญทำทานข้าวย่าง ด้วยเหตุว่าจัดว่าการมอบให้ข้าวย่างมีอานิพระสงฆ์มากมาย ด้วยความเชื่อถืออย่างงี้ คนอีสานโบราณก็เลยได้ทำบุญสุนทานจารีตประเพณีบุญข้าวย่าง สืบต่อกันมามิได้ขาด ตามที่ปรากฎในผญาอีสานซึ่งมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับหัวข้อนี้ว่า ยามเมื่อถึงเดือนสามได้พากันเอาบุญข้าวย่าง ตั้งถ้าหากจารีตนี้มีมาแท้ก่อนกาล ได้เฮ็ดกันทุกบ้านทุกถิ่นเอาบุญ อย่าได้พากันไลเสียฮีตบุญคองเค้า แนวทางปฏิบัติการ เมื่อทางวัดแล้วก็ทางบ้านระบุวันทำบุญสุนทานเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว ประชาชนจะไปจัดแจงหาไม้สำหรับแทงข้าวย่าง ซึ่งบางทีอาจเป็นไผ่ผ่าซีกหรือลำไม้เล็กๆประเภทอื่นที่ไม่เบื่อเมา โดยปลอกกาบไม้ออก เหลาตกแต่งให้เนียนดีๆแล้วก็จัดแจงฟืนไว้ให้พร้อม เมื่อถึงวันทำบุญทำกุศล เอาไม้ทิ่มรวมทั้งฟืนที่จัดเตรียมไว้สำหรับทำบุญทำกุศลข้าวย่างไปรวมกันที่วัด ก็เลยเอาฟืนมาก่อเป็นกองไฟ กองไฟนี้บางทีอาจทำลายกองตามสิ่งที่ต้องการ เมื่อจุดไฟจนกระทั่งเป็นถ่านก็ดีราษฎรแต่ละคนเอาข้าวเหนียวทำเป็นปั้น โรยเกลือรวมทั้งเคล้านวดให้เหมาะ จนถึงข้าวมีลักษณะเหนียวเหนอะหนะดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้วข้างต้น กะปริมาณให้ครบพระภิกษุสงฆ์เณรในวัด ทิ่มไม้ปิ้งไฟหรือปิ้งบนกองไฟจวนสุกทาไข่ให้ทั่วแล้วปิ้งถัดไปจนถึงไข่เหลือง บางที่เมื่อปิ้งเสร็จ เอาน้ำอ้อยปึกยัดไส้ด้วย (น้ำอ้อยบางทีอาจเอาใส่ยัดไส้ก่อนปิ้งก็ได้) หรือจะไม่ใส่น้ำอ้อยก็ได้ ก็เลยจัดขนมหวานคาวแล้วก็ข้าวย่างมารวมกันที่ศาลาวัด นิมนต์พระสงฆ์และก็เณรในวัด ทั้งสิ้นมารับมอบทาน ในเรื่องที่ไม่มารวมกันทำข้าวย่างที่วัด ประชาชนบางทีอาจทำใครทำมันมาจากบ้านของตนเอง โดยเสร็จแล้วต่างนำข้าวย่างมาที่วัดก็ได้ จารีตประเพณีบุญข้าวย่าง ที่พระราชวังเขมรบ้านพันที่นา อำเภอสว่างดินแดน สกลนคร พิธีการมอบ มีการกล่าวคำบูชาดอกไม้ ไหว้พระรัตนตรัย รับศีล พระสวดมนตร์พระพุทธมนต์ ใส่บาตรมอบข้าวย่าง แล้วชูไปมอบภิกษุเณรพร้อมขนมหวานคาว ก่อนชูไปมอบมีการกล่าวคำมอบข้าวย่างด้วย ซึ่งคำพูดมอบให้ข้าวย่าง มีดังต่อแต่นี้ไป คำมอบให้ข้าวย่าง อิมัสมิง ฐาเน อิมานิ มะยัง ภันเต พาหิระอัณฑานิ ปิณฑะขว้างตานิ ภิกษุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุโน ภันเต ภิกษุสังโข อิมานิ พาหิระอัณฑานิ ปิณฑะขว้างตานิ ปฏิคคัณหาตุๆ ฑีมะรัตตัง อัตถลายะ หิตายะ ห้องน้ำยะ คำแปล เราแม้กระนั้นพระสงฆ์ผู้เจริญ กระผมทั้งหลายแหล่ ขอน้อมมอบก้อนข้าวย่างทั้งหลายแหล่พวกนี้ แก่พระสงฆ์ ขอพระภิกษุควรรับ ก้อนข้าวย่างทั้งหลายแหล่กลุ่มนี้ ของข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายแหล่ เพื่อผลดีรวมทั้งความสบาย แก่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายแหล่สิ้นกาลปาวสานเถิด เมื่อพระฉันเสร็จ มีการฟังธรรมสังสรรค์ข้าวย่างและก็อนุโมทนา เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อยพิธีการ ตอนหลังเสร็จพิธีการแล้ว ประชาชนจะมีเลี้ยงคุ้นเคยด้วยข้าวย่างแล้วก็ของคาวหวาน (ซึ่งเหลือจากพระฉัน) เป็นทั้งยังงานทำบุญรวมทั้งได้อิ่มหมีพีมัน ดังสำนวนอีสานว่า เดือนสามค้อยเจ้าเหนือหัวรอปั้นเข้าย่าง เข้าย่างบ่ใส่น้ำอ้อยจัวน้อยเช็ดน้ำตา ก่อนหน้า ถัดไป