เดือนสี่ – บุญผะเหวด

เดือนสี่ – บุญผะเหวด พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: ฮีตสิบสอง เผยแพร่เมื่อ: ๒๒ ส.ค. ๒๕๖๐ อ่าน: 7297 ชาวพุทธร่วมฟังพระเทศน์มหาชาติ หรือมหาพระเวสสันดรชาดก ในจารีตประเพณีบุญผะเหวด ตามบุญจารีตฮีตสิบสอง ของชาวอีสานที่จัดขึ้นในเดือน ๔ ของทุกปี บุญเดือนสี่ หรือบุญพระเวส บ้างก็เขียนเผวส (คำอ่าน: ผะ – เหวด) หรือที่เรียกกันโดยปกติว่าบุญมหาชาติ โชคดีที่มีการแสดงธรรมมหาชาติ หรือมหาพระเวสสันดรชาดก เป็นนิทานเรื่องยาวปริมาณ ๑๓ ผูก หรือ ๑๓ กัณฑ์ ๑,๐๐๐ พระมนต์ ซึ่งแสดงถึงจริยวัตรของพระวัวโคลนพระพุทธเจ้า เมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าทรงเกิดเป็นพระเวสสันดร ในบุญผะเหวดนี้ ราษฎรนิยมทำข้าวปุ้น (ขนมจีน) ไว้ทุกอาคารบ้านเรือน สมกับคำบอกเล่าที่ว่า “รับประทานข้าวปุ้น เอาบุญผะเหวด ฟังพระเทศน์มหาชาติ ” นิยามแล้วก็ที่ไปที่มา บุญผะเหวด เป็นจารีตประเพณีบุญตามฮีตสิบสอง ของชาวอีสาน แม้กระนั้นถ้าเกิดนับว่าเป็นเรื่องทาน ก็โชคดีจารีตประเพณีการให้ทานทานครั้งยิ่งใหญ่ ก็พอเพียงจะอนุมานได้ถึงวิถีทั่วๆไปของชาวอีสานว่า เมื่อต้นจิกและก็ต้นจาน ออกดอกผลิบานราวต้นเดือน ๓ ตอนนั้น ชาวพุทธจะเก็บดอกไม้กลุ่มนี้ มาร้อยเป็นมาลัยเพื่อตกแต่งศาลาการเปรียญสำหรับบุญมหาชาติ และก็ในงานนี้ก็จะมีการเทศนามหาชาติ ซึ่งนับว่าเป็นงานอันอำนาจสิทธิ ถ้าคนใดกันแน่ฟังธรรมมหาชาติ จบข้างในวันเดียว และบำเพ็ญความดี จะได้ผลบุญไปกำเนิดในโลกภูเขาไม่ที่ดีในภายภาคหน้า บุญผะเหวด โชคดีขนบธรรมเนียมบริจาคทานครั้งยิ่งใหญ่ ตามแบบอย่างพระวัวโคลนพระพุทธเจ้า เมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าเกิดเป็นพระเวสสันดร ทรงทำทานบารมี อย่างที่สุด (ในรูปภาพ) พระเวสสันดร ทรงพระราชทานช้างต้นสายปลายเหตุนาเคนทร์ ภาพจิตรกรรมสีน้ำมันโดย อำเภอจักรประเภท โปษชูฤต การทำบุญผะเหวด เป็นการทำบุญสุนทานเพราะการระลึกถึงชาติปางก่อนท้ายที่สุดของพระวัวโคลนพระพุทธเจ้า เมื่อคราวเกิดเป็นพระเวสสันดร แล้วก็ได้ทำทานบารมีอย่างเก่ง บรรพบุรุษชาวอีสานได้เอามาผสมผสานกับการละเล่นประจำถิ่นให้กำเนิดความสนุกสนุกสนาน ตามนิสัยรักสนุกของชาวอีสานโดยกำเนิดนั้นเอง บุญผะเหวด หรืองานทำบุญมหาชาติ เป็นงานมหาบุญกุศล ให้นึกถึงการบำเพ็ญกุศล เป็นความดีเลิศที่ยิ่งยวด อันมีการสละความเห็นแก่ได้เพื่อผลเป็น ผลดีสุขอันกว้างใหญ่ไพศาลของมวลมนุษยชาติเป็นหลัก ด้วยเหตุดังกล่าว บรรพชนคนประเทศไทยอีสานแม้กระนั้นโบราณ ก็เลยนับว่าเป็นเทศกาลที่ราษฎรทั้งหลายควรพอใจร่วมทำบำเพ็ญ และก็ได้รักษาตกทอดเป็นวัฒนธรรมสืบมา จนกระทั่งคนรุ่นหลังรุ่นหลานที่ควรจะเห็นค่าแล้วก็สงวนเป็นวัฒนธรรมสืบไป นอกเหนือจากนี้ยังเป็นการพบปะสนทนาพบปะระหว่างญาติโกโหติกาจากดินแดนไกลสมกับคำพูดที่ว่า รับประทานข้าวปุ้น เอาบุญผะเหวด ฟังธรรมมหาชาติ บุญผะเหวดนี้ นิยมปฏิบัติกันในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจนกระทั่งในเวลานี้ โดยยิ่งไปกว่านั้นจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ผลักดันมากยิ่งกว่าเดิมเป็นพิเศษ ให้เป็นงานเทศกาลประจำปีของจังหวัดแล้วก็มีโครงงานของหน่วยงานรัฐบาล รวมทั้งหน่วยงานเอกชนร่วมอีกเพียบเลย เป็นที่น่าสนใจนักเดินทาง มีผู้มาเข้าชมงานเพิ่มขึ้นทุกปี เคราะห์ดีจารีตประเพณีที่มีการแสดงธรรมมหาชาติ เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ของจังหวัดร้อยเอ็ด โดยกำหนดให้เป็นงานจารีตรายปีของจังหวัด เป็นการสงวนแล้วก็สืบต่อจารีตอันดีเลิศให้ดำรงอยู่สู่ชนรุ่นลูกสืบไป ดังบรรพบุรุษได้ผูกผญาอีสาน ความว่า ฮีตหนึ่ง พอเพียงเถิงเดือนสี่ได้ให้เก็บดอกบุษบา มาลาดวงหอมสู่คนเก็บไว้ อย่าได้ไลหนีเว้น แนวคองตั้งแต่เก่า ไฟทั้งหลายแหล่สิแล่นเข้าเผาบ้านสิเสื่อมสูญ ให้ฝูงซาวเฮาแท้อย่าไลคองตั้งแต่ก่อน มันสิหมองซึมเซาเมืองบ้านสิทุกข์จนถึงแท้แหล่ว ชาวอีสานจะทำบุญผะเหวด ปีละ ๑ ครั้ง ระหว่างเดือน ๓ เดือน ๔ ไปจนกระทั่งช่วงกลางเดือน ๕ อาทิเช่น จังหวัดร้อยเอ็ด จะจัดจารีตบุญผะเหวดในตอนอาทิตย์แรกของมีนาคมทุกปี โดยจะมีวันรวมตามภาษาอีสาน เรียกว่าวันโฮมบุญ เมื่อถึงวันดังที่กล่าวถึงมาแล้ว ชาวพุทธจะมาช่วยเหลือกันจัดตกแต่งศาลาหรือสถานที่ ที่จะทำบุญทำทาน เตรียมเครื่องสักการะบูชา ดอกไม้ ธูปเทียน ข้าวตอกแตก อย่างละพันก้อน มีการตั้งธงใหญ่ ไว้แปดด้าน แล้วก็มีศาลเล็กๆเป็นที่เก็บข้าวพันก้อน