พิธีทอดกฐิน

พิธีการทอดกฐิน พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: ศาสนพิธีการ เผยแพร่เมื่อ: ๑๗ เดือนกันยายน ๒๕๖๐ อ่าน: 7680 กฐิน เป็นจารีตที่อยู่คู่กับชาวพุทธคนประเทศไทยมานานแล้วตั้งแต่ยุคจังหวัดสุโขทัย พิธีการทอดกฐินมีอีกทั้งพิธีการหลวงและก็พิธีการราษฎร์ ทั้งมีชื่อเรียกแบ่งย่อยต่างๆนาๆ การมอบให้ผ้ากฐินของพระเจ้าแผ่นดินไทยจัดเป็นพิธีที่สำคัญมาตั้งแต่โบราณ กฐิน (บาลี: กะ-ฐิ-นะ) เป็นชื่อเรียกไตรผ้าจีวร ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้แก่พระสงฆ์ ๕ รูปขึ้นไป ซึ่งอยู่ในวัดเดียวกัน แล้วก็เป็นผู้จำพรรษาครบถ้วนบริบูรณ์ไตรมาส (๓ เดือน) ตั้งแต่แรม ๑ เย็น เดือน ๘ ถึง ขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๑๑ โดยไม่ขาดปี ดังนี้ การมอบให้ผ้ากฐินนั้น จัดเป็นสังฆทาน เป็นมอบให้แก่คณะสงฆ์โดยไม่เจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เพื่อคณะสงฆ์นำผ้าไปอปโลกน์ ชูให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดังที่คณะสงฆ์โหวต (ญัตติทุตำหนิชูรรมวาจา) กฐินมิได้เป็นเงินหรือทองคำ ดังที่รู้เรื่องกันเป็นส่วนมากในตอนนี้ อนึ่ง กฐินยังจัดเป็นกาลทาน คือ มีระบุช่วงเวลามอบให้ จะมอบให้ตลอดกาลราวกับผ้าจำพวกอื่นไม่ได้ ตามพระธรรมวินัย มีตั้งเวลามอบให้ที่จำกัดเพียงแค่ ๑ เดือนภายหลังจากวันออกพรรษาแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตั้งแต่วันแรม ๑ เย็น เดือน ๑๑ ถึงวันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๑๒ ช่วงเวลานี้เรียกว่ากฐินกาล เป็นช่วงเวลาทอดกฐิน หรือเขตกฐิน (ถ้าหากพ้นเขตกฐินแล้ว ก็ไม่เป็นกฐิน มิได้ผลบุญกฐิน จะได้แต่ว่าเป็นผลบุญของสังฆทาน หรือผ้าบังสกุล) โดยแต่ละวัดสามารถรับกฐินได้เพียงแต่ปีละครั้งเดียวแค่นั้น กฐินเป็นพระพุทธานุญาตพิเศษกว่าเรื่องอื่นๆยกตัวอย่างเช่นการมอบให้ผ้าอาบน้ำฝน หรือการมอบน้ำปานะ ฯลฯ พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงประทานอนุญาต เมื่อมีผู้เชื่อถือมาทูลขอพระพุทธานุญาต เรื่องมอบผ้าอาบน้ำฝน มอบน้ำปานะ แต่ว่าเรื่องกฐินไม่มีผู้ใดมาทูลขอ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระพุทธานุญาตด้วยท่านเอง พุทธตั้งใจของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ทรงพุทธานุญาตให้พระภิกษุกรานกฐินนั้นหมายถึงเพื่อพระสงฆ์ได้พัก