เครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งประเทศไทย

เครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่เมืองไทย พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: นิยามและก็จุดสำคัญ เผยแพร่เมื่อ: ๒๕ เดือนเมษายน ๒๕๖๑ อ่าน: 3445 เครื่องห้าราชกกุธภัณฑ์ เป็นสัญลักษณ์ที่ความเป็นพระเจ้าแผ่นดินหัวหน้า หรือเครื่องหมายของการมอบสิทธิสำหรับการปกครองแผ่นดิน เครื่องราชกกุธภัณฑ์ (อังกฤษ: Royal regalia) ถ้าหากแปลตามรูปคำศัพท์จะได้เรื่องหมายว่าของใช้สำหรับพระเจ้าแผ่นดิน คำว่ากกุธภัณฑ์ เป็นคำภาษาบาลี มาจากกกุธ เป็นสัญลักษณ์ความเป็นพระมหากษัตริย์ + ภณฺฑ แสดงว่าเครื่องใช้ โดยเหตุนั้นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ก็เลยหมายความว่า เครื่องใช้ไม้สอย เครื่องทรง หรือสิ่งอื่นๆที่เป็นของพระเจ้าอยู่หัวที่มอบให้แก่พระเจ้าอยู่หัวองค์ถัดไป เพื่อเป็นเครื่องหมายของการมอบสิทธิสำหรับเพื่อการครองบัลลังก์ ในขนบธรรมเนียมการมอบให้เครื่องราชกกุธภัณฑ์ ในพิธีบรมราชาภิเษก ของไทยมีปรากฏมาแม้กระนั้นครั้งยุคจังหวัดสุโขทัย ดังความจารึกในแผ่นจารึกวัดศรีชุม (จารึกหลักที่ ๒ ราว พุทธศักราช ๑๘๘๔ – ๑๙๑๐) ตอนหนึ่งว่าเมื่อบิดาขุนเขาหินเมือง อภิเษกบิดาขุนบางบนฟ้า ให้ครองบ้านครองเมืองจังหวัดสุโขทัยนั้น ได้มอบพระขรรค์ชัยศรี ที่บิดาขุนเขาหินเมืองได้รับพระราชทานจากกษัตริย์เขมรให้บิดาขุนบางกลางเวหาด้วย แล้วก็ในแผ่นจารึกวัดป่ามะม่วง ภาษาเขมร (จารึกหลักที่ ๔ พุทธศักราช ๑๙๐๔) พูดถึงเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพิธีการบรมราชาภิเษกพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไทย) ว่ามีมงกุฎ พระขรรค์ชัยศรี และก็ฉัตรขาว จะมองเห็นได้ว่า เมื่อถึงยุคอยุธยา ไทยก็ได้ยึดมั่นพระราชประเพณีนี้สืบต่อมาจนกระทั่งยุครัตนโกสินทร์ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ ที่เมืองไทย ในขณะนี้ มีพระมหาพิชัยมงกุฎ (มีพระมหาวชิระมณี เป็นเพชรที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระได้โปรดโปรดเกล้าฯ ให้นำขึ้นแต่งแต้มบนยอดสูงสุด) พระแสงสว่างขรรค์ชัยศรี ห้วยพระแขน (เป็นไม้เท้า เนื่องแต่พระนวปฏลมหาฉัตรขาว มีความกว้างขวางมากมาย ไม่เหมาะสมที่จะจำต้องนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายต่อพระมือ ก็เลยมีการเปลี่ยนให้สมควร โดยกำหนดให้เป็นการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายธาราพระแขน แทน) พัดวาลวิชนี กับพระแส้หางจามรี รวมทั้งฉลองพระบาทเชิงงอน รวมกันเรียกว่าห้าราชกกุธภัณฑ์ แปลความตามรูปคำศัพท์ว่าเครื่องใช้สอยสำหรับในหลวง ๕ อย่าง นิยามแล้วก็ที่ไปที่มา ถ้าพวกเราจะยึดมั่นตามคติความเลื่อมใสแต่ว่าครั้งโบราณกาลเครื่องห้าราชกกุธภัณฑ์ ซึ่งจัดว่า เป็นสัญลักษณ์ที่ความเป็นพระมหากษัตริย์หัวหน้า