แล้วก็เครื่องคาวหวาน สำหรับ ผี เปรต และก็มาร ส่วนบริเวณรอบๆศาลาการเปรียญจะห้อยผ้าผะเหวด เกิดเรื่องราวของพระเวสสันดร ตั้งแต่กัณฑ์ที่ ๑ ถึงกัณฑ์ท้ายที่สุด ในบางแคว้นจะทำบุญทำกุศลเดือนนี้ในเดือนสามรวมกับบุญข้าวย่างแล้วก็บุญกุ้มข้าวใหญ่ ให้ดวงดีเดียวกัน ส่วนเดือนสี่ก็เว้นไว้ บุญผะเหวดโดยมากจะทำกันในเดือนสี่ แต่ว่าจะกำหนดเอาวันใดนั้น ก็ตามทีความพร้อมเพรียง เนื่องจากว่าควรจะมีการขอความเห็นรวมทั้งลงความเห็นกันระหว่างหัวหน้าในหมู่บ้าน ดังเช่น ผู้ใหญ่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แล้วก็พระภิกษุ ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆในชุมชนนั้น ระเบียบปฏิบัติพิธีกรรม วันงานในบุญผะเหวด เครื่องกัณฑ์ ในจารีตบุญผะเหวด โดยปกติ นิยมระบุวันงานทำบุญผะเหวด ที่สำคัญ เป็นวันโฮม (วันรวม) และก็วันฟังเทศน์ฟังธรรม เมื่อถึงวันโฮม หรือวันรวม ข้างสตรีแม่บ้านทั้งหลายแหล่ จะเป็นผู้จัดบ้านเมืองไว้รับรองแขกบ้านอื่นแล้วก็ข้างสตรีแม่บ้านจะทำข้าวปุ้น (ขนมจีน) ไว้ทุกบ้านเมือง จัดเตรียมขนมหวาน หมากพลู ยาสูบ แล้วก็ที่พักผ่อนไว้รอรับรองแขกด้วย เนื่องจากอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีผู้มาพักค้างแรม ส่วนข้างชายซึ่งเป็นพ่อบ้านจะพากันไปตระเตรียมที่วัด จัดสถานที่ ทำที่ฟังพระเทศน์ ตกแต่งธรรมาสน์ ปักธงทิวไว้รอบวัด และก็ทำที่หอพักอุปลุกต รูปนก รูปสัตว์ ห้อยไว้ที่ศาลาการเปรียญ สำหรับภิกษุ – เณร ก็จัดแจงสถานที่ต้อนรับพระภิกษุสงฆ์ – เณร ที่มาจากบ้านอื่น ที่จะจะต้องมาค้างแรมเพื่อร่วมแสดงธรรมในพรุ่งนี้ ในช่วงค่ำของวันโฮม (วันรวม) จะมีการเชิญพระอุปลุกต จากแหล่งน้ำมาสู่ศาลาวัด เนื่องด้วยการจัดงานทำบุญผะเหวด หรืองานเทศนามหาชาติ นิยมเชิญพระอุปลุกต มาคุ้มครองป้องกันปกป้องไม่ให้เกิดเหตุภัยอันตรายอันตรายทั้งมวล แล้วก็ให้ลาภลาภแก่ชาวพุทธ สำหรับในการทำบุญสุนทานมหาชาติ ก็เลยมีการแห่พระอุปปะทุต ซึ่งสมมุติว่าเชิญมาจากสะดือห้วงมหาสมุทร พระอุปปะทุต เป็นอรหันต์เถระผู้ทรงฤทธิ์ สร้างกุฎีจำพรรษาใต้สะดือห้วงสมุทร เป็นผู้ป้องกันภัยอันตรายในงานกินเลี้ยงสถูปเมื่อครั้งยุคพระผู้เป็นเจ้าต้นอโศกมหาราช (ในรูปภาพ) การเลียนแบบเรื่องเชิญพระอุปปะทุต จากกุฎีที่อยู่จุดศูนย์กลางสะดือห้วงสมุทร เหตุที่ควรมีการเชิญพระอุปปะทุต มีตำนานกล่าวขานสืบต่อกันมาว่า ในสมัยก่อนพระอุปลุกต ซึ่งเป็นพระเถระผู้ทรงฤทธิ์ นิรมิตกุฎีอยู่กึ่งกลางห้วงมหาสมุทร สามารถปราบภูตผีปีศาจได้ เมื่อครั้งยุคพระผู้เป็นเจ้าโศกมหาราช ได้สะสมพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธ จากที่ต่างๆมาบรรจุเอาไว้ในสถูปที่ท่านทรงผลิตขึ้นมาใหม่ เสร็จแล้วจะกระทำการสังสรรค์ก็เลยทรงกลัดกลุ้มถึงมารผู้เป็นศัตรูคู่บาปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็เลยทรงตรัสให้ไปนิมนต์พระอุปลุกตมาในพิธีการสังสรรค์นั้น เมื่อมารรู้ดีว่าพระผู้เป็นเจ้าต้นอโศกมหาราช จะสังสรรค์เจดีย์ ก็มาแสดงฤทธิ์ตอบโต้กับพระอุปปะทุต หนสุดท้ายพระอุปลุกตได้สร้างหนังหมาเน่า ผูกแขวนคอมารไว้ มารไม่สามารถที่จะแก้ให้หลุดได้ สุดท้ายมารก็ยอม พระอุปลุกตก็เลยแก้หนังหมาออกมาจากคอมารรวมทั้งนำเอาตัวไปขังไว้บนยอดดอย การสังสรรค์พระเจดีย์คราวนั้นก็เลยไม่มีอันตรายและก็เสร็จลงด้วยดี ด้วยเหตุที่ไปที่มาดังที่กล่าวถึงมาแล้ว บุญผะเหวดก็เลยนำเรื่องราวของพระอุปปะทุตมาเกี่ยวเนื่อง โดยถือความศรัทธาจากเรื่องราวดังที่กล่าวถึงมาแล้วนั้น จัดเป็นหอพักเล็กๆภายในใส่สมณบริขารไว้ครบชุด เรียกว่าหอพักอุปลุกต ตั้งอยู่ทิศตะวันออกของศาลาการเปรียญ เพื่องานทำบุญผะเหวดมีความสงบด้วยประการทั้งปวง กิจกรรมในบุญผะเหวด ในจารีตประเพณีบุญผะเหวด มีกิจกรรมต่างๆดังต่อไปนี้ ๑. การใส่หนังสือ เมื่อได้ระบุวันงานแล้ว จะกำหนดการใส่หนังสือเป็นเอาหนังสือใบลาน หรือลำผะเหวด มาแบ่งย่อยๆออกโดยประมาณ ๓๐ – ๔๐ ผูก เป็นชุด แล้วนำเอาหนังสือที่แบ่งไว้นั้น ไปให้ตามวัดต่างๆเพื่อสงฆ์จากวัดนั้นๆจะนำไปแสดงธรรมตามวันที่กำหนดไว้ โดยที่พระจะรู้เองว่าใบลานชุดของตนเองได้มานี้อยู่กัณฑ์ไหน เมื่อถึงผูกของตนเองก็จะนำขึ้นไปเทศนาแล้วก็ทั้งสิ้นนั้นจะเป็นอักษรตัวธรรม ความประพฤติแบบนี้เรียกว่าการใส่หนังสือ ธงทิว ที่ใช้แต่งแต้มในจารีตประเพณีบุญผะเหวด หรือเทศนามหาชาติพระเวสสันดรชาดก นิยมใช้เป็นปริมาณทั้งผอง ๑,๐๐๐ ผืน ๒. ธงทิว ส่วนใหญ่จะทำเป็นรูปช้าง ม้า เจดีย์ แล้วก็อื่นๆกางให้ยาวราว ๑๐ เมตร ปักอยู่รอบรอบๆวัด ปริมาณ ๑,๐๐๐ ผืน ซึ่งมีเป้าหมายให้ครบ ๑,๐๐๐ มนต์ดังข้าวพันก้อน จะปักไว้หน้าพุทธรูป หรือ ตามธรรมาสน์ หรือ วางไว้ตามต้นเสาธงทิว ๓. การแห่ผะเหวด รวมทั้งการแห่ข้าวพันก้อน ในเวลาเย็นของวันโฮมจะมีการไปรวมกันที่แห่งใดอันดับแรก ซึ่งสมมุติกันว่าเป็นป่า ตามเรื่องตามราวราวในพระเวสสันดรชาดก รวมทั้งพากันแห่ผ้าซึ่งเขียนภาพเกิดเรื่องราวพระเวสสันดรชาดกอีกทั้ง ๑๓ กัณฑ์ ไปสู่หมู่บ้าน ตามระยะทางจะมีผู้ตั้งหม้อน้ำหอม ไว้ สำหรับให้คนที่แห่ผะเหวดไว้เอาดอกไม้จุ่มเป็นการบูชาพระเวสสันดร เพียงพอถึงรอบๆวัดก็จะนำผ้าไปกางไว้รอบๆรอบศาลาการเปรียญ หมู่บ้านบางพื้นที่จะแห่ข้าวพันก้อนไปด้วย แต่ว่าจำนวนมากนิยมแห่ข้าวพันก้อนในเวลาเช้ามืดของพรุ่งนี้ ๔. แหล่ผะเหวด ในเรื่องมหาพระเวสสันดรชาดก มีคติสอนใจหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องบารมีจากการให้ทาน ทำให้ผู้ฟังมีความซาบซึ้งในรายละเอียดและก็ครึกครื้นในทำนองเทศนาไปด้วย การแสดงธรรมทำนองดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว เรียกว่าแหล่ผะเหวด ประชาชนจะไปนิมนต์พระเสียงดีมาเป็นพิเศษเรียกว่าเทศนาเสียง พระนักเทศน์เสียงเก่าๆเป็นพระนักเทศน์อาชีพ มีคนฟังนิยมมากมายเช่นเดียวกับหมอลำ ที่ลำเก่งๆ๕. การแห่กัณฑ์หลอน ในช่วงเวลาที่ภิกษุกำลังเทศนามหาชาติอยู่นั้น ราษฎรจะแบ่งเป็นกรุ๊ปๆหาดทรายนตรีพื้นเมือง แห่กันไปในหมู่บ้าน เพื่อเรี่ยไรสินทรัพย์ทรัพย์สินของราษฎรมาทำเป็นเครื่องกัณฑ์ เมื่อสะสมได้เยอะพอสมควรแล้ว ก็จะแห่เข้ามาในวัดโดยไม่แจ้งไว้ล่วงหน้า เครื่องกัณฑ์ที่ลักลอบเข้ามาแบบนี้ เรียกว่ากัณฑ์หลอน โดยมากกัณฑ์หลอนจะเข้ามาช่วงเวลาบ่ายหรือค่ำๆ ซึ่งชอบไม่ตรงกับการเทศนา กัณฑ์มัทรีกุมาร ยกต่อย มหาราช หากกัณฑ์หลอนเข้ามาในตอนรูปถ่ายใดกำลังแสดงธรรมอยู่ รูปภาพนั้นก็จะได้รับกัณฑ์หลอนนั้นเอง ขั้นตอนพิธีการทำ พระอุประอุต (Upagupta) บ้างก็เรียกพระบัวเข็ม เป็นพระภิกษุสงฆ์องค์สำคัญองค์หนึ่งในยุคพระผู้เป็นเจ้าโศกมหาราช เป็นผู้ปกป้องรักษาภัยอันตรายในงานเลี้ยงสถูป โดยปกติ ท่านมีหน้าเงยขึ้นดูฟ้าทางขวามือหรือซ้ายก็ได้ แม้กระนั้นนิยมขวา