พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: รัตนโกสินทร์ ประเทศไทยรวมทั้งไทย เผยแพร่เมื่อ: ๑๐ เดือนตุลาคม ๒๕๖๐ อ่าน: 5098 พระบรมสาทิสลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นพระราชาไทยรัชกาลที่ ๒ ที่วงศ์สกุลจักรี มีนามเดิมว่าฉิม (สมเด็จพระเจ้าลูกยาคุณ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรไพเราะ) พระราชการเกิดเมื่อวันพุธ ขึ้น ๗ เย็น เดือน ๔ ปีกุน ช่วงเวลาเช้า ๕ ยาม ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๔ ก.พ. พุทธศักราช ๒๓๑๐ ท่านเป็นบุตรชายท่านที่ ๔ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์ที่วงศ์สกุลจักรี รวมทั้งสมเด็จพระอมรินรู้รมราชินี (พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๑) พระปรมาภิไธย (ชื่อเต็มของท่านดังที่จารึกในพระทองบัฏ ภายหลังที่ได้มีพิธีบรมราชาภิเษก แล้ว)เป็นพระบาทสมเด็จพระบรมราชดงษเชษฐมเหศวรสุนทร พระพุทธเยี่ยมหล้านภาลัย ท่านเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นกษัตริย์ช่วงวันที่ ๗ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๓๕๒ ปีงูเล็ก ขณะมีพระชนมายุได้ ๔๒ ปี (บรรดาศักดิ์เดิมของท่านก่อนพิธีบรมราชาภิเษก เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาคุณ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรไพเราะ กรมพระราชวังบวรสถานที่มงคล ในแผ่นดินพระราชพ่อ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑) ท่านทรงมีพระความเป็นอัจฉริยะในงานศิลปะหลายสาขา อีกทั้งทางด้านประติมากรรม ด้านการดนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านวรรณคดี จนกระทั่งบางทีอาจกล่าวได้ว่ายุคนี้เป็นยุคทองของวรรณคดีไทยยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ด้านกาพย์กลอนรุ่งเรืองสูงสุด จนถึงมีคำบอกเล่าว่า “ในรัชกาลที่ ๒ นั้น ผู้ใดเป็นประพันธ์ก็เป็นคนโปรด ” ประพันธ์ที่โด่งดังเว้นเสียแต่ท่านเองแล้ว ยังมีกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ ๓), สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส, ไพเราะภู่, พระยาจังหวัดตรัง และก็นายนรินทรธิเบศร์ (อิน) ฯลฯ ท่านทรงพระราชนิพนธ์วรรณคดีไว้หลายเล่ม อาทิเช่น รามเกียรติ์ตอนลักสีดา, ลิงมอบให้พล, พิเภกสวามิภักดิ์, สีดาลุยไฟ นอกจากนั้นยังมีพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนา ที่ได้รับการสรรเสริญจากวรรณคดีสมาคม ในยุครัชกาลที่ ๖ ว่าเป็นเลิศร้อยกรองบทละครรำ พระราชประวัติ พระราชการบังเกิด พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นบุตรชายในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชรวมทั้งสมเด็จพระอมรินรู้รมราชินี มีชื่อเดิมว่าฉิม เสด็จพระราชการเกิดช่วงวันที่ ๒๔ ก.พ. พุทธศักราช ๒๓๑๐ในตำบลอัมพวา เมืองจังหวัดสมุทรสาคร (เดี๋ยวนี้ ตำบลอัมพวา อยู่ในจังหวัดสมุทรสงคราม) ในขณะพระราชพ่อยังทรงดำรงพระขั้นเป็นหลวงกระบัตร เมืองจังหวัดราชบุรี ท่านทรงเข้ารับการเรียนรู้จากวัดระฆังโฆสิตาราม โดยฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับพระวันรัต (ทองคำอยู่) เมื่อพระชนมายุได้ ๘ ปี ท่านได้ตามเสด็จพระบรมบิดาทุ่งนาถ (พระราชพ่อ) ไปราชการการสู้รบด้วย แล้วก็เมื่อพระชนมายุได้ ๑๖ ปี สมเด็จพระบรมบิดาที่นาถก็ได้ขึ้นครองราชย์ขึ้นเป็นในหลวงนามว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ท่านก็เลยได้รับการแต่งตั้งพระตำแหน่งขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกคุณเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรเสนาะ เมื่อท่านทรงมีพระชนมายุครบ ๒๒ ปี ก็ได้ทรงอุปสมบทในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระราชวัง และก็เสด็จจำพรรษาที่วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) อยู่นาน ๓ เดือน (ในตอนภิกษุจำพรรษา) ก็เลยทรงลาบวช พุทธรูปประจำพระชนมวาร ปางอุ้มบาตร ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) สร้างโดย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) ลักษณะรวมทั้งปางเดียวกับรัชกาลที่ ๑ เหตุเพราะทรงพระราชการบังเกิดในวันพุธเช่นกัน พระปรมาภิไธย ภายหลังจาก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จสิ้นพระชนม์ ถัดมาเจ้าฟ้าอิศรเพราะ ได้ตกทอดบัลลังค์ในทันทีทันใดและนามชั่วครั้งชั่วคราวว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวรสถานที่มงคล ซึ่งถัดมาได้เปลี่ยนเป็นราชประเพณีว่าในหลวงที่ยังมิได้ผ่านพิธีการพระบรมราชาภิเษก จะได้รับพระอิศริยขั้นชั่วครั้งคราวเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แทน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีชื่อเต็มเมื่อทรงรับการบรมราชาภิเษกแล้วว่าพระบาทสมเด็จพระบรมราเชนทร์รามาหัวหน้า ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศดวงอาทิตย์ตระกูล องค์ปรมาธิเบศ ตรีภูเขาวเนตรวรนาชู ดิลกรัตนราชชาติม้าวศรัย สมุทัยดโรมนต์ สากลจักรวาฬาธิเบนทร สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทรา ผู้สรรค์หัวหน้า ศรีวิบูลยคุณอกนิษฐ ฤทธิราเมศวรมหันต บรมทรงธรรมราเชนทร์ความชนะด้วยอำนาจ พระพรหมเทพาดิเทวดานฤบดินทร์ ภูเขาไม่ทรปรมาธิเบศ โลกเชษฐวิสุทธิ รัตนมกุฎประกาศ คตามหาพุทธังกูรบรมบพิตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่หัว ซึ่งอย่างกับพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทุกตัวเขียน ด้วยเหตุว่าณ เวลานั้น ยังไม่มีประเพณีที่จะควรจะมีพระปรมาภิไธยแตกต่างในแต่ละท่าน ถัดมา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระโปรดโปรดเกล้าฯ ให้ออกชื่อรัชกาลที่ ๒ ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดเยี่ยมหล้าสุลาลัย ตามนามของพุทธรูปที่ทรงโปรดให้สร้างอุทิศ รวมทั้งถัดมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระขอความปรานีโปรดเกล้าฯ ให้แปลงสร้อยนามเป็นท้องฟ้า และก็เฉลิมพระปรมาภิไธยใหม่เป็นพระบาทสมเด็จพระบรมราชดงษเชษฐ มเหศวรสุนทร สามเสวตรคชาดิศรมหาสวาไม่นทร์ สยารัษฎินทรวโรสูดดม บรมพระราชาธิราชราช พิลาศธาศิลปินชาธิราช บรมที่นารถยนต์บพิตร พระพุทธยอดเยี่ยมหล้านภาไลย ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เฉลิมชื่อใหม่เป็น พระบาทสมเด็จพระรามาหัวหน้าศรีสินทรมหาอิศรไพเราะ พระพุทธยอดเยี่ยมหล้านภาลัย พระราชตราลัญจกรประจำท่านในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ เป็นรูปครุฑยุดท้องนา เป็นพระราชเครื่องหมายของพระบรมพระนามาภิไธยว่าฉิม ตามความหมายของวรรณคดีไทย เป็นพญาครุฑ ลำดับพระบรมพระนามาภิไธย รวมทั้งพระปรมาภิไธย ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พุทธศักราช ๒๓๑๐ – พุทธศักราช ๒๓๒๖: ฉิม พุทธศักราช ๒๓๒๖ – พุทธศักราช ๒๓๕๑: สมเด็จพระเจ้าลูกคุณเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรไพเราะ พุทธศักราช ๒๓๕๑ – พุทธศักราช ๒๓๕๒: กรมพระราชวังบวรมหาอิศรเพราะ (กรมพระราชวังบวรสถานที่มงคล) พุทธศักราช ๒๓๕๒: สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวรมหาอิศรเพราะ (ชื่อชั่วครั้งคราวก่อนพิธีการราชาภิเษก) พุทธศักราช ๒๓๕๒ – พุทธศักราช ๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จพระบรมราเชนทร์รามาหัวหน้าฯ (พระปรมาภิไธย หรือ ชื่อเต็ม เมื่อทรงรับการบรมราชาภิเษก) พระบาทสมเด็จพระพุทธเยี่ยมหล้าสุลาลัย (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระขอความกรุณาปรานีโปรดเกล้าฯ ให้ออกนาม ตามนามของพุทธรูปที่ทรงโปรดให้สร้างถวาย) พระบาทสมเด็จพระบรมราชดงษเชษฐ มเหศวรสุนทร สามเสวตรคชาดิศรมหาสวาไม่นทร์ สยารัษฎินทรวโรสูดดม บรมจักรพัตราธิราชราช พิลาศธาศิลปินชาธิราช บรมที่นารถยนต์บพิตร พระพุทธเยี่ยมหล้านภาไลย (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระได้โปรดโปรดเกล้าฯ ให้แปลงสร้อยชื่อเป็น “ฟากฟ้า” และก็เฉลิมพระปรมาภิไธยใหม่) พระบาทสมเด็จพระรามาหัวหน้าศรีสินทรมหาอิศรเสนาะ พระพุทธเลิศเลอหล้านภาลัย (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เฉลิมชื่อใหม่) ครองบัลลังก์ เมื่อถึงวันที่ ๗ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๓๕๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จสิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคแก่ ขณะมีพระชนมายุได้ ๗๓ ปี นับเวลาสำหรับการเสด็จครองราชสมบัติได้นานถึง ๒๗ ปี สมเด็จพระเจ้าลูกยาคุณ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรเพราะ กรมพระราชวังบวรสถานที่มงคล ก็เลยได้เสด็จขึ้นทรงราชย์สืบพระราชสันตติวงศ์เป็นพระเจ้าอยู่หัวองค์ที่ ๒ ที่วงศ์สกุลจักรี การพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลที่ ๒ ได้ย้ายมาประกอบพิธีที่กลุ่มพระที่นั่งพระราชาธิราชสวรรค์ ด้วยเหตุว่าพระที่นั่งดุสิตมหาวัง ซึ่งทำขึ้นแทนพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาพระราชวัง อันเป็นสถานที่ประกอบพิธีขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกนั้นใช้เป็นสถานที่ตั้งศพ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกอยู่ ในรัชกาลต่อๆมาก็เลยใช้กลุ่มพระที่นั่งพระราชาธิราชสวรรค์เป็นสถานที่จัดแจงพิธีบรมราชาภิเษกรวมทั้งใช้พระที่นั่งดุสิตมหาพระราชวังเป็นสถานที่ตั้งศพ ภายหลังจากเสร็จพิธีบรมราชาภิเษก ท่านก็เลยเสด็จเลาะเมืองหลวงโดยกระบวนยกทัพ ตามโบราณราชประเพณี พระความสามารถสามารถ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย นับได้ว่าเป็นแผ่นดินทองคำที่วรรณกรรม ด้วยท่านมีพระความสามารถสามารถเป็นอย่างมากในด้านศิลป์ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสถาปัตยกรรม วรรณกรรม รวมทั้งการละคร มองเห็นได้จากมรดกทางวัฒนธรรมที่ท่านทรงเป็นผู้ผลิตไว้ให้กับคนรุ่นหลังรุ่นลูก พระปัญญาสามารถสามารถของท่านในศิลปกรรมด้านต่างๆหลายสาขา ดังจะขอยกตัวอย่างต่อแต่นี้ไป ด้านปฏิมากรรม พระพุทธธรรมไม่ศราชโลกธาตุดิลก เป็นพระประธานในอุโบสถวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เขตบางกอกใหญ่ จ.กรุงเทพฯ เป็นพุทธรูปปางมารวิชิต ศิลป์รัตนโกสินทร์ เล่ากันว่าหุ่นใบหน้าปั้นโดย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ และก็ที่ฐานของพุทธรูป ยังเป็นที่ตั้งพระบรมอัฐิของท่านอีกด้วย นอกเหนือจากการที่จะทรงเกื้อหนุนงานช่างด้านหล่อพุทธรูปแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยยังได้ทรงพระราชอุตสาหะปั้นหุ่นหน้าของพระพุทธธรรมไม่ศรราชโลกธาตุดิลก พระประธานในอุโบสถวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร อันเป็นพุทธรูปที่สำคัญยิ่งองค์หนึ่งของไทยด้วยท่านเอง ซึ่งลักษณะและก็หุ่นของพุทธรูปองค์นี้เป็นตัวอย่างที่ประดิษฐ์สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ ๒ นี้เอง ส่วนด้านการช่างความสามารถแล้วก็การแกะสลักลวดลายในรัชกาลของท่านได้มีความก้าวหน้าไปเป็นอย่างมาก แล้วก็ท่านเองก็ทรงเป็นช่างอีกทั้งการปั้นและก็การแกะสลักที่ช่ำชองยิ่งท่านหนึ่งอย่างยากที่จะหาใครเท่าได้ นอกเหนือจากฝีพระมือสำหรับการปั้นใบหน้าพระพุทธธรรมิศรราชโลกธาตุดิลกแล้ว ยังทรงสลักบานประตูพระวิหารพระศรีศากยมุนี วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร คู่หน้าด้วยท่านเองร่วมกับกรมหมื่นจิตรจงรักภักดี แล้วก็ทรงแกะหน้าหุ่นหน้าพระใหญ่รวมทั้งพระน้อยที่ทำมาจากไม้รักคู่หนึ่งที่เรียกว่าพระยารักใหญ่ แล้วก็พระยารักน้อยไว้ด้วย ด้านกลอน บทละครรำเรื่องอิเหนา พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ (ในรูปภาพ) ภาพจิตรกรรมเรื่องอิเหนา ตอนนางดอกไม้อ่านดอกลำเจียก ผลงานของคุณครูจักรจำพวก โปษชูฤต ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้รับการเชิดชูว่า เป็นยุคทองของวรรณคดียุคหนึ่งอย่างยิ่งจริงๆ ด้านกาพย์กลอนก้าวหน้าสูงสุด จนถึงมีคำพูดว่า “ในรัชกาลที่ ๒ นั้น คนไหนเป็นบทกลอนก็เป็นคนโปรด” ประพันธ์ที่โด่งดังเว้นเสียแต่ท่านเองแล้ว ยังมีกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ ๓) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส เพราะภู่ พระยาจังหวัดตรัง แล้วก็นายนรินทรธิเบศร์ (อิน) ฯลฯ ท่านมีพระราชนิพนธ์ที่เป็นกวีเยอะมาก ทรงเป็นเลิศบทกลอนด้านการแต่งบทละครอีกทั้งละครหลวงแล้วก็ละครนอก มีหลายเรื่องที่มีอยู่เดิมรวมทั้งทรงเอามาแต่งใหม่เพื่อใช้เพื่อสำหรับในการแสดงได้ อย่างเช่น รามเกียรติ์ อุณรุท และก็อิเหนา โดยเรื่องอิเหนานี้ เรื่องเดิมมีความยาวมากมาย ได้ทรงพระราชนิพนธ์ใหม่ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งจบ เกิดเรื่องยาวที่สุดของท่าน วรรณคดีสมาคมในรัชกาลที่ ๖ ได้เชิดชูให้เป็นเลิศบทละครรำที่แต่งดี ดีเยี่ยมที่สุดอีกทั้งเนื้อความ ทำนองร้อยกรองแล้วก็ขั้นตอนการเล่นอีกทั้งร้องรวมทั้งรำ นอกจากนั้นยังมีละครนอกอื่นๆยกตัวอย่างเช่น ไกรทองคำ สังข์ทองคำ ไชยเชษฐ์ หลวิชัยคาวี มณีพิชัย สังข์ศิลปชัย ได้ทรงเลือกเอาของโบราณมาทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นใหม่บางตอน แล้วก็ยังทรงพระราชนิพนธ์บทพากย์โขนอีกหลายชุด อาทิเช่น ชุดนางลอย ชุดบ่วงนาคบาศ แล้วก็ชุดพรหมาสตร์ ซึ่งล้วนมีความไพเราะเสนาะหูจับใจเป็นอมตะใช้แสดงมากระทั่งเวลานี้ ด้านดนตรี ซอสามสาย ซอคู่พระมือใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ท่านทรงพระราชทานนามว่าซอสายฟ้าฟาด บอกได้ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีพระปัญญาสามารถสามารถในด้านนี้มากพอๆกับด้านละครแล้วก็ฟ้อน อุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีที่ทรงถนัดรวมทั้งชื่นชอบเป็น ซอสามสาย ซึ่งซอคู่พระมือที่สำคัญได้พระราชทานนามว่า “ซอสายฟ้าฟาด” รวมทั้งเพลงพระราชนิพนธ์ที่โด่งดังมีชื่อเสียงกันดีเป็น “เพลงจันทร์ลอยเลื่อน” หรือ “พระจันทร์ (เลื่อน) ลอยฟ้า” แม้กระนั้นถัดมาชอบเรียกว่า “เพลงทรงสุบิน” เนื่องจากว่าเพลงมีนี้มีเกิดมาจากพระสุบิน (ฝัน) ของท่านเอง โดยเล่ากันว่าคืนวันหนึ่งภายหลังจากได้ทรงซอสามสายจนกระทั่งมืดค่ำ ก็เสด็จเข้าที่เข้าทางบรรทมแล้วทรงสุบินว่า ได้เสด็จไปยังดินแดนที่สวยสดงดงามดุจสรวงสวรรค์ในตรงนั้น มีดวงจันทร์อันแจ่มแจ้งได้