ศาสนาพุทธ

พุทธ พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: นิยามรวมทั้งภูมิหลัง เผยแพร่เมื่อ: ๐๘ เดือนสิงหาคม ๒๕๖๐ อ่าน: 5945 ศาสนาพุทธ หรือพุทธ (บาลี: buddhasāsana พุทฺธสาสนา, สันสกฤต: buddhaśāsana ศาสนาพุทธ) เป็นศาสนาที่มีพระพุทธเจ้า หรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดา (เป็น ผู้จัดตั้งศาสนา หรือ คนคิดค้น เริ่มสำหรับเพื่อการนำคำสั่งสอนไปเผยแผ่) มีพระธรรมเป็นธรรมะซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงศึกษาค้นพบและก็นำออกเผยแผ่ หรือคำอบรมสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามธรรมชาติของทุกข์ และก็กระบวนการดับทุกข์ (ธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงศึกษาและทำการค้นพบนั้น เป็นสิ่งที่มีอยู่เดิมทีแล้ว มิได้เกิดขึ้นพร้อมพระพุทธเจ้า แต่ว่าทรงเป็นผู้ค้นพบแล้วเอามาประกาศ) มีภิกษุเป็นกลุ่มสาวกผู้ซึ่งฟังคำอบรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเลื่อมใส สละเรือนบวช ถือความประพฤติ ทำตามพระธรรมวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอบรมรวมทั้งกำหนดไว้ รวมเรียกว่าพระรัตนตรัย ดังนี้ พระในพระรัตนตรัย คือเฉพาะพระอริยสงฆ์หมายถึงบุคคลไม่ว่าฆราวาสหรือบรรพชิต และไม่ว่ามนุษย์หรือเทพเจ้า ที่ประพฤติตามธรรมจนได้บรรลุมรรคผล แม้กระนั้นโดยปกติมักรู้เรื่องว่าสงฆ์เป็นภิกษุ หรือพระภิกษุณีหมายถึงมนุษย์ที่ได้ฟังคำกล่าวสอนแล้วกำเนิดความศรัทธาจนกระทั่งสละเรือนบวชตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าต้องการจะได้บรรลุธรรมตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอบรมไว้ พุทธยังมีคำกล่าวสอนสำหรับเพื่อการดำเนินชีวิตที่ดีเลิศสำหรับคนที่ยังไม่บวช (ฆราวาส เป็นอุบาสก อุบาสิกา) ซึ่งถ้าเกิดรวมจำพวกบุคคลที่เชื่อถือแล้วก็เรียนทำตัวตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว แบ่งได้เป็น ๔ จำพวก เป็นภิกษุ พระภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา หรือที่เรียกว่าพุทธบริษัท ๔ นักปั้นรรมหินแปร (Schist) ศิลป์แบบคันธาระ ในราวคริสต์ศตวรรษที่ ๒ แสดงถึงความสุภาพแล้วก็เลื่อมใสในพระรัตนตรัยของพุทธบริษัท ๔ ประติมากรรมชิ้นนี้ได้จัดโชว์ที่พิพิธภัณฑสถานชาติพันธุ์วิทยาที่กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี พุทธเป็นศาสนาอเทวนิยม ไม่ยอมรับการมีอยู่ของพระเจ้าหรือพระผู้ผลิต และก็เชื่อในสมรรถนะของผู้คนว่า ทุกคนสามารถปรับปรุงจิตใจ ไปสู่ความเป็นคนที่บริบูรณ์ได้ ด้วยความพยายามของตัวเอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง พุทธ สอนให้มนุษย์บันดลชีวิตของตน ด้วยผลที่ความประพฤติปฏิบัติของตัวเอง ตามกฎแห่งกรรม ไม่ได้มาจากการเรียกร้องขอจากพระผู้เป็นเจ้าแล้วก็สิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกกายหมายถึงให้พึ่งพาตัวเอง