เทศน์มหาชาติ

เทศนามหาชาติ พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: ศาสนพิธีการ เผยแพร่เมื่อ: ๐๗ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ อ่าน: 15889 จิตรกรรมข้างฝาผนัง ที่วัดป่าเลไลยก์วพระอาทิตย์หาร จังหวัดสุพรรณบุรี เรื่องขุนช้างขุนแผน (ในรูปภาพ) นางพิมพิลาไลย เปลือยสไบติดกัณฑ์เทศน์ ภายหลังจากสามเณรพลายแก้ว (ถัดมาเป็นขุนแผน ) แสดงธรรมกัณฑ์มัทรี จบ การเทศนามหาชาติ ชาวพุทธคนประเทศไทยตกทอดเป็นจารีตกันมานาน จนถึงแปลงเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของวิถีชีวิตแบบไทยๆเนื่องจากเป็นขนบธรรมเนียมที่ให้อีกทั้งความสนุก สร้างความสมานสามัคคีในชุมชน และก็แทรกสอดการฝึกฝนสอนจริยธรรมความดีงามแก่พสกนิกรผู้ร่วมกิจกรรมไปพร้อม เรื่องที่ประยุกต์ใช้สำหรับในการแสดงธรรมมหาชาติ เกิดเรื่องราวเกี่ยวกับพระเวสสันดร อันเป็นพระชาติท้ายที่สุดของพระบรมพระโพธิสัตว์ ก่อนจะมาคลอดเป็นพระราชโอรสสิทธัตถะ ตอนหลังบวชจนได้หยั่งรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระวัวโคลนพระพุทธ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพวกเราทั้งหลายแหล่ในกาลปัจจุบันนี้นั้นเอง ปฐมเหตุพระเวสสันดรชาดก พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระเครือญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์ พระญาติผู้ใหญ่นับว่าเฒ่าไม่ถวายบังคม พระพุทธเจ้ายุคเมื่อเสด็จละจากมหาวิหารเวฬุวัน ใกล้กรุงราชคฤห์ อันเป็นราชจังหวัดที่แคว้นมคธสู่นครกบิลพัสดุ์ ตำบลสักกต่างจังหวัด เพื่อบำเพ็ญญาตัตถจริยาโปรดพระเครือญาติมีพระผู้เป็นเจ้าสุทโธทนะ พุทธพ่อเป็นประธาน อันพระกาฬุทายี เป็นผู้ติดต่อและก็นำเสด็จไปประทับยังนิโครธาค้างม ไม่ห่างจากมหานคร จากที่ศากยราชจัดมอบต้อนรับและกลุ่มภิกษุบริวารมากมายก่ายกอง (๑ แสน) ยังความดีใจให้แผ่ไปทั่วอีกทั้งกบิลพัสดุ์ในกาลนั้นความอัศจรรย์ได้มีขึ้นส่งผลให้ทรงประกาศเรื่องพระเวสสันดรชาดก ปกติ เมื่อพระตโผลงคตเจ้าเสด็จสู่ในที่ไหน ก็มีขึ้นสู่ความสงบสุขในที่นั้น ด้วยเหตุว่าพลานุภาพคำกล่าวสอนที่บอกประทานด้วยพระมหาขอความปรานี เปรียบเทียบราวกับมหาเมหหลั่งโปรยปรายฝนอันเย็นเฉียบลงมายังโลกยังความอ้าวปะทุของไอแดดไอดินให้ยับยั้ง ชุบชีพพรรณไม้ที่เฉาให้ฟื้นฟู