จะมีอยู่ ๕ อย่าง ร่วมกัน ปรากฏหลักฐานกล่าวไว้อย่างเห็นได้ชัดในวรรณคดีต่างๆของศาสนาพุทธ ยกตัวอย่างเช่น อรรถกถาปปัญจสูทนี ภาค ๓ อรรถกถาสมันตขว้างสาทิกา ภาค ๑ มหาวงศ์ คราวปะสกุลรวมทั้งอภิธานัปปครั้งปิกา สังกิจจชาดก ฯลฯ โดยเครื่องห้าราชกกุธภัณฑ์ ทั้งยัง ๕ อย่าง นั้น มีฉัตรขาว อุณหิส (เป็น มงกุฎ) พระขรรค์ วาลวิชนี รวมทั้งฉลองพระบาท แต่ก่อนฉัตรขาว เคยเป็นเครื่องห้าราชกกุธภัณฑ์ (ในรูปภาพ) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญที่แว่นแคว้นประเทศไทย ตอนวันที่ ๑๐ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๕ (เมื่อพินิจขนาดของฉัตรขาว แล้ว ไม่เหมาะสมที่จะจำเป็นต้องนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายต่อพระมือ) การมอบเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ในพิธีบรมราชาภิเษก เป็นจารีตสืบไปมาจากลัทธิพราหมณ์ ที่มีพราหมณ์ (พระมหาราชคุณครู) เป็นผู้กล่าวคำมอบ ตามคติความศรัทธาว่า พระเจ้าอยู่หัวเป็นสมมุติเทวดา เครื่องราชกกุธภัณฑ์ก็เลยล้วนเป็นเครื่องหมายที่เทวดาทั้งหมด ตามที่กล่าวไว้ภายในปัญจราชาภิเษก ความว่า ฉัตรขาว ๖ ชั้น คือ สรวงสวรรค์ ๖ ชั้น อุณหิส (เป็นมงกุฎ ) คือ ยอดวิมานของพระอินทร์ พระขรรค์ คือ พระสติปัญญาอันจะตัดความไม่บริสุทธิ์ถ้อยความข้าแผ่นดิน เครื่องเพชรพลอยผ้ารัตกัมพล คือ เขาคันธมาทน์อันตกแต่งเขาพระสุเมรุราช ถัดมาใช้วาลวิชนี (เป็น พัด) กับพระแส้จามรี แทน เกือกแก้ว (เป็น ฉลองพระบาท) คือ แผ่นดินอันเป็นที่รองรับเขาพระสุเมรุราช และก็เป็นที่อาศัยแก่ประชาชนทั้งหลายแหล่ทั่วแคว้นขอบขัณฑสีมา แต่ว่าเนื่องจากว่าชาวไทยในสมัยก่อนมีความคิดว่าห้วยพระมือ (เป็นไม้เท้า ) นั้น สามารถใช้นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแทนฉัตรขาว ได้ โดยถือเอาแนวทางปฏิบัติเป็นหลัก เพราะเหตุว่าวัตถุทั้งยัง ๕ อย่าง นั้น เป็นของที่จะจำเป็นต้องนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายต่อพระมือของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพิธีบรมราชาภิเษก และก็จำเป็นจะต้องแสดงให้เป็นที่ปรากฏชัดแก่บุคคลทั้งหมด ที่ร่วมอยู่สำหรับเพื่อการพิธีบรมราชาภิเษกนั้น ได้เห็นได้ชัดเจนว่า หัวหน้าพราหมณ์ได้เป็นหัวหน้าขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแก่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยตรง อย่างไรก็ดี เพราะขนาดของฉัตรขาว ที่มีความกว้างขวางมากมาย ก็เลยเป็นการรีๆรอๆเป็นอย่างมากที่จะจำต้องนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายต่อพระมือ นอกเหนือจากนี้ก็ยังมีฉัตรขาวอื่นที่ปักอยู่แล้วเหนือพระที่นั่งประเสริฐบิฐ อันเป็นที่ประทับมาก่อนแล้วด้วย ดังนั้น ตอนหลังก็เลยมีการเปลี่ยนให้สมควร โดยกำหนดให้เป็นการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายห้วยพระแขน แทน เครื่องห้าราชกกุธภัณฑ์ หรือของใช้สำหรับพระเจ้าแผ่นดิน ๕ อย่าง ในขณะนี้ เป็นของที่จะจำเป็นต้องนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายต่อพระมือของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพิธีบรมราชาภิเษก เครื่องห้าราชกกุธภัณฑ์ ในขณะนี้มี ๕ อย่าง มีพระมหาพิชัยมงกุฎ พระแสงสว่างขรรค์ชัยศรี ห้วยพระแขน (เป็นไม้เท้า ใช้นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแทนพระมหาฉัตรขาว เหตุเพราะขนาดของพระมหาฉัตรขาว มีความกว้างขวางมากมาย ไม่เหมาะสมที่จะจำเป็นต้องนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายต่อพระมือ ก็เลยมีการเปลี่ยนให้สมควร โดยกำหนดให้เป็นการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายน้ำพระแขน แทน) พัดวาลวิชนี กับพระแส้จามรี และก็ฉลองพระบาทเชิงงอน แม้กระนั้นจุดสำคัญที่มากกว่าความหมายของรูปคำศัพท์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เป็นเป็นสัญลักษณ์ที่ความเป็นกษัตริย์หัวหน้า กล่าวอย่างง่ายๆภาษาราษฎรทั่วๆไปก็คือใครกันแน่ครองสิ่งอีกทั้ง ๕ ประการฉะนี้ ผู้นั้นเป็นในหลวง หรืออีกความหมายหนึ่งเป็นเครื่องหมายของการมอบสิทธิสำหรับในการครองบัลลังก์ นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ เครื่องห้าราชกกุธภัณฑ์ ก็เลยนับว่าเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การเคารพบูชาที่สำคัญที่สุดเป็นอย่างมาก ที่จะจำเป็นต้องนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อใดที่ทรงรับเครื่องห้าราชกกุธภัณฑ์ แล้วก็เครื่องราชกกุธภัณฑ์ทั้งหมดทั้งปวงทั้งผองไว้แล้ว เมื่อนั้นท่านก็จะทรงเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยบริบูรณ์ด้วยข้อเท็จจริงแล้วก็จารีตที่โบราณราชประเพณี ภายหลังที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ขึ้นครองราชย์ขึ้นครอบครองสิริราชสมบัติรวมทั้งตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ ขึ้นเมื่อปีพ.ศ. ๒๓๒๕ นั้น ยังมิได้มีเครื่องห้าราชกกุธภัณฑ์ แล้วก็เครื่องราโชปโภคต่างๆครบบริบรูณ์พอควรที่ขัตติยราชประเพณี นอกเหนือจากนี้ ท่านก็ยังไม่ได้ทรงแต่งสมที่ชีพราหมณ์ แล้วก็ผู้มีปัญญาราชบัณฑิตทั้งมวลให้ครบ ทรงใช้เวลาราวๆ ๓ ปี สำหรับในการจัดเตรียมทั้งมวล จนกระทั่งพ.ศ. ๒๓๒๘ ก็เลยได้ทรงพระขอความกรุณาปรานีโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพิธีบรมราชาภิเษกเต็มตามขัตติยราชประเพณีกระทำตามแต่ว่าครั้งกรุงศรีอยุธยา อีกคำรบหนึ่งในพระที่นั่งอินทราภิเศกมหาพระราชวัง ในพระราชวัง ในพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ท่านได้ทรงพระได้โปรดโปรดเกล้าฯ ให้เชื้อเชิญฉัตรพระช้างพระที่นั่ง มาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายต่อพระมือของท่านแทนน้ำพระแขน