เพื่อพาตนเองออกมาจากกองทุกข์ มีเป้าหมายเป็น การสอนให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานทั้งผองในโลกด้วยแนวทางสร้างสติปัญญา สำหรับในการอยู่กับความทุกข์ทรมานอย่างรู้ทันตามจริง จุดหมายสูงสุดของศาสนาพุทธเป็นการหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานทั้งมวล แล้วก็วัฏจักรการเวียนว่ายตายเกิด เหมือนกันกับที่พระศาสดาทรงหลุดพ้นได้ด้วยกำลังปัญญาและก็ความเพียรพยายามของท่านเอง ในฐานะที่ท่านก็ทรงเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ทวยเทพเทวดาหรือนักการทูตของพระผู้เป็นเจ้าองค์ใด ข้างหลังพุทธตาย พระธรรมวินัยที่ท่านทรงอบรม ได้ถูกสะสมเป็นหมวดหมู่ด้วยการสะสางพระธรรมวินัยหนแรก กระทั่งมีการเก็บขึ้นเป็นพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ไม่มีความเคลื่อนไหวมาตลอดของข้างหินยาน ที่ยึดหลักไม่ยินยอมเปลี่ยนคำกล่าวสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่าสำหรับเพื่อการสะสางพระธรรมวินัยครั้งลำดับที่สอง ได้กำเนิดแนวคิดเห็นที่ต่างออกไป ว่าพระธรรมวินัยสามารถเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนได้ตรงเวลาและก็เหตุการณ์เพื่อความมีชีวิตรอดที่พุทธ แนวความคิดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นก็เลยได้เริ่มก่อตัวแล้วก็แตกสายออกเป็นนิกายใหม่ในชื่อของอาจริยวาท ทั้งคู่นิกายได้แตกนิกายย่อยไปอีกแล้วก็แผ่ขยายออกไปทั่วดินแดนทวีปเอเชียและก็ใกล้เคียง หลักฐานรากสำคัญของปฏิจสมุปบาท เป็นเพียงแต่หลักเดียวที่เป็นคำสั่งสอนด้วยกันของคติพุทธ ตอนนี้ พุทธได้เผยแผ่ไปทั้งโลก โดยมีปริมาณผู้เชื่อถือจำนวนมากอยู่ในทวีปเอเชีย ทั้งยังในทวีปเอเชียกึ่งกลาง ทวีปเอเชียทิศตะวันออก รวมทั้งเอเซียอาคเนย์ ปัจจุบันนี้พุทธมีผู้เชื่อถือกระจัดกระจายไปทั้งโลก ราวๆ ๗๐๐ ล้านคน ด้วยมีผู้เชื่อถือในหลายประเทศพุทธก็เลยเป็นศาสนาสากล ส่วนประกอบ สิ่งยกย่องสูงสุด พระรัตนตรัยหมายถึงสรณะที่พึ่งพิงอันเป็นเยี่ยมในพุทธ โดยคำว่าสรณะ นั้น คือ สิ่งที่ให้ศาสนิกชนถือเอาเป็นตัวอย่าง หรือ ให้เอาเป็นเยี่ยงอย่าง แม้กระนั้นไม่ได้มีความหมายว่าเมื่อเคารพนับถือแล้วจะดลใจสิ่งต่างๆตามอยากได้ พระรัตนตรัยนั้นมีองค์สาม (สามสรณะ) ยกตัวอย่างเช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นคนที่บำเพ็ญสั่งสมบารมีมาหลายโลกชาติ กระทั่งชาติในที่สุดกำเนิดเป็นมนุษย์ แล้วอาศัยความอุตสาหะรวมทั้งเชาวน์ ปฏิบัติจนได้บรรลุสิ่งที่มีความต้องการเป็นธรรมอันเป็นเครื่องออกมาจากทุกข์ แล้วจึงทรงแนะนำหรือบอกทางให้คนอื่นเอาอย่าง พระธรรม คือ ธรรมะซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงศึกษาและทำการค้นพบแล้วก็นำออกเผยแผ่ หรือคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามธรรมชาติของทุกข์แล้วก็แนวทางการดับทุกข์ ธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงศึกษาค้นพบนั้น