สู่ความกระเษมสานต์น่าอัศจรรย์ด้วยดอกช่อแล้วก็ก้านใบ ด้วยเหตุนั้น แต่ว่าสำหรับกบิลพัสดุ์ดินแดนที่ทรงถือพระเกิดและก็เติบโตมา มวลพระพี่น้องแล้วก็พี่น้องประชากร หาได้ยินดีต่อพุทธวิสัยธรรมานุภาพไม่ ท่านทรงเกิดมาเป็นความหวังของคนอีกทั้งอาณาจักร ทุกคนพากันรออย่างหิวอยากจะดูพระบารมีพระพระราชาธิราชราช แม้กระนั้นแล้วท่ามกลางความไม่ฝัน ทรงอยู่ในพระเยาวกาลเส้นผมยังดำสนิท ไม่ปรากฏความโรยราที่สังขารแท้สักน้อย ทั้งยังบริบูรณ์พูนพร้อมทั้งหมดทุกอย่างเท่าที่ทรัพย์สินประจำวิสัยชายจะควรมีพระมเหสีทรงสิริโฉมยอดเยี่ยม ซ้ำเป็นโชคอันเป็นเยี่ยมให้กำเนิดลูกชายอันเป็นสิริที่วงศ์สกุลอีกเล่า ท่านก็ยังตัดเยื่อใยที่โลกิยะเสด็จแหวกวงล้อมกลุ่มนี้ออกสู่พนาลัยพฤกษ์ ปฏิบัติองค์ปานเหมือนร่อนเร่พเนจรยากจน สร้างความหมดหวังแล้วก็จากกันแก่คนทั้งยังประเทศเป็นระยะเวลาที่ยาวนานถึง ๖ ปี พระพุทธเจ้าทรงทำงานชีวิต และก็เสร็จธุระโดยได้บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ต่อจากนั้นก็ทรงใช้ไปเพื่องานอนุเคราะห์สัตว์โลก เสด็จท่องเที่ยวแจกเล่ห์เหลี่ยมสิ้นทุกข์ ด้วยเทศน์สอนจนกระทั่งชาวโลกเห็นด้วยแล้วก็ยกย่องเอาไว้ภายในฐานะองค์ศาสดาเอก ตอนนี้ พระพุทธเจ้าเสด็จกลับคืนกบิลพัสดุ์แล้ว แม้กระนั้นชาวกบิลพัสดุ์ไม่ได้ต้อนรับในฐานะศาสดา เขาพากันปีว่ากล่าวต่อท่านในฐานะที่เคยเป็นขวัญจิตขวัญใจของเขาเลยต่างหาก ในวันแรกที่เสด็จถึงดินแดนที่มารดร ทรงมีความเห็นว่ายังไม่ใช่ช่องทางที่จะประทานธรรมเทศน์แก่กลุ่มพระเครือญาติ เนื่องจากว่าวันนี้เป็นวันที่วิถีประสาทและก็จิตใจตลอดทั้งร่างกายของเหล่าศากยะ เต็มไปด้วยอาการปีติเตียนตื่นเต้น แล้วก็อ่อนเพลียด้วยความยินดี รวมทั้งภารกิจไม่อยู่ในภาวะที่ควรจะแก่การรอคอยงรับกระแสธรรม ทรงคอยวันรุ่ง แม้กระนั้นแล้วในช่วงเวลาบ่ายของวันถัดมา เมื่อบรรดาศากยราชเครือญาติตระกูล พากันเสด็จไปเฝ้าที่นิโครลำธารม ก็ทรงแจ่มแจ้งว่า ใจของเผ่าพันธุ์นิดหน่อย ยังไม่มีอยู่ในฐานะควรจะแก่การรับคำอบรมสั่งสอน เนื่องจากว่ามีพระเครือญาติตระกูลรุ่นชันษาบางท่าน ออกอาการทระนงเป็นเชิงว่า “เรากำเนิดก่อน พระราชโอรสสิทธัตถะ” แม้ว่าจะแสดงความทำความเคารพนบไหว้หรือสนพระทัยต่อพระพุทธโอวาทก็เกรงจะพลาดท่าของผู้เห็นโลกมาก่อน ก็เลยพากันประทับอยู่ไกลๆด้วยพระอาการเขินอาย