รวมทั้งได้ปฏิบัติแบบนั้นสืบมาจนกระทั่งพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ก็เลยได้ทรงพระได้โปรดโปรดเกล้าฯ ให้มีการเปลี่ยนอีกที เนื่องด้วยทรงมีความคิดว่าฉัตรพระช้างทรง นั้น มีเพียงแค่ ๗ ชั้น แค่นั้น ก็เลยไม่ควรที่จะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายต่อพระมือ ในช่วงเวลาที่ท่านเสด็จขึ้นประทับเหนือพระที่นั่งเจริญบิฐ องค์นี้แล้ว เพราะว่าการเสด็จขึ้นประทับเหนือพระที่นั่งองค์นี้ พร้อมทั้งการทรงรับเครื่องห้าราชกกุธภัณฑ์ ที่ศีรษะหน้าพราหมณ์ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายนั้น ก็พอๆกับว่าท่านทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินโดยบริบูรณ์ด้วยจารีตและก็การปฏิบัติแล้ว ฉะนั้นก็เลยเหมาะที่จะจำต้องนำฉัตร ๙ ชั้น หรือเศวตฉัตรมหาฉัตรขาว ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแทนฉัตร ๗ ชั้น จะสมควรกว่า โดยเหตุนี้นี้ ก็เลยทรงพระได้โปรดกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างฉัตร ๙ ชั้น ที่มีขนาดเล็กพิเศษเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายต่อพระมือแทน ห้าราชกกุธภัณฑ์ เครื่องห้าราชกกุธภัณฑ์ ที่พราหมณ์ (พระมหาราชคุณครู) ต้องนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายต่อพระมือของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพิธีบรมราชาภิเษกในยุครัตนโกสินทร์ มีดังนี้ พระมหาพิชัยมงกุฎ พระมหาพิชัยมงกุฎ มีพระมือรเจีชูจอน สร้างเสร็จโดยบริบูรณ์ในยุครัชกาลที่ ๔ พระมหาพิชัยมงกุฎ (อังกฤษ: The Great Crown of Victory) ทำมาจากทองคำแท้บริสุทธิ์ ตกแต่งด้วยการลงยาสีเขียวแดงรวมทั้งลงยาราชาวดี ตกแต่งเพชรรวมทั้งเพชรนิลจินดา มียอดเป็นเลิศแหลม แต่ละชั้นของพระมหาพิชัยมงกุฎ ประดับโดยการใช้ดอกประจำยามเพชรอีกทั้งสี่ด้าน รวมทั้งรอบๆวงของแต่ละชั้นจะประดับโดยการใช้ดอกไม้ไหวเพชร ความสูงขององค์พระมหาพิชัยมงกุฎเมื่อแรกสร้างในครั้งรัชกาลที่ ๑ โดยประมาณ ๕๑ ซม. เพราะเหตุว่ายังไม่มียอดเพชรแล้วก็ยังไม่มีพระแขนรเจีชูจอนประกอบ แม้กระนั้นถัดมาในครั้งรัชกาลที่ ๔ ได้ทรงเพิ่มยอดพระมหาพิชัยมงกุฎองค์นี้เข้าไป โดยทรงพระได้โปรดกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นามว่าพระราชสมบัติ ท่องเที่ยวหาซื้อเพชรจากเมืองกัลกัตตา อินเดีย แล้วทรงพระขอความปรานีโปรดเกล้าฯ ให้นำขึ้นประดับประดาไว้บนยอดพระมหาพิชัยมงกุฎ พระราชทานนามเพชรเม็ดใหญ่ที่ได้มานี้ว่าพระมหาวชิระมณี ยิ่งไปกว่านั้นยังทรงพระขอความกรุณาปรานีให้สร้างพระมือรเจีชูจอนมากขึ้น เพื่อเป็นเครื่องเพชรพลอยพระหู ก็เลยทำให้มีความสูงมากขึ้นเป็น ๖๖ ซม. รวมทั้งมีน้ำหนักรวม ๗.