เป็นสิ่งที่มีอยู่แรกเริ่มแล้ว มิได้เกิดขึ้นพร้อมพระพุทธเจ้า แต่ว่าทรงเป็นผู้ค้นพบแล้วเอามาประกาศ พระ คือ กลุ่มสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ซึ่งฟังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเลื่อมใส สละเรือนบวช ถือความประพฤติ ปฏิบัติ ตามพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าสอนและก็กำหนดไว้ พระภิกษุในพระรัตนตรัย หมายความว่าเฉพาะพระอริยสงฆ์หมายถึงบุคคลไม่ว่าฆราวาสหรือบรรพชิต และไม่ว่ามนุษย์หรือเทพ ที่ประพฤติตามธรรมจนได้บรรลุมรรคผล แม้กระนั้นโดยธรรมดามักรู้เรื่องว่าภิกษุเป็นภิกษุ หรือพระภิกษุณีหมายถึงมนุษย์ที่ได้ฟังคำกล่าวอบรมสั่งสอนแล้วกำเนิดความเลื่อมใสศรัทธาจนกระทั่งสละเรือนบวชตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยเหตุว่าต้องการจะได้บรรลุธรรมตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอบรมสั่งสอนไว้ ศาสดา พระวัวโคลนตมพระพุทธ ศาสดาของพุทธ มีนามเดิมว่า พระราชโอรสสิทธัตถะ คลอดในสวนลุมพินีวัน ตรงกับวันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๖ เมื่อ ๘๐ ปีกลายพ.ศ. ศาสดาของพุทธ เป็นพระวัวโคลนตมพระพุทธเจ้า มีนามเดิมว่าพระราชโอรสสิทธัตถะ กำเนิดในดินแดนประเทศอินเดีย ตรงกับวันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๖ เมื่อ ๘๐ ปีกลายพ.ศ.ในสวนลุมพินีวัน พระราชโอรสสิทธัตถะผู้เป็นโอรสของพระผู้เป็นเจ้าสุทโธทนะ แล้วก็พระนางสิริมหามายา ทรงครอบครองตำแหน่งรัชทายาท ผู้สืบทอดราชบัลลังก์กรุงกบิลพัสดุ์ ที่ประเทศสักกะ แล้วก็เมื่อพระชนมายุ ๑๖ ปี ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าฟ้าหญิงยโสธรา ที่เมืองเทวทหะ ถัดมาเมื่อพระชนมายุ ๒๙ ปี มีพระลูกชาย ๑ ท่านชื่อว่าราหุล ในปีเดียวกัน ท่านชมเทวทูตทั้งยัง ๔ เป็นคนชรา คนบาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต และก็สมณะ ก็เลยทรงวินิจฉัยใจออกอุปสมบทเป็นสมณะ เพื่อสืบหาการเป็นอิสระจากทุกข์ เป็นความแก่ เจ็บ แล้วก็ตาย ในปีเดียวกันนั้นในริมฝั่งแม่น้ำอโนมานหน แล้วก็ภายหลังจากออกบวชมา ๖ ปี ทรงประกาศการศึกษาค้นพบว่า การหลุดพ้นจากทุกข์ทำได้ด้วยการฝึกหัดจิตด้วยการก้าวหน้าสติ มีศีล สมาธิ และก็สติปัญญา จนถึงสามารถทราบทุกอย่างตามจริงว่ากลุ้มใจ เนื่องจากว่าทุกสิ่งไม่สมบูรณ์ ไม่แน่นอน แล้วก็บังคับให้เป็นดังหัวใจมิได้ กระทั่งมองไม่เห็นสิ่งใดควรจะตั้งมั่นถือมั่น หลุดพ้นจากกิเลสทั้งหมด กระทั่งได้ทรงบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นการรู้แจ้งเห็นจริง อริยสัจ ๔ ขณะมีพระชนมายุได้ ๓๕ ปี ที่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ตำบลยิ่งใหญ่เวลาเสนานิคม แล้วต่อจากนั้นท่านได้ออกประกาศสิ่งที่ท่านรู้ตลอดพระชนม์ชีพ ตรงเวลากว่า ๔๕ ปี ทำให้พุทธดำรงมั่นคงในฐานะศาสนาลำดับที่หนึ่งอยู่ในประเทศอินเดียภาคเหนือ กระทั่งท่านได้เสด็จดับขันธ์ตาย