หลบๆแอบซ่อนๆอยู่ตามซุ้มไม้แล้วก็ฉากกัน ปลดปล่อยแม้กระนั้นบรรดากุมารบุตรีรุ่นเยาว์อายุให้ได้เฝ้าอย่างใกล้ชิด พระอาการอันแข็งกระด้างเขินอายของพระพี่น้องรุ่นเฒ่านั้น พระพุทธเจ้าทรงสังเกตว่า มีสาเหตุจากสาเหตุอันจะเป็นปัญหาขัดขวางผลในทางที่ดีที่ก็เลยกำเนิดที่เกิดแก่เขาเสีย สาเหตุอันขัดขวางความเจริญงอกงามเจริญแก่จิตใจซึ่งก็คือความทระนงพยายาม ข้อคิดเห็นอันเป็นให้ถือตน หากลงประทับใจสิงดวงใจใครเข้าแล้ว ก็รังแม้กระนั้นจะมีผลให้ภาวะจิตวิปริตไป เปรียบเสมือนรากต้นไม้ที่เป็นโรค หากแม้ฝนจะชุ่มฉ่ำน้ำจะโชก แผ่นดินจะฟูอยู่ด้วยรสปุ๋ย แต่ รากที่ปิดตันเสียแล้วด้วยอำนาจเชื้อโรคก็ย่อมไม่ดูดซึมเอาโอชาเข้าบำรุงลำต้น เหี้ยนโกร๋นยืนตายไปท้ายที่สุดฉันใด อนาคตของผู้ที่มีจิตมากมายอยู่ด้วยพยายามความทระนงก็ฉันนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงฤทธิ์ปาฎิหารย์ ในห้องประชุมกลุ่มพระเครือญาติในกรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อกลุ่มพระพี่น้องสิ้นทิฏฐิพยายาม ถวายบังคมพร้อม ทรงพินิจดังต่อไปนี้ ก็เลยมีความเห็นว่าธุระอันควรจะประการแรกเป็นทำลายความแข็งแรงแข็งกระด้าง ล้างความถือดีเสียด้วยอำที่นาจอิทธิปาฏิหาริย์ ทรงระบุจิตเจริญก้าวหน้าสมาธิ มีอภิญญาเป็นพื้นแผ่นดิน ลอยขึ้นสู่ห้วงนภากาศเสด็จลีลาศเดินจงกรมไปๆมาๆน่าประหลาดใจ เพียงเท่านี้เอง ความนึกคิดคับข้องใจที่ว่าคนใดอาบน้ำร้อนหลังหรือก่อนก็เสื่อมสูญหาย พากันเอาเศียรเคารพแสดงถึงการยินยอมรับเชื่อถือด้วยความเต็มใจ เมื่อเสด็จลงที่ประทับในพุทธอาสนะ เบื้องนั้น ฝนอันมหัศรรย์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมีมาก่อนก็ตกลง ความแปลกประหลาดมีลักษณะดังต่อไปนี้ สีเม็ดน้ำฝน แดงอ่อน เสมือนแก้วทับทิม คนใดกันมุ่งหมายให้แฉะก็แฉะ ผู้ไม่ต้องการ หากแม้ละอองก็ไม่สัมผัสผิวกาย ไม่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนขังท่วม ก่อกำเนิดโคลนตมอันสิ่งปฏิกูล พอเพียงฝนหาย แผ่นดินก็สะอาด ตกลงเฉพาะในสโมสรพระพี่น้อง ไม่มีคนอื่นอยู่ร่วมสัมมนาด้วย อนึ่ง คติในความอัศจรรย์โดยเปรียบเทียบ มีดังนี้ สีของน้ำฝน เป็นต้นว่า สีเลือดที่ความรู้สึกชื่นชม วันนี้เป็นวันที่ศากยราชทั้งมวลรอ ก็สมหวังแล้ว เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จคืนมา ให้เขาได้มองเห็นรูปถ่ายพระโฉม