เพียงพอพื้นดินแห้งเหมาะแก่การเดินทาง ๑ ช่วยเหลือภิกษุผู้ทรงคุณที่มีผ้าจีวรพัง ให้ได้เปลี่ยนผ้าครอบครอง ๑ เพื่อกำเนิดความกลมเกลียวในกลุ่มพระสงฆ์ ได้ช่วยเหลือกันตัดเย็บผ้าจีวรเป็นผ้ากฐิน ๑ ปฐมเหตุที่ทรงอนุญาตกฐิน ในยุคที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ในวัดเชตวันมหาวิหาร หรือวัดพระเชตวัน เมืองสาวัตถี มีภิกษุชาวกรุงขว้างฐา (อยู่ด้านด้านปัจฉิมในประเทศหีบศพล) โดยประมาณ ๓๐ รูป ล้วนถือธุดงค์อีกทั้ง ๑๓ ข้อ เช่น อารัญญิกังคธุดงค์ เป็นถือการอยู่ป่าเป็นการปฏิบัติ, ปิณฑขว้างตำหนิกังคธุดงค์ เป็นถือการบิณฑบาตเป็นการปฏิบัติ, และก็เตจจีวริกังคธุดงค์ เป็นถือผ้า ๓ ผืน (ผ้าไตร) เป็นการปฏิบัติ ฯลฯ อันมีวิถีปฏิบัติน่าเชื่อถือ ปฏิบัติครัดเคร่งในพระธรรมวินัย มีความตั้งอกตั้งใจจะพากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ซึ่งจำพรรษาในเมืองสาวัตถี แม้กระนั้นจำเป็นต้องเดินทางไกล เพียงพอไปถึงเมืองสาเกตซึ่งมีระยะทางห่างจากเมืองสาวัตถีโดยประมาณ ๖ โยชน์ ก็บังเอิญถึงฤดูเข้าพรรษาซะก่อน เดินทางถัดไปมิได้ พระสงฆ์พวกนั้นก็เลยตกลงกันอธิษฐานหัวใจอยู่จำพรรษาในเมืองสาเกต ตลอดไตรมาส ภิกษุพวกนั้นจำพรรษาด้วยมีใจรำจวนว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ใกล้ๆระยะทางห่างเพียงแค่ ๖ โยชน์ แต่ว่าก็มิได้เฝ้าท่าน ครั้นเมื่อล่วง ๓ เดือนวันออกพรรษาทำปวารณาเสร็จรวมทั้งเดินทางไปเมืองสาวัตถีอย่างรวดเร็ว การที่พระผู้มีพระภาคทั้งหลายแหล่ทรงทักทายกับพระแขกทั้งหลายแหล่นั้น เป็นพุทธขนบธรรมเนียม ตอนนั้นพระพุทธเจ้าได้พูดถามหาสุขทุกข์และก็ความรุ่งเรืองที่การกระทำธรรม ด้วยพระเสียงที่เปี่ยมด้วยพระเมตตา พระภิกษุสงฆ์พวกนั้นต่างพากันบอกให้ทรงรู้ถึงความยากแค้นในระหว่างเดินทางของตัวเอง ด้วยเหตุว่าอยู่ในฤดูฝน มีผ้าจีวรเก่า พากันเดินดูถูกดูหมิ่นโคลนตม ผ้าจีวรสกปรกโคลนเปียกชุ่มด้วยน้ำฝน พระพุทธเจ้าทรงรู้ความทุกข์ยากของพระภิกษุสงฆ์พวกนั้น รวมทั้งมีความเห็นว่ากฐินตฺถลาโร จ ที่นาเมส สพฺพพุทฺเธหิ อนุญฺญาโต ผู้กระทำรานกฐินนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกท่านได้ทรงอนุญาตมา ด้วยเหตุดังกล่าว ก็เลยทรงอนุญาตให้พระภิกษุคนที่อยู่จำพรรษาครบ ๓ เดือนแล้ว