พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: รัตนโกสินทร์ ประเทศไทยรวมทั้งไทย เผยแพร่เมื่อ: ๒๐ เดือนเมษายน ๒๕๖๑ อ่าน: 4449 พระบรมสาทิสลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระเจ้าอยู่หัวไทยรัชกาลที่ ๓ ในวงศ์สกุลจักรี ท่านมีสกุลตำแหน่งชั้นม.จ.นามว่าม.จ.ชายทับ เป็นบุตรชายท่านใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ในตอนนั้น ท่านทรงดำรงพระอิสริยยศที่สมเด็จพระเจ้าลูกคุณ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงอิศรเสนาะ ) เกิดแม้กระนั้นเจ้าจอมมารดาเรียม (วันหลังได้รับแต่งตั้งเป็นสมเด็จพระศรีสุลาไลย ) ทรงเสด็จพระราชการเกิดเมื่อวันจันทร์ แรม ๑๐ เย็น เดือน ๔ ปีแพะ ตอนค่ำ ๑๐.๓๐ น. (สี่ทุ่มครึ่ง) ตรงกับวันที่ ๓๑ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๓๓๐ในวังกรุงธน (บ้างก็เรียกว่าพระราชสำนักเดิม ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยารอบๆปากคลองบางกอกใหญ่) ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ท่านทรงเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๙ ขึ้น ๗ เย็น ปีลิง ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๑ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๓๖๗ รวมทั้งทรงประกาศเฉลิมพระปรมาภิไธย (นามเต็มของท่านดังที่จารึกในพระสุวรรณบัฏ ภายหลังที่ได้มีพิธีบรมราชาภิเษก แล้ว) ของท่านว่า พระบาทสมเด็จพระปรมาธิวรเสรฐ มหาเจษฎาบดินทร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (บรรดาศักดิ์เดิมของท่านก่อนพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระผู้เป็นเจ้าลูกยาคุณ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ในแผ่นดินสมเด็จพระพ่อท้องนาถพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒) เนื่องแต่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดูแลราชการกรมท่า (ในรัชกาลที่ ๒) ในเวลานั้น ท่านทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นกรมหมื่นเจษฏาบดินทร์ ทรงมีความรู้ธุรกิจประเทศดี ทรงชาญฉลาดในทางข้อบังคับ การค้าขายและก็การปกครอง เหตุนี้ ท่านก็เลยได้รับการมอบให้พระราชสมัญญาว่าพระพ่อที่กิจการค้าไทย พระพ่อที่การค้าขายกองทัพเรือไทย แล้วก็พระพ่อที่การแพทย์แผนไทย พระราชประวัติ พระราชการบังเกิด พุทธรูปประจำพระชนมวาร ปางห้ามญาติ ในรัชกาลที่ ๓ สร้างโดย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นบุตรชายท่านใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) เกิดแม้กระนั้นสมเด็จพระศรีสุลาไลย (ชื่อเดิมเจ้าจอมมารดาเรียม ) เสด็จพระราชการเกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๓๑ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๓๓๐ในราชสำนักเดิม (บ้างก็เรียกราชสำนักกรุงธน ) ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ ๑) ขณะที่ท่านเกิดนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) ดำรงพระอิสริยยศที่สมเด็จพระเจ้าลูกคุณ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงอิศรไพเราะ ท่านก็เลยมีสกุลตำแหน่งชั้นม.จ.ชื่อว่าม.จ.