ก็เลยพากันสุขใจ ผิวพรรณก็ซ่านด้วยสายโลหิต อย่างที่เรียกว่าราศีของผู้มีบุญ ผิวพรรณอมเลือดฝาด ความสดชื่นของฝน ก็ได้แก่ พระธรรมเทศนาที่พุทธองค์ทรงประกาศออกไป มีเหตุผลบริบูรณ์ด้วยแนวทาง หากคนใดกันตั้งใจฟังด้วยความเคารพนับถือ ธรรมก็เข้าสัมผัสสามัญสำนึก แล้วก็สามารถจะเปลี่ยนแปลงจิตของตนเองตามหลักที่เหตุผลนั้น จนถึงจิตตั้งอยู่ในสภาวะใจเย็นเสมือนผิวกายจำต้องละอองฝน แต่ว่าสำหรับบุคคลที่ฟังสักแต่ว่าฟัง ธรรมะนั้นก็จะไม่กระทบจิตใจ น่าฟังซ้ายทะลุหูขวา เปรียบเทียบด้วยฝนไม่แฉะ ธรรมดาธรรมเป็นของสะอาด ไม่ก่อทุกข์โทษอันควรเกลียดชังแก่ใครๆไม่ว่ากาลไหนๆพระพุทธจริยา คราวนี้ ทรงมุ่งบำเพ็ญเฉพาะพระพี่น้องศากยะล้วนๆเมื่อเหล่าศากยะ ผู้ได้รับความเย็นกายด้วยฝน เย็นใจด้วยกระแสธรรม แล้วก็กราบถวายบังคมลาพากันคืนสู่พระราชนิเวศน์แล้ว แม้กระนั้นนั้นก็ปิ้งไปสู่เจตโพล้เพล้กาล แดดอ่อนสาดฝาละอองฝนที่เหลือหลงเหลือมาแต่ว่าช่วงบ่าย นำมาซึ่งการก่อให้เกิดบรรยากาศเหมือนกับจะแปลงเป็นยามย่ำรุ่ง ดอกไม้ในสวนเริ่มเผยอกลีบอย่างกระอิดกระเอื้อนราวกับหลงเผลอ แม้กก็บินกลบรวงรังอย่างลังเล ภิกษุทั้งหลายแหล่กำลังประชุมพูดคุยถึงฝนอันอัศจรรย์แล้วก็ตอนเย็นอันเฉิดฉัน ลงท้ายก็พากันยกย่องพุทธบารมีที่บันดลให้ทุกอย่างเป็นไปแล้วอย่างพิศวงยิ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จสู่ลงเจรจาของภิกษุพุทธสาวก เมื่อทรงรู้ถึงสาเหตุอุเทศที่การพูดคุยนั้น ก็พูดแย้มว่า ฝนนี้เรียกว่าฝนโบกขรพรรษ ที่ตกลงมาในตอนนี้ หาเชื้อเชิญแปลกประหลาดไม่ หากแม้ในอดีต เมื่อทรงเกิดกำเนิดเป็นพระพุทธเจ้า นามว่าพระเวสสันดร ก็ทรงบำเพ็ญบารมีธรรม กระทั่งส่งผลให้ฝนโบกขรพรรษ ได้ตกลงมานั่นสิประหลาดกว่า ภิกษุทั้งหลายแหล่ต่างพากันกล่าวพระมหาโปรดให้นำเรื่องตอนนั้นมาแสดง ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงเรื่องราวแปลกประหลาด แบ่งเป็น ๑๓ กัณฑ์ ๑,๐๐๐ พระมนต์ พระวัวโคลนตมพระพุทธ มีนามเดิมในภาษาบาลีว่าสิทธัตถะ วัวตมะ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ตอนนี้ ผู้เป็นศาสดาของพุทธ กำเนิดในวันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๖ในใต้ร่มไม้สาละ ด้านในพระราชสวนลุมพินีวัน อยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์ และก็เมืองเทวทหะ ในดินแดนประเทศอินเดีย พระศาสดา เมื่อทรงนำพระธรรมเทศนามหาพระเวสสันดรชาดก ซึ่งประดับโดยการใช้คาถาอาคมราวๆ ๑,๐๐๐ เวทมนตร์คาถานี้มาแล้ว พูดว่า ดูซิภิกษุทั้งหลายแหล่ ถึงแม้ในกาลก่อน ว่านมหาเมฆก็ยังฝนโบกขรพรรษ ให้ตกในห้องประชุมที่พระประยูรวงศ์ของพวกเรา อย่างงี้เช่นกัน. บอกดังต่อไปนี้แล้ว ทรงสัมมนาชาดกว่า พราหมณ์ยกต่อย ในกาลนั้นเป็นภิกษุเทวทัต. นางอมิตตตาปนาเป็นนางจิญจมาณวิกา. นายพรานเจตลูกเป็นภิกษุฉันนะ. อัจจุตดาบสเป็นภิกษุสารีลูก. ท้าวสักกเทวราชหมายถึงภิกษุอนุรุทธะ. พระผู้เป็นเจ้าสญชัยนรินทรราชหมายถึงพระผู้เป็นเจ้าสุทโธทนมหาราช. พระนางผุสดีเทวีหมายถึงพระนางสิริมหามายา. พระนางมัทรีเทวีหมายถึงยโสธราพิมพา คุณแม่ราหุลิตร ชาลีกุมารเป็นราหุลิตร กัณหาชินาหมายถึงพระภิกษุณีอุบลวรรณา. ราชบริษัทนอกนี้เป็นพุทธบริษัท. ก็พระเวสสันดรราชหมายถึงพวกเราเองผู้สัมมาสัมพระพุทธ แล. — — ที่มา: อรรถกถา มหาเวสสันตรชาดก กล่าวถึง พระเวสสันดรทรงบำเพ็ญบุญบารมี ภูมิหลังของคำว่ามหาชาติ แล้วก็แสดงธรรมมหาชาติ มหาพระเวสสันดรชาดก (อังกฤษ: Vessantara Jātaka, ประเทศพม่า: Wethandaya Zatdaw, ไทย: Maha Wetsandon Chadok, เขมร: វេស្សន្ដរជាតក, Vesondor Cheadok) เป็นอัตชีวประวัติเรื่องหนึ่งในสิบชาติชาดก พูดถึงพระชาติท้ายที่สุดของพระพุทธเจ้าสำหรับในการบำเพ็ญบุญบารมี ก่อนที่จะทรงเกิดเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธ มีชื่อเรียกอีกอย่างว่ามหาชาติชาดก สำหรับเพื่อการเทศน์ เรียกว่าเทศนามหาชาติ เรียกเต็มว่าเทศนามหาชาติเรื่องพระเวสสันดรชาดก มหาชาติ แสดงว่าชาติที่ยิ่งใหญ่, การเกิดครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งก็คือการเกิดของพระเวสสันดรพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นการกำเนิดเพื่อบำเพ็ญบารมีหนสุดท้ายก่อนจะได้รู้แจ้งเห็นจริงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในชาติถัดมา มหาชาติ ได้รับการประพันธ์เป็นบทความเรียงแล้วก็บทกลอนและจากนั้นจึงนำไปเทศนาเป็นทำนองมาตั้งแต่สมัยก่อน ที่ขึ้นชื่อว่ามหาชาติ ก็เพราะเหตุว่าการเกิดคราวสุดท้ายนี้ พระเวสสันดร ได้บำเพ็ญบารมีสำคัญเป็นบารมีจากการให้ทาน ซึ่งเป็นการทำให้บารมีอื่นบริบูรณ์ไปด้วย