รับผ้ากฐินของผู้มีจิตเชื่อถือมอบได้ — — ที่มา: กฐินขันธกะ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๕ พระระเบียบปิฎก เล่มที่ ๕ มหาวรรค ภาค ๒ ผ้าจีวร คือ ผ้าทุกประเภทที่ชนทั้งหลายแหล่มอบ ไม่ว่าจะเป็นกาลผ้าจีวรดีแล้ว อกาลผ้าจีวรก็ดีแล้ว อัจเจกผ้าจีวรก็ดีแล้ว วัสสิกสาฏิกาก็ดี ผ้านิสีทนะดีแล้ว ผ้าปูลาดดีแล้ว ผ้าสำหรับเช็ดหน้าก็ดีแล้ว (อื่นๆอีกมากมาย) ถ้าเกิดเป็นผ้า ๒ ผืน เรียกว่าไทคำพูดวร (ผ้าจีวร ๒ ผืน) ถ้าเกิดเป็นผ้า ๓ ผืน เรียกว่าตรีจีวร (ผ้าจีวร ๓ ผืน) ผ้าไตร เป็นอันตรวาสก (โจงกระเบน) อุตยี่ห้อสงค์ (ผ้าที่มีไว้ห่ม) สังฆาฏิ (ผ้าทาบปกคลุมกันหนาว) ในความหมายโดยปกติ รู้เรื่องกันว่า ผ้าจีวรหมายถึงอุตยี่ห้อสงค์ (ผ้าที่มีไว้สำหรับห่ม) อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพุทธานุญาตผ้าจีวร ๖ ประเภทเป็นผ้าจีวรทำด้วยกาบไม้ ๑ ผ้าจีวรทำด้วยฝ้าย ๑ ผ้าจีวรทำด้วยไหม ๑ ผ้าจีวรทำด้วยขนสัตว์ ๑ ผ้าจีวรทำด้วยป่าน ๑ ผ้าจีวรทำด้วยของเจือกัน ๑ (จากสิ่งของ ๕ ประเภทมาปนกัน) — — ที่มา: พระระเบียบปิฎกมหาวรรค ผ้าจีวรขันธกะ ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม ๗/๙๑ น. ๒๖๔ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระพุทธานุญาตให้ตัดผ้าจีวรอย่างคันดินชาวแคว้นมคธ ความว่า คราวหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในนครหลวงราชคฤห์ เสด็จพุทธดำเนินไปทางทักษิณาคีรีต่างจังหวัด ได้ชมมองเห็นคัดดินของชาวแคว้นมคธสวยสดงดงาม มีจังหวะเรียบร้อย ก็เลยบอกถามพระอานนทเถระว่า สามารถตัดผ้าจีวรของพระภิกษุสงฆ์ให้ราวกับท้องนาของชาวแคว้นมคธได้ไหม พระเถระทูลตอบสนองว่า สามารถตัดได้และก็ได้ตัดเป็นตัวอย่างสำหรับภิกษุหลายรูปไปมอบให้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงโปรดและก็เทิดทูนพระอานนทเถระว่าเป็นผู้ฉลาด เป็นคนเฉลียวฉลาด ทรงอนุญาตให้ใช้ผ้าจีวรตัด รวมทั้งใช้แบบที่พระอานนทเถระมอบให้เป็นตัวอย่าง เป็นต้นมา — — ที่มา: พระระเบียบปิฎกมหาวรรค ผ้าจีวรขันธกะ ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม ๗/๙๑ น. ๒๗๕ นิยามความหมายของกฐิน แม้ว่าได้นิยามความหมายของกฐินแล้วกฐิน สื่อความหมาย ๔ ประการ ดังต่อไปนี้ ๑. กฐินที่เป็นชื่อของกรอบไม้ คำว่า กฐิน เป็นไม้สะดึง เป็นกรอบไม้แบบประเภทหนึ่งสำหรับกางผ้าให้ตึง