เมื่อพระชนมายุได้ ๘๐ ปีในสาลวโนทยาน (ในวันขึ้น ๑๕ เย็นเดือน ๖) หนังสือ พระธรรมมีกำ ๘ ซี่ หมายคืออริยมรรคมีองค์ ๘ ในทางศาสนาพุทธ หลักธรรมคำอบรมสั่งสอนทางศาสนาพุทธ ในสมัยก่อนที่จะบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ใช้แนวทางท่อง (มุขปาฐะ) โดยใช้กรรมวิธีการแบ่งให้พระสงฆ์หลายๆกรุ๊ป รับผิดชอบท่องในแต่ละเล่ม เป็นเครื่องไม้เครื่องมือช่วยสำหรับในการรักษาความถูกต้องชัดเจนของคำสอน จนกระทั่งได้เกิดอักษรเขียนที่เอาอย่างเสียงเกิดมาที่สามารถรักษาความถูกต้องแน่ใจของคำกล่าวอบรมสั่งสอนเอาไว้ได้แทนอักษรภาพแบบเก่าสุดที่รักษาความถูกต้องแน่ใจมิได้ ก็เลยได้มีการบันทึกพระธรรมและก็พระระเบียบเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นภาษาบาลี รักษาไว้ในตำราเรียกว่า “พระไตรปิฎก ” ที่สามารถแยกออกได้เป็น ๓ หมวดหลัก เป็นต้นว่า พระระเบียบปิฎก กล่าวถึงระเบียบหรือศีลของภิกษุ พระภิกษุณี พระสุตตันตปิฎก กล่าวถึงพระธรรมทั่วๆไป แล้วก็เรื่องราวต่างๆพระอภิธรรมปิฎก เกี่ยวกับธรรมะที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งธรรม หรือธรรมะที่แสดงถึงสถานการณ์ล้วนๆไม่มีการสมมุติ ผู้สืบทอด ผู้สืบทอดในทางพุทธ เช่นพุทธบริษัท ๔ อันหมายความว่า ชาวพุทธ ชาวพุทธ พุทธสาวก อันเป็นกรุ๊ปผู้ด้วยกันเชื่อถือ ด้วยกันเล่าเรียนรวมทั้งด้วยกันรักษาศาสนาพุทธไว้ มีดังนี้ ผู้เชื่อในศาสนาพุทธที่ได้บรรพชาเพื่อเรียน ทำตามคำสั่งสอน (ธรรม) แล้วก็คำบัญชา (ระเบียบ) และก็มีบทบาทเผยแผ่พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกว่าภิกษุ ในกรณีที่เป็นผู้ชาย และก็พระภิกษุณี ในกรณีที่เป็นผู้หญิง ลักษณะการอุปสมบทสำหรับภิกษุหรือพระภิกษุณี เรียกว่าการบรรพชา สำหรับคนที่บรรพชาตั้งแต่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ ๒๐ ปี จะเรียกว่าเป็นเณร สำหรับเด็กผู้ชาย และก็สามเณรี สำหรับเด็กสาว ลักษณะการอุปสมบทสำหรับเณรหรือสามเณรี จะเรียกว่าการบวช ฆราวาส ทั้งยังชายรวมทั้งหญิง ที่เชื่อถือศาสนาพุทธ เรียกว่าอุบาสก รวมทั้งอุบาสิกา เป็นลำดับ ประวัติย่อ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรประกาศพระธรรมจักรเป็นครั้งแรกแก่ปัญจวัคคีย์ในป่าอิสิปตนสัตว์ป่าทายวัน ตำบลเมืองพาราที่สี และก็เป็นวันที่เกิดขึ้นมีสงฆ์ครบเป็นองค์พระรัตนตรัยหนแรกในโลก มองบทความหลักที่: เรื่องราวพุทธ มองบทความหลักที่: พุทธในประเทศไทย ภายหลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหยั่งรู้แล้ว ได้เสด็จไปโปรดพระปัญจวัคคีย์ในป่าอิสิปตนสัตว์ป่าทายวัน ตำบลเมืองพาราที่สี ท่านได้ทรงแสดงธัมมจะกัปปวัตตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์ สำเร็จให้พระโกณฑัญญะ บรรลุเป็นพระโสดาบัน แล้วก็บอกขอบวช นับเป็นพระองค์แรกในโลกในยุคพุทธกาล ท่านได้เสด็จไปเผยแผ่ศาสนาพุทธดังที่ต่างๆในประเทศอินเดียนานกว่า ๔๕ ปี