เนื่องจากว่าพระอุปปะทุตหมายถึงอรหันต์ที่จำพรรษาใต้สะดือห้วงสมุทร ที่ชื่ออุประอุต หมายความว่าผู้คุ้มกันรักษา เมื่อระบุวันจัดงาน ราษฎรจะช่วยเหลือกันชายหาดอกไม้มาตากแห้งไว้ ช่วยเหลือกันฝานดอกโน (ทำมาจากลำต้นหม่อน) งานนี้เป็นงานใหญ่ทำต่อเนื่องกัน ๓ วัน วันแรกของงาน ช่วงเย็น (บ่ายๆ) จะมีการแห่พระอุประอุต รอบบ้านให้ราษฎรได้สักการบูชา และจากนั้นจึงนำไปตั้งไว้หอพักอุปปะทุต ด้านในรอบๆงานเนื่องจากมั่นใจว่าเป็นอรหันต์เถระผู้มีฤทธิ์ สร้างกุฎีอยู่กึ่งกลางสะดือห้วงมหาสมุทร สามารถกำจัดเหตุเภทภัยทั้งหลายทั้งมวลได้ วันที่ ๒ ของงานเป็นการแห่พระเวสสันดร เข้าเมือง แต่ละคุ้มวัดจะจัดขบวนแต่ละกัณฑ์ ทั้งยัง ๑๓ กัณฑ์ แห่รอบเมือง ช่วงเย็นมีมหรสพสมโภชน์ วันที่ ๒ และก็ ๓ จะเป็นวันที่พี่น้องที่รู้ข่าวการทำบุญมหาทาน จะมาร่วมทำบุญโดยนำข้าวสาร อาหารแห้ง มาร่วมสมทบ แล้วก็ร่วมกินอาหารทั้งวัน และนำของกินต่างๆไปฝากพี่น้องคนอื่นด้วย และร่วมทำโรงทานเลี้ยงข้าวปุ้นบุญผะเหวด ผู้คนที่มาในงานสามารถกินได้ตลอดระยะเวลา (ฟรี) คนที่ร่วมทำโรงทาน จะเป็นประชาชน ร้านรวง รวมทั้งหน่วยราชการ มาตั้งโรงทานจำนวนมาก วันที่ ๓ ของงานเริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ ราวตี ๔ ประชาชนจะนำข้าวเหนียวมาปั้นทิ่มไม้ปริมาณ ๑,๐๐๐ ก้อน เพื่อเอาติดกัณฑ์เทศน์คาถาพัน เรียกว่าข้าวพันก้อน ประชาชนจะพากันแห่ข้าวพันก้อนรอบศาลาวัด มีหัวหน้ากล่าวคำบูชา ดังต่อไปนี้ นะโม นะไม จอมไตรปิฎก ชูออกมาเทศน์ธรรม ขันหมากเบ็งงานสะพาส ข้าวพันก้อนอาดบูชา ซาเฮาซา สามดวงยอดแก้ว เราไหว้แล้วมอบอาดบูชา สาธุ (กล่าว ๓ จบ) ว่าครบแล้วนำขึ้นไปศาลาโรงธรรม แล้วญาติโยมพากันทำวัตรเวลาตอนเช้า ขอศีล อาราธนาธรรม โดยนิมนต์แสดงธรรมมหาพระเวสสันดรชาดกโดยยิ่งไปกว่านั้น การอาราธนาแสดงธรรมนั้น หากไม่ต้องว่ายาวจะตัดบทสั้นๆก็ได้ ให้ขึ้นตรง “เป็นต้นว่ากัลยาณีณังฯ เปฯ อาราธนัง กโรม ” เท่านี้ก็ได้ แล้วพระภิกษุจะเริ่มเทศนาสังกาด เป็นการบรรยายอายุกาลของศาสนาพุทธเริ่มแต่แรกเริ่มจนกระทั่งหาย เมื่อแสดงธรรมสังกาดจบแล้วจึงเริ่มแสดงธรรมกัณฑ์ทศพร ไปกระทั่งจบนครกัณฑ์ อันเป็นกัณฑ์ที่ ๑๓ โดยแสดงธรรมแต่เช้ามืดไปจนถึงเย็น จบแล้วจั