เพื่อเป็นเครื่องใช้ไม้สอยสำหรับใช้เป็นอุปกรณ์เย็บผ้าจีวร ซึ่งมีลักษณะเป็นวงกลม เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ในอดีตการเย็บผ้าจีวรจำเป็นต้องใช้ไม้สะดึงกางให้ตึงก่อนแล้วจึงเย็บ เพราะเหตุว่าช่างยังปราศจากความช่ำชองเสมือนสมัยนี้ แล้วก็เครื่องมือที่ใช้ในการเย็บก็ยังน้อยเกินไปเสมือนจักรที่มีไว้สำหรับเย็บผ้าในตอนนี้ วิธีการทำผ้าจีวรในอดีตกาลจะเป็นผ้ากฐิน หรือแม้กระทั้งผ้าจีวรอันไม่ใช่ผ้ากฐิน หากภิกษุทำเองก็จัดเป็นงานสนั่นทีเดียว แนวทางการทำผ้าโดยอาศัยแบบอย่างแบบนี้เป็นทาบผ้าลงไปกับต้นฉบับ ตัด เย็บ ย้อม ตากให้แห้ง ควรจะแก่การใช้ได้ให้เสร็จข้างในวันเดียว ด้วยความกลมเกลียวของพระภิกษุ เป็นการพร้อมใจกันกันทำธุระที่เกิดขึ้น เมื่อทำเสร็จหรือเลยกำหนดกาลแล้ว ต้นแบบหรือกฐินนั้น ก็รื้อถอนเก็บไว้ใช้เพื่อสำหรับในการทำผ้าแบบนั้นอีกในปีต่อๆไป การถอดถอนแบบไว้เรียกว่าเดาะ โดยเหตุนี้ คำว่ากฐินเดาะ หรือเดาะกฐิน ก็เลยหมายความว่าการถอดถอนไม้แบบอย่างเพื่อเก็บไว้ใช้ในจังหวะถัดไป การสัมมนาทำผ้ากฐินในครั้งพุทธกาล มีเรื่องมีราวเล่าไว้ภายในอรรถกถาธรรมบท ภาค ๔ ว่า ครั้งเมื่อพระอนุรุทธเถระ ได้ผ้าบังสุกุลมา จะทำผ้าจีวรเปลี่ยนผ้าครอบครองสำรับเก่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ เสด็จเป็นประธานในวันนั้นพร้อมพระสงฆ์ ๕๐๐ รูป พร้อมพระอสีตำหนิมหาสาวกร่วมสัมมนาช่วยทำ พระมหากัสสปะเถระนั่งอยู่ต้นผ้า พระมหาสารีลูกเถระนั่งอยู่ท่ามกลาง พระอานนทเถระนั่งอยู่ปลายผ้า พระสงฆ์ช่วยเหลือกันปั่นด้าย พระพุทธเจ้าทรงร้อยด้าย พระมหาโมคคัลลานเถระเป็นผู้อุดหนุนธุรกิจการค้าทั้งหมด — ที่มา: เรื่องพระอนุรุทธเถระ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาอาคมธรรมบท ผู้วิเศษตวรรคที่ ๗ โดยนัยนี้ การเย็บผ้าจีวรถึงแม้โดยปกติ ก็เป็นการจำเป็นต้องช่วยเหลือกันทำหลายผู้หลายองค์ แสดงถึงพลังความกลมเกลียวของพระสงฆ์ อันเป็นพระพุทธตั้งใจสำหรับเพื่อการทำผ้ากฐิน (ไม่ราวกับในขณะนี้ ซึ่งมีผ้าจีวรสำเร็จรูปมาแล้ว) ๒. กฐินที่เป็นชื่อของผ้า กฐิน คือ ผ้าที่มอบให้ใช้เป็นกฐินด้านในระบุกาล ๑ เดือน ตั้งแต่แมื่อวันแรม ๑ เย็น เดือน ๑๑ ถึงวันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๑๒ ผ้าที่จะมอบให้นั้นจะเป็นผ้าใหม่ หรือผ้าเทียมใหม่ อาทิเช่น ผ้าขัดสะอาด หรือผ้าเก่า หรือผ้าบังสุกุล เป็นผ้าที่เขาทิ้งแล้ว แล้วก็เป็นผ้าเลอะเทอะฝุ่นละอองหรือผ้าตกตามร้านค้าก็ได้ ผู้มอบให้จะเป็นฆราวาสก็ได้ เป็นภิกษุหรือเณรก็ได้ มอบให้แก่สงฆ์และก็เป็นอันใช้ได้ ๓. กฐินที่เป็นชื่อของบุญคำกริยา กฐินหมายถึงการทำบุญมอบผ้ากฐินเป็นทานแก่ภิกษุ ผู้จำพรรษาอยู่ในวัดใดวันหนึ่งครบ ๓ เดือน เพื่อช่วยเหลือพระภิกษุผู้ประพฤติชอบปฏิบัติถูกใจ ให้มีโจงกระเบนหรือผ้าที่เอาไว้สำหรับห่มใหม่ จะได้ใช้หมุนเวียนของโบราณที่จะขาดหรือพัง การทำบุญมอบให้ผ้ากฐินหรือที่เรียกว่า การทอดกฐินหมายถึงการนำผ้ากฐินไปทอดหรือไปวางไว้เฉพาะหน้าภิกษุอย่างน้อยห้ารูป กล่าวคำมอบในท่ามกลางพระสงฆ์ แล้วให้พระพระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง ที่ได้รับมอบหมายจากคณะสงฆ์ทั้งหมดเป็นเอกฉันท์ ให้เป็นคนรับกฐินนั้น พูดได้ว่าเป็นกาลทาน เป็นการมอบทานที่ทำเป็นเฉพาะกาล ๑ เดือน ท่านก็เลยจัดว่าหาช่องทางทำเป็นยาก ๔. กฐินที่เป็นชื่อของสังฆกรรม กฐินหมายถึงกิจกรรมของวัด ก็ต้องมีการสวดมนตร์ประกาศขอรับความเห็นชอบจากที่สัมมนาพระสงฆ์ สำหรับเพื่อการมอบผ้ากฐินให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เมื่อทำผ้าจีวรเสร็จแล้วด้วยความร่วมแรงร่วมมือของพระสงฆ์ทั้งหลายแหล่ ก็จะได้เป็นช่องทางให้ได้ช่วยเหลือกันทำผ้าจีวรของภิกษุรูปอื่น เลื่อนเวลาทำผ้าจีวรได้อีก ๔ เดือน เพราะในยุคพุทธกาลการหาผ้า แนวทางการทำผ้าจีวรทำเป็นโดยยาก ไม่ทรงอนุญาตให้เก็บสะสมผ้าไว้เกิน ๑๐ วัน แม้กระนั้นเมื่อได้ช่วยเหลือกันทำสังฆกรรมเรื่องกฐินแล้ว อนุญาตให้สืบเสาะหาผ้า และก็เก็บผ้าไว้ทำเป็นผ้าจีวรได้กระทั่งตลอดหน้าหนาว เป็นจนกระทั่งวันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๔ ฉะนั้น จะมองเห็นได้ว่าความหมายของคำว่ากฐิน มีส่วนเกี่ยวข้องกันอีกทั้ง ๔ ประการ เมื่อพระสงฆ์ทำสังฆกรรมเรื่องกฐินเสร็จแล้ว แล้วก็สัมมนากันอนุโมทนากฐิน เป็นแสดงความชอบใจว่าได้กรานกฐินเสร็จแล้ว ก็เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อยพิธีการ กฐินในขณะนี้ มีผู้มอบให้ผ้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีผู้สามารถตัดเย็บย้อมผ้าที่จะทำเป็นผ้าจีวรได้แพร่หลายขึ้น การใช้กรอบไม้ต้นฉบับอย่างเก่าก็เลยเลิกไป