ศาสนาพุทธในประเทศศรีลังกา

พุทธในประเทศศรีลังกา พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: นิยามและก็ที่ไปที่มา เผยแพร่เมื่อ: ๐๖ เดือนมกราคม ๒๕๖๑ อ่าน: 15285 รูวันเวลิสเซยาเจดีย์ (อังกฤษ: Ruwanwelisaya Stupa) มหาเจดีย์ทรงโอคว่ำในเมืองอนุราธปุระ (อังกฤษ: Anuradhapura) ประเทศศรีลังกา พุทธได้แผ่กระจายจากอินเดียสู่ลังกาทวีป เมื่อราว ปี พุทธศักราช ๒๓๖ ในคราวที่พระผู้เป็นเจ้าต้นโศกมหาราช (อังกฤษ: Ashoka the Great) ทรงชุบเลี้ยงการสะสางพระธรรมวินัยครั้งที่ ๓ ในประเทศอินเดีย และก็ได้ส่งพระเถระผู้มีความรู้เข้าใจแจ่มแจ้งในพระธรรมวินัยไปเผยแผ่พุทธศาสนาในดินแดนต่างๆรวม ๙ สายร่วมกัน รวมทั้งใน ๙ สายนั้น สายหนึ่งได้มายังเกาะของชาวสิงหล (เป็นประเทศศรีลังกา ในขณะนี้) โดยการนำของพระมหินทเถระ ในรัชสมัยของพระผู้เป็นเจ้าเทวดานัมปิยตำหนิสสะ (อังกฤษ: Devanampiya Tissa) ที่อาณาจักรอนุราธปุระ (อังกฤษ: Anuradhapura period, ระหว่าง ๓๗๗ ปี ก่อน คริสต์ศักราช – คริสต์ศักราช ๑๐๑๗) ซึ่งเป็นกษัตริย์ของลังกาในตอนนั้น พุทธที่ไปสู่ลังกาในยุคนี้ เป็นพุทธแบบลัทธิเถรวาท พระมหินทเถระได้นำเอาพระไตรปิฎกรวมทั้งอรรถกถาไปสู่ลังกาด้วย การเดินทางไปสู่ลังกาของพระมหินทเถระในตอนนั้น เว้นแต่เป็นการเผยแผ่ศาสนาพุทธแล้ว ยังถือได้ว่าเป็นการปลูกฝังวัฒนธรรมของชาวลังกา เนื่องจากท่านไม่เพียงนำเอาพุทธศาสนาไปเพียงแค่นั้น ท่านยังได้นำเอาอารยะธรรม ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม เข้าไปด้วย ลำดับถัดมา พระนางอนุฬาเทวี มเหสีแล้วก็สตรีบริวารหลายชิ้น มุ่งมาดปรารถนาจะบรรพชาบ้าง พระผู้เป็นเจ้าเทวัญนัมปิยติเตียนสสะก็เลยทรงส่งภาควิชาราชทูตไปสู่ราชสำนักของพระผู้เป็นเจ้าโศก ทูลขอพระนางสังฆไม่ตตาพระเถระผู้หญิง รวมทั้งกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ ด้านขวามาสู่ลังกาทวีป และก็พระนางสังฆไม่ตตาพระเถระผู้หญิงเป็นอุปัชญาย์บวชบวชแก่สตรีชาวลังกา ได้ตั้งภาควิชาพระภิกษุณีขึ้นในลังกา ประวัติความเป็นมา พระมหินทเถระ อรหันต์ผู้นำทางจิตวิญญาณพุทธมายังเกาะลังกา การเปิดเผยแผ่พุทธที่เกาะลังกา เมื่อพระมหินทเถระ (บาลี: Mahinda, สันสกฤต: Mahendra ท่านเป็นพระลูกชายของพระผู้เป็นเจ้าต้นโศกมหาราช กำเนิดในอุจเจน เมืองมัธยประเทศ โดยประมาณพุทธศักราชที่ ๓) ได้รับมอบหมายจากอุปัชฌาย์ เป็นพระโมคคัลลีบุตความกำหนัดสสเถระ (บาลี: Moggaliputta-Tissa) ให้ไปเผยแผ่ศาสนาพุทธที่เกาะลังกาแล้ว ก็พินิจว่า ถึงเวลาเหมาะที่จะเดินทางไปหรือเปล่า ก็รู้ว่ายังไม่ควร เนื่องมาจากพระผู้เป็นเจ้ามุฏสีวะ ที่กรุงอนุราธปุระ ทรงชราภาพมากมาย ไม่สามารถที่จะชมเชยยกย่องศาสนาได้ ก็เลยรอเวลาถึง ๗ เดือน จนถึงพระผู้เป็นเจ้ามุฏสีวะเสด็จสิ้นพระชนม์ แล้วหลังจากนั้นพระผู้เป็นเจ้าเทวัญนัมปิยตำหนิสสะ (อังกฤษ: Devanampiya Tissa) บุตรชายขึ้นครองราชย์ถัดมา แล้วก็พระผู้เป็นเจ้าต้นโศกได้ทรงส่งของขวัญเยอะๆไปมอบให้ พร้อมด้วยธรรมเครื่องบรรณาการมีใจความว่า หม่อมฉันได้ถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม แล้วก็ สงฆ์ ว่าเป็นสรณะที่พึ่งพิงแล้ว ได้ปรากฏตัวเป็น อุบาสกในศาสนาที่ศากยลูก, เราแม้กระนั้นท่าน ผู้สูงสุดกวานรชน! ถึงท่านท่านก็ควรยังจิตให้ เลื่อมใสในอุดมวัตถุทั้งยัง ๓ กลุ่มนี้เถอะ ขอให้ทรง เข้าถึงรัตนะทั้งยัง ๓ นั้นว่าเป็นสรณะที่พึ่งพิง ด้วยพระเชื่อถือเถอะ. — — ที่มา: อรรถกถา มหาวิภังค์ ปฐมภาค เวรัญชกัณฑ์ หน้าต่างที่ ๕ (84000.org) อัมพัตถละเจดีย์ ผลิตขึ้นในจุดที่พระมหินทเถระ เจอกับพระผู้เป็นเจ้าเทวดานัมปิยตำหนิสสะ เป็นครั้งแรก ด้านในใส่พระบรมธาตุพระมหินทเถระ ทางด้านซ้ายที่เป็นหินสูงๆนั้น บนยอดสูงสุดเป็นจุดที่พระมหินทเถระ แล้วก็คณะสงฆ์ผู้ติดตาม ลงเหยียบพื้นเกาะลังกาเป็นครั้งแรก แล้วก็เป็นที่ที่สุมนเณร ประกาศรวมกันเทพเจ้า เพื่อฟังธรรมจากพระมหินทเถระ ในปี พุทธศักราช ๒๓๖ พระมหินทเถระ กับพระอิฏฏิยเถระ พระอุตตำหนิยเถระ พระภัททสาสเถระ พระสัมพลเถระ สุมนเณร (บุตรชายของพระนางสังฆไม่ตตา ) ซึ่งล้วนเป็นอรหันต์พร้อมปฏิสัมภิทา แล้วก็ภัณฑกอุบาสก ผู้ได้มองเห็นสัจจะแล้ว รวมเป็น ๗ ท่าน ได้บินไปทางอากาศ ไปที่มิสสกบรรพต หรือเจติยบรรพต หมายความว่าเทือกเขาที่เจดีย์ อยู่ทางทิศตะวันออก (ราว ๑๒ กิโล) ของเมืองอนุราธปุระ ในตอนนี้เรียกว่าไม่หินตเล หรือมหินทเล (อังกฤษ: Mihintale) แล้วก็ต่อจากมหินตเลนั้นมีอัมพัตถละเจดีย์ (อังกฤษ: Ambasthala Dagaba แสดงว่าเจดีย์บนเนินมะม่วง ) สถานที่ที่พระมหินทเถระ เจอกับพระผู้เป็นเจ้าเทวดานัมปิยว่ากล่าวสสะ ขณะเสด็จออกมาล่าสัตว์ เมื่อท่านทั้งคู่ได้เจอกัน พระมหินทเถระได้อวยพรว่า ขณะนี้ ประเทศอินเดียรุ่งโรจน์ไปด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ สลัดอบอวลไปด้วยลมชีไพร, ในประเทศอินเดียนั้น มีอรหันต์พุทธสาวกอย่างมากมาย ซึ่งเป็นผู้มีวิชชา ๓ รวมทั้งได้บรรลุฤทธิ์ ชำนิชำนาญทางเจโตปริยญาณ สิ้นอาสวะแล้ว — — ที่มา: อรรถกถา มหาวิภังค์ ปฐมภาค เวรัญชกัณฑ์ หน้าต่างที่ ๕ (84000.org) เมื่อพระเถระทดลองพระสติปัญญาของพระเจ้าแผ่นดินแล้ว รู้ดีว่าทรงเป็นบัณฑิต จะทรงสามารถทราบธรรมได้ ก็เลยแสดงจูฬหัตถิปโทเงื่อนสูตร ในเวลาจบคำอธิบาย พระเจ้าแผ่นดินพร้อมกับบริวารราวๆสี่หมื่นยังอยู่ในไตรสรณาคมน์ ประกาศตนเป็นชาวพุทธ พุทธก้าวหน้าในเกาะลังกา เมื่อพระผู้เป็นเจ้าเทวัญนัมปิยติเตียนสสะ เสด็จกลับแล้วพระมหินทเถระ มอบให้สุมนเณร ประกาศเวลาฟังธรรมทั่วเกาะลังกา เสียงประชาสัมพันธ์นั้นอื้อฉาวไปถึงพระพรหมโลก เมื่อพระเถระมองเห็นทวยเทพเทวดามาสัมมนากันเยอะแยะ ก็เลยแสดงสมจิตตสูตร ในเวลาจบเรื่อง เหล่าเทวดาโดยประมาณอสงไขยหนึ่งได้บรรลุธรรม นาคและก็สุบรรณจำนวนมากก็ได้ตั้งอยู่ในสรณคมน์ วันพรุ่งนี้พระมหากษัตริย์ส่งรถยนต์ไปรับพระเถระ และก็แผนกไปฉันรวมทั้งแสดงธรรมในพระราชสำนักกรุงอนุราธปุระ ท่านไม่ขึ้นรถ แต่ว่าบินมาทางอากาศ เมื่อพระเถระมองเห็นการบูชารวมทั้งสักการะบูชาของพระมหากษัตริย์แล้ว ก็มีความคิดว่า พุทธศาสนาจะแผ่ไปทั่วลังกาทวีป และก็ตั้งใจไม่หวั่นไหวดุจแผ่นดิน แล้วก็ได้แสดงเปตตวัตถุ วิมานวัตถุ และก็สัจจสังยุยงต โปรดพระเจ้าแผ่นดินและก็ชาวเกาะ สตรีในวัง ๕๐๐ ที่มีพระนางอนุฬา เป็นผู้นำ ได้เสร็จเป็นพระโสดาบัน แล้วก็แสดงอาสิวิโสเงื่อนสูตร มีผู้บรรลุพระโสดาบัน ๑,๐๐๐ คน ติเตียนสสะมหารามเจดีย์ (อังกฤษ: Tissamaharama Dagoba) อยู่ด้านในติเตียนสสะมหารามราชมหาวิหาร ในวันถัดมา พระเถระแสดงธรรม มีผู้บรรลุธรรม ๒,๕๐๐ คน กษัตริย์มอบพระราชสวนนันทวัน (อังกฤษ: Mahamegavana) เป็นวัดที่แรกบนเกาะลังกา ชื่อว่าตำหนิสสะมหารามราชมหาวิหาร (บาลี: Tissamaharama Raja Maha Vihara, สิงหล: තිස්සමහාරාම රජ මහා විහාරය) พระเถระแสดงธรรมที่สวนนี้แต่ละวันตรงเวลา ๗ วัน มีผู้บรรลุธรรม ๘,๕๐๐ คน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสวนนันทวันก็ได้ชื่อว่าโชติวัน เนื่องจาก เป็นสถานที่ศาสนาปรากฏความเจริญรุ่งเรืองขึ้น นอกนั้น อำมาตย์ชื่ออริฏฐะ กับพี่ชายรวมทั้งน้องชายรวม ๕๕ คน ได้บวช แล้วก็บรรลุเป็นอรหันต์ ทำให้ราชเชื้อสายมีเจ้าพี่เจ้าน้อง ๑๐ องค์ กำเนิดความเชื่อถือ ในตอนนั้นได้มีอรหันต์ ๖๒ รูป (๗+๕๕) เข้าจำพรรษาแรกที่เจติยบรรพต การเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาติดตั้งที่เกาะลังกา ในเวลาถัดมา ภายหลังจากเสร็จสมบูรณ์การจำพรรษาที่เจติยบรรพต แล้ว เมื่อถึงเวลาวันออกพรรษา พระมหินทเถระ ได้ทูลกับพระผู้เป็นเจ้าเทวดานัมปิยตำหนิสสะ ความว่า มหาเซยาเจดีย์ (อังกฤษ: Mahaseya Stupa) ที่ไม่หินตเล ด้านในใส่พระบรมสารีริกธาตุส่วนพระอุณหิส (หน้าผาก) ที่พระผู้เป็นเจ้าต้นโศกพระราชทานมา “อาตมามิได้เฝ้าพระพุทธเจ้ามานานแล้ว อยู่อย่างไม่มีที่พึ่งพิง ต้องการจะไปยังประเทศอินเดีย” พระเจ้าแผ่นดินบอกว่า “ท่านผู้เจริญ บุญคุณเจ้าได้บอกแล้วไม่ใช่หรือ พระพุทธเจ้าตายแล้ว” พระเถระทูลว่า “มหาบพิตร ถึงแม้ท่านตายรวมทั้งจริง ถึงแบบงั้นพระสรีรธาตุของท่านยังอยู่” กษัตริย์พูดว่า “กระผมทราบ ท่านผู้เจริญ บุญคุณท่านมุ่งหวังค์หวังการผลิตพระเจดีย์” แล้วบอกถัดไปว่า “ท่านผู้เจริญ กระผมจะสร้างพระเจดีย์ นิมนต์บุญคุณณเจ้าเลือกพื้นที่ในเวลานี้เหอะ อนึ่ง ผมจะได้พระบรมธาตุแม้กระนั้นที่แห่งไหน ท่านผู้เจริญ” พระเถระทูลว่า “มหาบพิตร ทรงขอคำแนะนำกับสุมนเณรดูเถิด” แล้วต่อจากนั้น พระเถระสั่งให้สุมนเณร ผู้เป็นบุตรชายของพระนางสังฆไม่ตตา ไปเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าต้นอโศก ที่เมืองขว้างฏลีบุตร แล้วขออนุญาตพระบรมสารีริกธาตุที่อยู่ในครองเพื่อมาตั้งที่เกาะลังกา พระผู้เป็นเจ้าโศกทรงยินดีรับบาตรจากมือเณรใส่พระบรมธาตุมอบให้ เณรรับพระบรมธาตุนั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าท้าวสักกเทวราช ทรงขอให้พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุรากขวัญ (กระดูกไหปลาร้า) เบื้องขวา เมื่อท้าวสักกเทวราชมอบให้แก่เณรแล้ว ก็จะนำไปติดตั้งไว้ภายในเจติยบรรพต ในคราวนั้น พระเถระแล้วก็พระมหากษัตริย์ รวมถึงชาวเกาะทั้งหมดทั้งปวง ต้อนรับพระบรมธาตุ โดยมีพระมหินทเถระ เป็นผู้นำ ใส่พระบรมธาตุที่พระผู้เป็นเจ้าต้นอโศกธรรมราชา ทรงพระราชทานมา ไว้ที่เจติยบรรพต แล้วชักชวนพระบรมธาตุรากขวัญเบื้องขวาไปมหานาควันสวน ในตอนเวลาบ่าย ในขณะนั้นกษัตริย์ทรงทำบูชาสักการะบูชาพระบรมธาตุ แล้วประทับบนคอช้างตัวดีเลิศ ทรงกันฉัตรขาวด้วยท่านเองบนเศียรช้างมงคล เสด็จถึงสวนพอดิบพอดี ทรงรำพันว่า ถ้าหากว่านี้เป็นพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าไสร้ ฉัตรขาวควรเบนออกไป ช้างมงคลควรยอตัวลงบนพื้น ขอให้ผอบใส่พระบรมสารีริกธาตุควรมาตั้งอยู่บนกระหม่อมของพวกเรา ซึ่งก็เป็นไปตามอย่างที่ทรงอธิษฐาน ก็เลยมีความปีตำหนิเป็นอย่างมาก เมื่อพระเถระทูลว่า ให้วางผอบใส่พระบรมสารีริกธาตุไว้บนตระพองช้าง ช้างก็มีความยินดี โด่งดังเสียงดุจเสียงนกกระเรียน มีฝนโบกขรพรรษ ตกลงมา แผ่นดินใหญ่ไหวจนกว่าจะถึงที่สุดน้ำ มีอันให้ทราบดีว่า พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าจะตั้งแล้วในเกาะลังกา ส่วนช้างนั้นก็เดินไปยังสถานที่จะสร้างพระเจดีย์ เป็นเช็ดขว้างราม (อังกฤษ: Thuparamaya Pagoda) ซึ่งเป็นที่ตั้งบริโภคเจดีย์ของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆถึง ๓ ท่าน พระเถระทูลพระเจ้าแผ่นดินให้สร้างเจดีย์มีลักษณะดังกองข้าวเปลือก เมื่อสามัญชนมาสัมมนากันเพื่อสังสรรค์พระบรมธาตุที่เช็ดขว้างรามนั้น พระบรมธาตุได้แสดงยมกปาฏิหาริย์ คล้ายกับที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงในโคนต้นคันฑามพฤกษ์ ใกล้กรุงสาวัตถี ด้วยพุทธานุภาพ ที่ทรงอธิษฐานไว้ เรื่องราวเกาะลังกาเกี่ยวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจดีย์เช็ดขว้างราม ที่เมืองอนุราธปุระ ข้างในใส่พระบรมสารีริกธาตุส่วนพระรากขวัญเบื้องขวา และก็เคยเป็นที่ตั้งของบริโภคเจดีย์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในสมัยก่อน ๓ ท่าน เนื้อความในอรรถกถาเขียนเริ่มต้นไว้ว่า “ดังได้สดับมา ในสมัยโบราณ ทวีปนี้ (เกาะลังกา) ได้มีชื่อว่า…” ขอชูมากมายล่าวอปิ้งย่อๆว่า ในครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้านามว่ากกุสันธะ เกิดขึ้นแล้วในโลก ทวีปนี้ (เกาะลังกา) ได้มีชื่อว่าโอชทวีป ยุคนั้น ถึงความพินาศด้วยโรคไข้เซื่องซึม พระผู้มีพระภาคทรงตรวจตราสัตวโลกด้วยพุทธดวงตา ได้เสด็จมาที่เกาะลังกาพร้อมกับภิกษุ ๔๐,๐๐๐ รูป ด้วยพุทธานุภาพ โรคนั้นก็สงบลง เมื่อโรคสงบลง ทรงแสดงธรรม มีผู้บรรลุธรรม ๘๔,๐๐๐ คน เมื่อจะเสด็จกลับ ได้ประทานธมแขนก (ที่กรองน้ำ) คนกรุงสร้างเจดีย์ที่เดียวกับเช็ดขว้างราม ใส่ธมมือก นั้นไว้ภายใน แล้วก็ทรงให้พระสาวกนามว่าพระมหาเทวะ อยู่ที่เกาะนี้เพื่อสอนสามัญชน ในยุคพระผู้มีพระภาคนามว่าโกนาคมน์ ทวีปนี้ (เกาะลังกา) ได้มีชื่อว่าวรทวีป ยุคนั้น กำเนิดฝนไม่ตก สินค้าต่างๆมีราคาแพง มีความอดยาก ทรงดูตรวจทานสัตวโลกด้วยพุทธจักขุ ทรงพระมหาได้โปรดกรุณาเสด็จมาที่เกาะนี้พร้อมทั้งภิกษุ ๓๐,๐๐๐ รูป เมื่อเสด็จไปถึง ฝนก็ตกต้องตามฤดู ภิกขาหาได้ง่าย ด้วยพุทธานุภาพ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม มีผู้บรรลุธรรม ๘๔,๐๐๐ คน ทรงโปรดให้พระมหาสุมน ซึ่งมีภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปเป็นบริวาร อยู่ที่เกาะนี้ รวมทั้งประทานประคดเอว ชาวกรุงได้สร้างพระเจดีย์ที่เดียวกับเช็ดขว้างราม ใส่ประคดเอว นั้นไว้ใน ในยุคพระผู้มีพระภาคชื่อว่ากัสสป ทวีปนี้ (เกาะลังกา) ได้มีชื่อว่ามัณฑทวีป ยุคนั้น ชาวเกาะมีการทะเลาะเบาะแว้ง ยื้อแย่งกัน ย่อมถึงความหายนะ พระผู้มีพระภาคทรงตรวจสอบสัตวโลกด้วยพุทธจักขุ ได้เสด็จมากับภิกษุ ๒๐,๐๐๐ รูป เพื่อยับยั้งการโต้เถียง แล้วทรงแสดงธรรม มีผู้บรรลุธรรม ๘๔,๐๐๐ คน ทรงให้พระเถระนามว่าสัพพนันคราว และภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปเป็นบริวารอยู่ที่เกาะนี้ แล้วก็ประทานผ้าสรงน้ำ คนเมืองได้สร้างเจดีย์ที่เดียวกับเช็ดขว้างราม ใส่ผ้าสรงน้ำ นั้นเอาไว้ภายใน เกลานิยาเจดีย์ ที่วัดเกลานิยาราชมหาวิหาร ริมฝั่งแม่น้ำเกลานิ กรุงโคลัมโบ เช้าใจกันว่าด้านในใส่บัลลังก์ทองที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยประทับนั่งแสดงธรรม คราวเสด็จมาลังกาครั้งลำดับที่สาม แล้วก็ที่วัดนี้เอง ที่คณะสงฆ์จากมอญ เดินทางมาบวชเมื่อราว ๕๐๐ ปีกลาย แล้วนำกลับไปเผยแผ่ที่มอญประเทศ (ประเทศพม่า) เรียกว่านิกายสีมากัลยา อันเป็นต้นตระกูลพระธรรมยุติกนิกาย ของไทย บริโภคเจด