ตราบจนกระทั่งตาย วันหลังการตายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้กำเนิดการขัดกันอันมีสาเหตุมาจากการตีความหมายพระธรรมคำสอนรวมทั้งพระระเบียบขัดแย้ง ก็เลยมีการปรับแต่งโดยมีการทำสะสางกลอนพระธรรมวินัยที่ถูกไว้เป็นหลักฐานสำหรับยึดมั่นเป็นแบบแผนถัดไป ก็เลยนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการสะสางพระไตรปิฎก และก็สำหรับเพื่อการสะสางพระไตรปิฎกครั้งที่ ๒ นี้เองที่ศาสนาพุทธแตกออกเป็นหลายนิกายกว่า ๒๐ นิกาย แล้วก็สำหรับการสะสางพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓ ในรัชสมัยพระผู้เป็นเจ้าต้นโศกมหาราช ท่านได้ทรงแต่งสมที่ราชทูต ๙ สายออกไปเผยแผ่ศาสนาพุทธ จนกว่าศาสนาพุทธแผ่กว้างไปอย่างมากมาย พุทธมีความรุ่งโรจน์แล้วก็ความเสื่อมถอยสลับกัน เพราะการผลักดันและสนับสนุนของผู้มีอิทธิพลดูแลในแต่ละเขตแดน แม้กระนั้นในรูปภาพรวมแล้ว ศาสนาพุทธในประเทศอินเดียเริ่มอ่อนแอลงข้างหลังพุทธศักราชที่ ๑๕ เป็นต้นมา โดยศาสนาฮินดู ได้เข้ามาแทนที่ เหมือนกันกับการเสื่อมโทรมของศาสนาพุทธในทวีปเอเชียกึ่งกลาง จีน ประเทศเกาหลี ในระหว่างที่พุทธได้เข้าไปตั้งใจอยู่ในประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศในเอเซียอาคเนย์ ถัดมา ในพุทธศักราชที่ ๒๕ พักหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา พุทธเริ่มเป็นที่น่าสนใจหัวใจของชาวต่างชาติเยอะขึ้น รวมทั้งได้มีการตั้งหน่วยงานทางศาสนาพุทธสุดยอดโดยพุทธศาสนิกชนจากทวีปเอเชีย ยุโรป แล้วก็อเมริกาเหนือรวม ๒๗ ประเทศ ที่ศรีลังกา เมื่อปีพ.ศ. ๔๙๓ ในชื่อ “หน่วยงานพุทธศาสนิกสมาคมที่โลก ” หลักธรรมสำคัญของศาสนาพุทธ อริยสัจ ๔ รูปภวจักร หรือสังสารจักรของประเทศทิเบต แสดงถึงอวิชชา เป็นผลการขาดสติปัญญาสำหรับเพื่อการรู้เท่าทันเหตุกำเนิดที่ทุกข์ (สมุทัย) ทำให้จะต้องเวียนว่ายตายกำเนิดอยู่ในกองทุกข์ทั้งผองไม่จบสิ้น อริยสัจ เป็นหลักคำกล่าวอบรมสั่งสอนหนึ่งของพระวัวโคลนตมพระพุทธเจ้า แสดงว่าเรื่องจริงอันดีเลิศ ข้อเท็จจริงของพระประเสริฐ หรือความเป็นจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงเปลี่ยนเป็นเจริญ มีอยู่ ๔ ประการ เป็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ๑. ทุกข์ ในทางพุทธ เป็นไตรลักษณ์ (หลักสัจจธรรมของศาสนาพุทธ) เป็นลักษณะภาวะเบื้องต้นธรรมชาติอย่างหนึ่ง จากทั้งหมดทั้งปวง ๓ ลักษณะ ที่ศาสนาพุทธได้สอนให้เข้าใจในเรื่องเหตุลักษณะที่ทุกสิ่งที่เป็นไปภายใต้กฎไตรลักษณ์ อันเช่น (๑) ไม่แน่นอน เป็นความไม่เที่ยง (๒) ทุกขัง เป็นความทนทานอยู่ตามเดิมได้ยาก (๓) อนัตตา เป็นความไม่มีตัวตน ๒. เหตุที่ทุกข์ (สมุทัย) อาทิเช่นปฏิจจสมุปบาท (หลักเลื่อมใสของศาสนาพุทธ) ศาสนาพุทธสอนว่า ความทุกข์ใจ มิได้มีเหตุที่เกิดจากสิ่งใดบันดาล แม้กำเนิดแต่ว่าเหตุรวมทั้งต้นเหตุต่างๆมาสัมมนาพร้อม โดยมีรากมาจากความไม่รู้หรืออวิชชา ๓. ความดับทุกข์