ชายทับ จนถึงสมเด็จพระบรมพ่อทุ่งนาถ ได้รับอุปราชาภิเษกขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานที่มงคล ในปี พุทธศักราช ๒๓๔๙ ท่านก็เลยมีพระอิสริยยศเป็นพระผู้เป็นเจ้าหลานคุณ ท่านพระราชโอรสทับ ถัดมา เมื่อท่านทรงมีพระชนมายุครบอุปสมบทตามพระราชประเพณี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ ๑) สมเด็จพระย่าธิราช ก็เลยทรงโปรดเกล้าฯ จัดพิธีการบวชให้ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และก็ทรงพระขอความกรุณาปรานีโปรดเกล้าฯ เสด็จออกในพิธีการอุปสมบทคราวนี้ด้วย ถึง ท่านจะมีพระชนมายุถึง ๗๒ ปีรวมทั้งตาม เมื่อ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบวชแล้ว ท่านก็เสด็จไปจำพรรษาในวัดราชสิทสายธารม ต่อไป ในปี พุทธศักราช ๒๓๕๖ ขณะพระชนมายุได้ ๒๖ ปี สมเด็จพระบรมบิดาที่นาถ ทรงตั้งขึ้นดำรงพระขั้นเจ้าต่างกรม มีชื่อกรมว่าพระผู้เป็นเจ้าลูกคุณ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เนื่องแต่ท่านมีพระปัญญาสามารถสามารถในหลายกิ่งก้านสาขาวิชา ไม่ว่าจะเป็นด้านศาสนาพุทธ อักษรศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ และก็สถาปัตยกรรม โดยเฉพาะทางด้านพาณิชยศาสตร์และก็เศรษฐวิทยา ทำให้เป็นที่ไว้วางใจจากสมเด็จพระบรมพ่อท้องนาถ ให้ควบคุมราชการโดยครองตำแหน่งหลักๆในกรมต่างๆตัวอย่างเช่น กรมท่า กรมพระคลังเก็บของมหาโภคทรัพย์ กรมตำรวจ แล้วก็ยังทรงปฏิบัติภารกิจพิเคราะห์ตัดสินคดีคดีแทนท่านอยู่ตลอด ก็เลยทำให้ทรงมีความรู้งานราชการต่างๆของแผ่นดินอย่างดีเยี่ยม ครองบัลลังก์ พระรูปในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (Nangklao) เป็นในหลวงไทยรัชกาลที่ ๓ (Rama III) ที่วงศ์สกุลจักรี นำเสนอที่พิพิธภัณฑสถานหุ่นขี้ผึ้งไทย (อังกฤษ: Thai wax museum) จังหวัดนครปฐม เมื่อถึงวันที่ ๒๑ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จสิ้นพระชนม์โดยไม่ได้ทรงมอบพระราชสมบัติให้แก่โอรสท่านใด นายจ้างและก็เจ้าขุนมูลนายชั้นผู้ใหญ่ก็เลยสัมมนาปรึกษาหารือแล้วลงความเห็นกันว่า ควรจะมอบพระราชสมบัติให้แก่พระผู้เป็นเจ้าลูกยาคุณ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ สืบสายแทนเป็นพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ ๓ ที่วงศ์สกุลจักรี ชื่อว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยทรงมีความสามารถความเชี่ยวชาญทางด้านการปกครองอย่างดีเยี่ยม เนื่องจากตอบสนองพระเดชพระคุณในรัชกาลสมเด็จพระพุทธยอดเยี่ยมหล้านภาลัย มาเป็นระยะเวลานาน พระปรมาภิไธย เมื่อกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เสด็จเถลิงทรงปกครองแผ่นดินแล้ว ทรงออกชื่อเต็มตามพระทองคำบัฏ ว่าพระบาทสมเด็จพระบรมราเชนทร์รามาหัวหน้า ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศดวงอาทิตย์ตระกูล องค์ปรมาธิเบศร์ ตรีภูเขาวเนตรวรนาชู ดิลกรัตนราชชาติม้าวไสย สมุทัยดโรมน สากลจักรวาลาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทราธาหัวหน้า ศรีสุวิบูลย คุณอถพิษฐ ฤทธิราเมศวร ทรงธรรมราเชนทร์ ความชนะด้วยอำนาจ พระพรหมเทพาดิเทวดานฤบดินทร์ ภูเขาไม่นทรปรมาธิเบศร โลกเชษฐวิสุทธิ มงกุฏประเทศคตา มหาพุทธังกูร บรมบพิตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่หัว ถัดมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ได้เฉลิมพระปรมาภิไธยใหม่ เป็นพระบาทสมเด็จพระปรมาธิวรเสรฐ มหาเจษฎาบดินทร สยามินทรพิโรสูดดม บรมทรงธรรมมหาราชาธิราช บรมที่นารถยนต์บพิตร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ออกชื่ออย่างย่อว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันที่ ๑๑ เดือนพฤศจิกายน ๒๔๕๙ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) มีประกาศให้เฉลิมพระปรมาภิไธยเป็นพระบาทสมเด็จพระรามาหัวหน้าศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือพระบาทสมเด็จพระรามาหัวหน้าที่ ๓ ในปี พุทธศักราช ๒๕๔๑ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙) ได้มอบพระราชสมัญญาว่าพระมหาเจษฎาราชเจ้า (หมายความว่ากษัตริย์ผู้เป็นใหญ่ ) และก็ได้ใช้เป็นสร้อยนามสืบมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ พระราชตราลัญจกร ประจำท่านในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เป็นรูปพระราชวัง สอดคล้องกับนามเดิมทับ ผูกยี่ห้อนี้ขึ้นในวโรกาสกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๑๐๐ ปี ลำดับพระบรมพระนามาภิไธย แล้วก็พระปรมาภิไธย ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ๓๑ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๓๓๐ – พุทธศักราช ๒๓๔๙: ม.จ.ชายทับ พุทธศักราช ๒๓๔๙ – ๗ ก.ย. พุทธศักราช ๒๓๕๒: พระผู้เป็นเจ้าหลานคุณ ท่านพระราชโอรสทับ ๗ ก.ย. พุทธศักราช ๒๓๕๒ – พุทธศักราช ๒๓๕๖: พระผู้เป็นเจ้าลูกยาคุณ ท่านพระราชโอรสทับ พุทธศักราช ๒๓๕๖ – ๒๑ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๓๖๗: พระผู้เป็นเจ้าลูกยาคุณ ท่านพระราชโอรสทับ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ๒๑ ก.ค. พุทธศักราช ๒๓๖๗ – ปัจจุบันนี้: พระบาทสมเด็จพระปรมาธิวรเสรฐ มหาเจษฎาบดินทร์ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระปรมาภิไธย หรือ นามเต็ม เมื่อทรงรับการบรมราชาภิเษก) พระบาทสมเด็จพระปรมาธิวรเสรฐ มหาเจษฎาบดินทร สยามินทพระอาทิตย์โรสูดดม บรมทรงธรรมมหาราชาธิราช บรมท้องนารถยนต์บพิตร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระปรมาภิไธยใหม่) พุทธศักราช ๒๔๕๙: พระบาทสมเด็จพระรามาหัวหน้าศรีสินทรมหาเจษฎาบดินทร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือพระบาทสมเด็จพระรามาหัวหน้าที่ ๓ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ออกชื่อใหม่) พุทธศักราช ๒๕๔๑: พระมหาเจษฎาราชเจ้า (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมอบพระราชสมัญญา) พุทธศักราช ๒๕๕๘: พระพ่อที่กิจการค้าไทย พระพ่อที่การค้าขายกองทัพเรือไทย รวมทั้งพระพ่อที่การแพทย์แผนไทย (ตามความเห็นคณะรัฐมนตรี มอบให้พระราชสมัญญา) สิ้นพระชนม์ พระบรมราชานุสาวรีย์ในรัชกาลที่ ๓ ที่วัดราชหลานรามวพระอาทิตย์หาร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสิ้นพระชนม์ในพระที่นั่งจักรพัตราธิราชวิมาน องค์ข้างตะวันตกในพระราชวัง ช่วงวันที่ ๒ ม.ย. พุทธศักราช ๒๓๙๔ รวมพระชนมายุได้ ๖๓ ปี ๒ วัน รวมช่วงเวลาที่ทรงครอบครองสิริราชสมบัติ ๒๖ ปี ๘ เดือน ๑๒ วัน พระความสามารถสามารถ ท่านทรงมีพระปัญญาสามารถสามารถในศาสตร์ต่างๆหลายกิ้งก้าน โดยเฉพาะในด้าน พาณิชยศาสตร์และก็เศรษฐวิทยา เนื่องมาจากเป็นบุตรชายท่านใหญ่ที่ทรงพระความรอบรู้สามารถ เฉลี่ยวฉลาด พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ก็เลยทรงโปรดเกล้าฯ ให้เข้ารับราชการต่างพระเนตรพระหูมาตั้งแต่ยังทรงดำรงพระตำแหน่งเป็นพระผู้เป็นเจ้าลูกยาคุณ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พอเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ท่านก็ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจด้านต่างๆนำความยั่งยืนและมั่นคงรุ่งเรืองมาสู่ชาติบ้านเมืองนานาประการ และก็ด้วยสำนึกในบุญคุณ ปวงประชาคนไทยก็เลยพร้อมใจกันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ขึ้นในรอบๆลานเจษฎาบดินทร์ ถนนหนทางราชดำเนิน ตามความเห็นคณะรัฐมนตรี ช่วงวันที่ ๑๖ เดือนมิถุนายน ๒๕๕๘ เนื่องแต่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีความรู้ธุรกิจประเทศชาติดี ทรงชาญฉลาดในทางข้อบังคับ การค้าขายแล้วก็การปกครอง เหตุนี้ ท่านก็เลยได้รับการมอบให้พระราชสมัญญาว่าพระพ่อที่การค้าขายไทย พระพ่อที่การค้าขายกองทัพเรือไทย และก็พระพ่อที่การแพทย์แผนไทย พระราชกรณียกิจ วิเคราะห์เภรี กลองใบใหญ่สำหรับให้ประชากรที่ปรารถนาร้องเรียนมอบศาลฎีกามาตี ด้านการปกครอง ท่านทรงเอาใจใส่ดูแลสุขทุกข์ของประชาชน ด้วยมีพระบรมราชวิเคราะห์ว่า ไม่ทรงสามารถจะบำบัดความทุกข์ให้ประชาชนได้ ถ้าไม่เสด็จออกนอกวัง เนื่องจากพลเมืองจะร้องมอบให้ฏีกาได้ต่อเมื่อพระคลังเก็บของเวลาเสด็จออกนอกพระราชสำนักแค่นั้น ด้วยเหตุนี้ ท่านก็เลยทรงพระได้โปรดกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำกลองใบใหญ่ที่เจ้าพระยาพระคลังเก็บของ เอามามอบให้ไปตั้งไว้ที่ทิมกระบี่ กรมวังลั่นกุญแจ พระราชทานนามว่าวินิจฉัยเภรี สำหรับให้สามัญชนที่อยากได้ร้องเรียนมอบศาลฎีกามาตี แล้วกรมวังก็จะไขกุญแจให้ เมื่อตีกลองแล้วตำรวจเวรก็จะรับตัวมาไต่ถามเรื่องราวแล้วนำความขึ้นกราบบังคมทูล แล้วหลังจากนั้นก็เลยมอบหมายให้เจ้าขุนมูลนายรอดูแลพิจารณาคดี และก็รอถามอยู่เป็นประจำไม่ให้ขาด ทำให้เจ้าขุนมูลนายไม่บางทีอาจหลบหลีกต่อหน้าต่อตาที่ได้ ด้วยบุญคุณของท่านดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น พสกนิกรก็เลยได้รับผลตอบแทนอย่างยิ่ง ทางเศรษฐกิจ ขณะที่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ตรงเวลาที่ประเทศชาติตกอยู่ในสภาวะยากจนข้นแค้นมากมายก่ายกอง เพราะเหตุว่าเมื่อครั้งตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ จะต้องใช้เงินปริมาณเป็นอย่างมากเพื่อบำรุงประเทศขึ้นมาใหม่ ประกอบกับการที่กรุงศรีอยุธยาสูญเสียเงินจากการปราชัยการรบ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เลยทรงตั้งระบบการจัดเก็บภาษีขึ้นหลายประเภทเพื่อหารายได้เข้าท้องพระคลังหลวง ยกตัวอย่างเช่น จังกอบ อากร ฤชา ส่วย ภาษีเงินค่าราชการจากขี้ข้า เงินค่าผูกปี้ข้อมือจีน ฯลฯ การเก็บภาษีอากรนี้ทรงตั้งระบบการเก็บภาษีโดยให้เอกชนประมูลรับเหมาผูกขาดไปเรียกเก็บภาษีจากพลเมืองเอง เรียกว่านายอากร หรือนายอากร ซึ่งโดยมากคนจีนจะเป็นคนประมูลได้ การเก็บภาษีด้วยแนวทางแบบนี้นำไปสู่ผลในด้านที่ดีหลายประการ กล่าวอีกนัยหนึ่ง นอกเหนือจากการที่จะสามารถคิดบัญชีเข้าพระคลังเก็บของได้สูงแล้ว ยังเป็นผลดีทางด้านการเมืองเป็นทำให้เกิดอาการชาคำพูดนที่เป็นนายอากรนายอากรนั้น มีความซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าแผ่นดินแล้วก็มีความสัมพันธ์กับผืนแผ่นดินไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ภาพวาด พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เวลาที่ท่านทรงควบคุมกรมท่าแล้วก็ค้าขายด้วยสำเภาหลวง ยิ่งกว่านั้นรายได้ของเมืองอีกส่วนใดส่วนหนึ่งยังได้มาจากการค้ากับคนต่างชาติ โดยไทยได้ส่งเรือสินค้าเข้าไปค้าขายในประเทศต่างๆมากไม่น้อยเลยทีเดียว เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนใจแล้วก็ชำนาญการส่งเรือสินค้าออกไปค้าขายมาตั้งแต่ครั้งดำรงขั้นเป็นพระผู้เป็นเจ้าลูกคุณ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ จนถึงสมเด็จพระบรมพ่อทุ่งนาถบอกเรียกท่านว่าเจ้าสัว และก็เมื่อท่านเสด็จขึ้นครองราชสมบัติก็ได้ทรงส่งเสริมกิจการค้ากับต่างถิ่นเยอะขึ้น โดยทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือเรือกำปั่น เพื่อใช