เพียงแค่รักษาชื่อจารีตไว้โดยไม่จำเป็นต้องใช้กรอบไม้แบบอย่าง เพียงแค่มอบผ้าขาวให้ตัด เย็บ ย้อม ตากให้แห้ง ควรจะแก่การใช้ได้ให้เสร็จด้านในวันเดียว หรืออีกอย่างหนึ่งเป็น นำผ้าสำเร็จรูปมามอบให้ก็เรียกว่ามอบผ้ากฐิน เช่นเดียวกัน ทั้ง เนื่องมาจากยังมีขนมธรรมเนียมมอบให้ผ้ากฐินกันแพร่หลายไปทั่วราชอาณาจักรไทย ก็เลยถือว่าเป็นจารีตประเพณีสำหรับเพื่อการทำบุญที่ยังออกหน้าออกตาเป็นสาธารณะผลดี ร่วมกับการบูรที่ปรับปรุงอารามไปในเวลาเดียวกัน นิยามความหมายของผ้ากฐิน ผ้ากฐิน ผ้าที่พระบรมพุทธานุญาตให้ใช้เป็นผ้ากฐินได้นั้น มีดังตั้งแต่นี้ต่อไป ผ้าใหม่ ๑ ผ้ากลางเก่ากลางใหม่ ๑ ผ้าเก่า ๑ ผ้าบังสุกุล ๑ ผ้าที่มีขายอยู่ตามร้านค้าตลาด ๑ ซึ่งผ้าพวกนี้เอามาทำเป็นผ้ากฐินได้ ส่วนผ้าที่เอามาทำเป็นผ้ากฐินมิได้เป็นผ้าที่ยืมเขามา ๑ ผ้าที่ทำนิมิตได้มา ๑ ผ้าที่กล่าวหยั่งเชิงได้มา ๑ ผ้าเป็นนิสัคคีย์ ๑ ผ้าที่ลักขโมยมา ๑ เมื่อกล่าวโดยย่อแล้ว ผ้าที่เอามาทำเป็นผ้ากฐินได้ เป็นผ้าที่ได้รับโดยถูกใจหรือโดยความซื่อสัตย์ ส่วนผ้าที่เอามาทำเป็นผ้ากฐินมิได้ เป็นผ้าที่ได้รับโดยไม่ดีหรือโดยคดโกง ผ้าขัณฑ์ ไตร ๓ ผืน ไม่ว่าจะเป็นผืนใดผืนหนึ่ง (สบง ผ้าจีวร หรือสังฆาฏิ) ควรจะเป็นผ้าขัณฑ์ (ขัณฑ์ = ตอน ท่อน ส่วน ชิ้น ได้แก่ ผ้าจีวรมีขัณฑ์ ๕ เป็นมีผ้า ๕ ชิ้น มาเย็บชิดกันเป็นผ้าผืนเดียวกัน) ผู้จัดงานกฐินที่ซื้อตรีจีวรสำเร็จรูป จำต้องสำรวจว่า ผ้าสังฆาฏิ ผ้าจีวร สบง เป็นผ้ามีขัณฑ์อีกทั้ง ๓ ผืนไหม ถ้าหากไม่ครบต้องหาให้ครบ แล้วก็ตรวจทานผ้าทั้งยัง ๓ ผืน ว่าควรจะเป็นผ้าที่มีการตัดก่อนแล้วจึงเย็บ แม้ไม่ตัดผ้า แม้กระนั้นมีการพับผ้าแล้วเย็บ จะไม่เป็นกฐินมิได้ผลบุญกฐิน เหตุที่ผ้ากฐินจะต้องมีผ้าขาวพับควบคุมไปกับตรี (ที่มา: พระเทวดามงคลนักปราชญ์ กฐินคำกล่าว ๒๕๔๔) เดิมที ผู้กระทำรานกฐินของพระภิกษุในตอนนั้น ทำด้วยผ้าที่ทำเสร็จมาแล้วที่ทายกทายิกาเอามามอบ ไม่ตรงตามพระบาลีที่ให้ทำตั้งแต่ซัก กะ ตัด ถึงเย็บ ย้อมให้เสร็จในวันนั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) แต่ว่าครั้งยังทรงพระอุปสมบท เสด็จมาครอบครองวัดบวรนิเวศวิหารแล้ว ก็เลยได้ทรงตั้งจารีตผู้กระทำรานกฐินแบบธรรมยุติกนิกาย ขึ้น ดังความปรากฏในตำนานวัดบวรนิเวศวิหาร ว่า วัดนี้รับพระกฐินหลวงที่ทรงทอดตามขนบธรรมเนียมนั้น ไม่ทรงสามารถเปลี่ย