เปรียบเสมือนการตีตราในหนังสือสำคัญนำมาซึ่งการก่อให้เกิดความสมบูรณ์ใช้บังคับโดยชอบด้วยกฎหมายได้ แล้วก็ในชาติท้ายที่สุด พระเวสสันดร ได้บำเพ็ญบารมีอื่นๆครบอีกทั้ง ๑๐ ประการ ก็เลยถือเป็นการกำเนิดครั้งสำคัญยิ่งใหญ่มากยิ่งกว่าทุกชาติก่อน ส่วนการที่เรียกมหาพระเวสสันดรชาดก ว่ามหาชาติ นั้น เนื่องจากพระเวสสันดรชาดกนี้ เกิดเรื่องใหญ่และก็ยืดยาว ท่านก็เลยจัดรวมเอาไว้ภายในมหานิบาว่ากล่าวชาดก เป็นรวมเรื่องสำคัญ ๑๐ เรื่อง เรียกว่าสิบชาติ แต่ว่าเหตุที่อีก ๙ เรื่องไม่เรียกว่ามหาชาติเหมือนกับพระเวสสันดรชาดกนั้น ข้อนี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์คุณ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงชี้แจงว่า พระเวสสันดร ทรงประทานช้างต้นสายปลายเหตุนาเคนทร์ ภาพจิตรกรรมสีน้ำมันโดย อำเภอจักรจำพวก โปษชูฤต ชาวพุทธคนประเทศไทย ตลอดจนประเทศใกล้เคียง เชื่อถือกันมาแม้กระนั้นโบราณว่า เรื่องมหาพระเวสสันดรชาดก สำคัญกว่าชาดกอื่นๆด้วยปรากฏบารมีของพระพุทธเจ้าบริบูรณ์ ในเรื่องมหาพระเวสสันดรชาดก อีกทั้ง ๑๐ อย่างเป็น๑. บารมีจากการให้ทาน ทรงบริจาคเงินทอง ช้าง ม้า ราชรถ พระกุมารทั้งคู่แล้วก็พระมเหสี ๒. ศีลบารมี ทรงถือศีลอย่างเคร่งครัด ระหว่างทรงบวชอยู่ในเขาวงกต ๓. เนกขัมมบารมี ทรงครอบครองเพศบรรพชิตตลอดระยะเวลาที่ประทับในเขาวงกต ๔. สติปัญญาบารมี ทรงบำเพ็ญภาวนามัยสติปัญญาตลอดระยะเวลาที่ทรงอุปสมบท ๕. วิริยบารมี ทรงปฏิบัติไม่ได้ถดถอย ๖. สัจจบารมี ทรงลั่นพระคำพูดชูกุมารให้ยกต่อย เมื่อพระกุมาณแอบหนีก็ทรงติดตามมาให้ ๗. ความอดทนบารมี ทรง ทรหดอดทนต่อความเหนื่อยยากต่างๆในขณะที่เดนทางมายังเขาวงกตรวมทั้งตลอดระยะเวลาที่ประทับในที่นั้น หากแม้เมื่อดูมองเห็นยกต่อยตีพระกุมารอย่างโหดร้ายทารุณ ท่านก็ทรงข่มใจไว้ได้ ๘. เมตตาบารมี เมื่อพราหมณ์เมืองกลิงคราวษฏ์ มาทูลขอช้างต้นเหตุนาเคนทร์ เพราะเหตุว่าเมืองกลิงราษฏร์ฝนไม่ตก ก็ทรงพระเมตตาประทานให้ รวมทั้งเมื่อยกต่อยมาทูลขอสองกุมาร โดยอ้างถึงว่าตนได้รับความยากแค้นต่างๆท่านก็มีเมตตาประทานให้ด้วย ๙. อุเบกขาบารมี เมื่อ ทรงมองเห็นสองกุมารถูกยกต่อยตี ขอความช่วยเหลือให้พระองค์ช่วยเหลือท่านก็ทรงบำเพ็ญอุเบกขา เป็นทรงวางเฉย ด้วยเหตุว่าทรงมีความคิดเห็นว่าได้ประทานเป็นสิทธิ์ขาดแก่ยกต่อยไปแล้ว ๑๐. อธิษฐานบารมี เป็นทรงตั้งอกตั้งใจที่จะบำเพ็ญบา