๓ กก. สำหรับพระมือรเจีชูจอน นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพระโปรดโปรดเกล้าฯ ให้ผลิตขึ้นกับการเพิ่มพระมหาสายฟ้ามณี เป็นทองสลักดุน ลงยาสีเขียวแดง รวมทั้งลงยาราชาวดี ความหมายของแขนรเจีชูจอนนั้นเป็นเครื่องเพชรพลอยหู นั่นเอง เพราะเมื่อแรกสร้างพระมหาพิชัยมงกุฎ นั้น จะมีแม้กระนั้นเฉพาะองค์พระมหามงกุฎเพียงแค่องค์เดียวกระโดดๆแค่นั้น ยังไม่ได้สร้างสายสำหรับรัดพระหนุ รวมทั้งไม่ได้มีพระมือรเจีชูจอนแต่งแต้มพระหู ด้วยเหตุว่าทรงนับว่าเป็นหนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์เพียงแค่นั้น ก็เลยทรงรับและก็วางไว้ข้างท่าน ไม่ได้นำขึ้นสวมเหนือพระเศียรในเวลาพิธีบรมราชาภิเษกอะไร เมื่อถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงเปลี่ยนขั้นตอนของพิธีบรมราชาภิเษก โดยทรงรับพระมหาพิชัยมงกุฎ ที่ศีรษะหน้าพราหมณ์ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ซึ่งทรงนำขึ้นสวมเหนือพระเศียร ดังที่กล่าวผ่านมาแล้วมาแล้ว ด้วยเหตุดังกล่าวก็เลยจะต้องมีการผลิตสายสำหรับรัดพระหนุ เพิ่มเติมอีกขึ้น เพื่อพระมหาพิชัยมงกุฎ นั้น สามารถทรงตัวอยู่เหนือพระเศียรได้อย่างเป็นระเบียบ รวมทั้งในเวลาเดียวกันก็มีการสร้างพระมือรเจีชูจอนเพิ่มเติมอีกขึ้นด้วย เพื่อพระมหาพิชัยมงกุฎนั้น มีลักษณะถูกตามจารีตเริ่มแรก ซึ่งบางทีอาจมองเห็นได้จากภาพจิตรกรรมในครั้งกรุงจังหวัดสุโขทัยและก็กรุงศรีอยุธยา เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๓ นั้น ในเวลาประกอบพิธีบรมราชาภิเษก หัวหน้าพราหมณ์จะเป็นผู้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระมหาพิชัยมงกุฎต่อพระมือของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงรับแล้ว ก็จะทรงวางเอาไว้ที่ด้านบนโต๊ะข้างท่านเพียงแค่นั้น ไม่ได้ทรงเอาขึ้นสวมเหนือพระเศียรแม้กระนั้นเช่นไร เนื่องจากว่านับว่าพระมหามงกุฎนั้น มีความหมายเสมอเสมอกันกับกับเครื่องห้าราชกกุธภัณฑ์องค์อื่นๆโดยมีมหาฉัตรขาวเป็นวัตถุมงคลที่สำคัญสูงสุด พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ทรงเครื่องบรมราชาภิเษก ถัดมาสำหรับในการพิธีบรมราชาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงเชื้อเชิญแผนกตัวแทนต่างถิ่นทั้งหลายแหล่ที่ประจำอยู่ในสยามประเทศเวลานี้ร่วมสำหรับการพิธีนี้ด้วย ก็เลยทรงมีความคิดผ่อนผันตามจารีตปฏิบัติอันเป็นจารีตนิยมของโลกตะวันตกทั้งมวล ที่ยึดมั่นช่วงแล้วก็คำกริยาเป็นหลักว่า ภาวการณ์ที่ความเป็นพระเจ้าอยู่หัวโดยบริบูรณ์นั้นอยู่ในในตอนที่ทรงนำพระมหามงกุฎสวมลงเหนือพระเศียร ให้นับว่าเป็นตอนที่สำคัญสูงสุดของพิธีนี้ ก็เลยทรงพระได้โปรดโปรดเกล้าฯ ให้มีการเปลี่ยนขั้นตอนของพิธีโดยให้มีการสวมพระมหาพิชัยมงกุฎเหนือพระเศียรด้วยนับจากเมื่อนั้นเป็นต้นมา แล้วก็ในช่วงดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ก็ได้ทรงพระโปรดโปรดเกล้าฯ ให้ภาควิชาพราหมณ์กึกก้องสังข์ แกว่งไกวบัณเฑาะว์ เจ้