วันออกพรรษา

วันออกพรรษา พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: วันสำคัญทางศาสนาพุทธ เผยแพร่เมื่อ: ๑๙ เดือนสิงหาคม ๒๕๖๐ อ่าน: 6232 (ตามนัยอรรถกถา) ภายหลังวันออกพรรษาแล้ว ๑ วัน ตรงกับวันแรม ๑ เย็น เดือน ๑๑ พระพุทธเจ้าทรงเสด็จลงจากสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาสู่ยังโลกมนุษย์ในประตูเมืองสังกัสสะ แว่นแคว้นปัญจาละ (ประเทศปัญจาบ) อินเดีย ภายหลังเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพระพุทธคุณแม่ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จประทับพระบาทยังพื้นดินเพียงแค่นั้น ก็ทรงแสดงปาฏิหาริย์เปิดโลก “โลกรวิวรรณ” พูดอีกนัยหนึ่ง สร้างให้ทวยเทพ มนุษย์ แล้วก็สัตว์เมืองนรก ได้เห็นกันและกันตลอดทั้ง ๓ โลก เพื่อชนพวกนั้นตั้งใจอยู่ในความไม่ประมาท เลื่อมใสในพระรัตนตรัย “วันออกพรรษา” (จากที่รู้เรื่องกัน) เป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธวันหนึ่งในประเทศไทย เพราะว่าเป็นวันจบช่วงเวลาจำพรรษา ๓ เดือนของภิกษุทักษิณนิกาย โดยเป็นวันที่พระจะทำสังฆกรรมเป็นการปวารณาในวันนี้ วันออกพรรษา (ออกปุขอบปี) จะตรงกับวันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๑๑ ข้างหลังวันเข้าพรรษา ๓ เดือน ตามปฏิทินจันทรคติไทย “วันออกพรรษา” มีปัจจัยเพราะว่า “วันเข้าพรรษา” ที่มีมาแล้วเมื่อวันแรม ๑ เย็นเดือน ๘ อันเป็นวันที่พระสงฆ์ทั้งหลายแหล่อธิษฐานหัวใจเข้าอยู่ปีครบไตรมาสเป็น๓ เดือน ตามพระพุทธข้อกำหนด โดยไม่ไปพักแรมค้างแรมนอกสถานที่ที่ท่านตั้งอกตั้งใจอยู่ไว้ เมื่อมีวันเข้าพรรษาก็จำเป็นที่จะต้องมีวันออกพรรษา ซึ่งวันออกพรรษาตรงกับวันขึ้น ๑๕ เย็นเดือน ๑๑ (เพ็ญเดือน ๑๑) ของทุกปี วันออกพรรษา เป็นวันสุดท้ายที่การจำพรรษาของพระสงฆ์ คือ พระสงฆ์ได้จำพรรษาถึงกำหนดไตรมาส ตามพระพุทธข้อบังคับแล้ว ท่านมีสิทธิ์ที่จะจาริกไปพักพักแรมที่อื่นๆได้ ไม่ผิดพระพุทธข้อบังคับแล้วก็ยังได้รับผลบุญ (ผลในด้านดี)หมายถึง๑. ไปไหนไม่ต้องกล่าวลา ๒. ไม่ต้องถือไตรครบชุด ๓. ลาภที่เกิดขึ้นแก่ท่านมีสิทธิ์ยอมรับได้ ๔. ได้โอกาสได้อนุโมทนากฐินแล้วก็ได้รับผลบุญเป็นได้รับการขยายเวลาของผลบุญนั้น ออกไปอีก ๔ เดือน อนึ่ง มีชื่อเรียกวันออกพรรษาอีกอย่างหนึ่งว่า “วันปวารณา” หรือ “วันมหาปวารณา” คำว่า “ปวารณา” แสดงว่า “อนุญาต” หรือ “ยอม” การปวารณา นับว่าเป็นข้อพึงกระทำตามพระระเบียบสำหรับพระภิกษุสงฆ์โดยยิ่งไปกว่านั้น เรียกว่า เป็นญัตติคำประกาศ (สังฆกรรม) ชนิดหนึ่ง แปลว่า ภิกษุทั้งหลายแหล่อีกทั้งพระคนแก่รวมทั้งพระผู้น้อยที่จำพรรษาอยู่ร่วมกันตลอดไตรมาส (๓ เดือน) ต่างให้โอกาส อนุญาตแก่กันและกันให้บ่นด่าพร่ำสอนกันได้ เพื่อพระที่ถูกกล่าวเตือนได้โอกาสรับทราบข้อผิดพลาดของตนเองรวมทั้งนำข้อผิดพลาดไปปรับปรุงแก้ไขตัวให้ดีขึ้น มีคำพูดปวารณาเป็นภาษาลี ว่า “สังฆัมภันเต ปะวาเรมิ ทิฎเฐนะ วา สุเตนะ วาปะริสังกายะ วา วะทันเหม็นตุ มัง อายัส์มันโต อะนุกัทปัง อุปาทายะ ปัสสันโต ปฎิกะริสสาไม่” หมายความว่า เราแต่ว่าภิกษุผู้เจริญ กระผมขอปวารณาต่อพระสงฆ์ ด้วยได้มองเห็นหรือได้ฟังก็ตาม ขอท่านทั้งหลายแหล่โปรดช่วยเหลือ อบรมตักเตือนกระผมด้วย เมื่อกระผมเห็นแล้ว จะปฏิบัติตนเสียเลยใหม่ให้ดี วันมหาปวารณา เป็นวันสำคัญในศาสนาพุทธ ตรงกับวันสุดท้ายของการอยู่จำพรรษา ๓ เดือนหมายถึงวันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๑๑ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พระภิกษุทำปวารณาหมายถึงยินยอมให้อบรมตักเตือนซึ่งกันและกัน คือ ยอมมอบตนให้พระสงฆ์พูดเตือนในข้อเสียที่ภิกษุทั้งหลายแหล่ได้มองเห็นได้ยิน หรือมีปัญหา ด้วยจิตเมตตา เพื่อจะได้สำรวมระวังแก้ไขปรับปรุงตัวเอง เพื่อความเจริญก้าวหน้าของพระธรรมวินัยรวมทั้งความผาสุกสำหรับเพื่อการอยู่ร่วมกัน วันที่ภิกษุทำมหาปวารณานี้ เรียก “ดังที่รู้เรื่องกันทั่วๆไป” ว่า วันออกพรรษา ที่ไปที่มาของวันมหาปวารณา กาลครั้งหนึ่ง มีภิกษุที่จำพรรษาในดินแดนหีบศพล ตั้งข้อตกลงว่า จะไม่กล่าวกัน แต่ว่าใช้แนวทางบอกใบ้ หรือใช้มือแทนคำกล่าว เมื่อวันออกพรรษาแล้วไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านบอกถาม ทรงต่อว่า รวมทั้งทรงอนุญาตการปวารณาหมายถึงการอนุญาตให้ภิกษุอื่นอบรมพร่ำสอนกันได้ ภิกษุจำพรรษาแล้ว ย่อมปวารณากันด้วยเหตุ ๓ ประการเป็น ๑. โดยได้มองเห็น ๒. โดยได้ยิน ได้ฟัง ๓. โดยสงสัย แนวทางปวารณา ภิกษุเถระพึงจะคลุมผ้าอุยี่ห้อสงค์เฉวียงบ่า นั่งโหย่งประคับประคองการไหว้แล้วกล่าวปวารณา ๓ ครั้งเพื่อภิกษุนวกะกล่าวปวารณาตอบ ภิกษุนวกะก็คลุมผ้าอุยี่ห้อสงค์เฉวียงบ่า นั่งหย่งพยุงการไหว้แล้วกล่าวปวารณา ๓ ครั้ง ถัดมา พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้นั่งโหย่งในขณะที่ยังปวารณา และก็ทรงอนุญาตให้ภิกษุที่ปวารณาแล้วนั่งบนอาสน์ เพราะว่าเคยมีภิกษุชราภาพนั่งโหย่งรอนานจนถึงเป็นลมเป็นแล้งล้มลง ปวารณาสูตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปวารณาแก่กลุ่มพระสงฆ์ ครั้งหนึ่งในพระวิหารบุพพาราม กรุงสาวัตถี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่กับพระภิกษุ ๕๐๐ รูป ล้วนเป็นอรหันต์ในวันโบสถ์ขึ้น ๑๕ เย็นเพื่อจะทรงทำปวารณา พระผู้มีพระภาคเจ้าบอกแก่เหล่าภิกษุนั้นว่า จะต่อว่าความประพฤติทางร่างกาย ทางถ้อยคำของท่านบ้างหรือไม่ พระสารีลูกตอบไม่ยอมรับด้วยเหตุว่าท่านยังทางที่ยังไม่กำเนิดให้เกิดขึ้น หลังจากนั้นพระสารีลูกก็กล่าวปวารณาให้พระพระพุทธเจ้าต่อว่าท่าน พระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวไม่ยอมรับ เนื่องจากว่าพระสารีลูกเป็นบัณฑิต เป็นผู้มีปัญญามากมาย พระสารีลูกถามอีกว่า ท่านจะไม่กล่าวว่ากล่าวความประพฤติทางร่างกาย ทางถ้อยคำ ของเหล่าภิกษุบ้างหรือ ท่านกล่าวไม่ยอมรับ ด้วยเหตุว่าเหล่าภิกษุได้บรรลุวิชชา ๓ อภิญญา ๖ ได้อุภโตภาคนิพพาน และก็ได้สติปัญญาวิมุติเป็นอรหันต์ เมื่อวันออกพรรษาแล้วพระภิกษุผู้อยู่จำครบปีจะได้รับผลบุญปีหลายแบบ รวมทั้งพระเล็กน้อยจะฉวยโอกาสในตอนวันออกพรรษา ๙ เดือน ออกจาริกเพื่อเจริญภาวนา และก็โปรดชาวพุทธตามสถานที่ต่างๆก่อนที่จะกลับเข้าจำพรรษาอีกรอบในปีหน้า เหตุที่ทำให้เป็นคนดื้อรั้นและก็ว่านอนสอนง่าย อนุมานสูตร ธรรมที่ทำให้เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดยาก ๑๖ ประการ ดังต่อไปนี้ ๑. เป็นผู้มีความหวังลามกจกเปรต ๒. เป็นผู้ชูตนข่มคนอื่น ๓. เป็นผู้มักโกรธ มีความขุ่นเคืองครอบครองแล้ว ๔. เป็นผู้มักโกรธ ผูกโกรธ ๕. เป็นผู้มักโกรธ มักสงสัย ๖. เป็นผู้มักโกรธ ส่องแสงคำพูดใกล้ต่อความโมโห ๗. เมื่อภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับปะทะคารมโจทก์ ๘. เมื่อภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับรุกรานโจทก์ ๙. เมื่อภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับเอาการอื่นมากมายลบเกลื่อนกลาดพูดนอกประเด็น แสดงความขุ่นเคือง ความปองร้าย ความไม่เชื่อฟังปรากฏ ๑๐. เมื่อภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง ไม่สบอารมณ์ตอบในการกระทำ ๑๑. เมื่อภิกษุผู้เป็นโจทก์ฟ้อง กลับกล่าวร้ายโจทก์ ๑๒. ภิกษุเป็นผู้ดูหมิ่น ตีเสมอ ๑๓. ภิกษุเป็นผู้อิจฉาริษยา ขี้งก ๑๔. ภิกษุเป็นผู้อวด เจ้ามายา ๑๕. ภิกษุเป็นผู้แข็งกระด้าง ดูถูกเหยียดหยามคนอื่น ๑๖. ภิกษุเป็นผู้ถือแม้กระนั้นข้อคิดเห็นของตนเอง ถือดื้อถอนได้ยาก การที่พระท่านกล่าวปวารณา (ยินยอมให้บ่นด่าพร่ำสอน) กันไว้ ในเมื่อต่างองค์ต่างจำเป็นต้องจากกันไปองค์ละด้านละทางท่านเกรงว่าอาจมีข้อปฏิบัติตน ปฏิบัติที่ไม่ดีไม่สวยเกิดขึ้น โดยตัวท่านเองรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือไม่เห็นราวกับผงเข้าตาตนเอง หากแม้ผลจะอยู่ติดใกล้กับลูกดวงตา พวกเราก็ไม่สามารถที่จะเห็นผลนั้นได้ จะต้องวานวิงวอนคนอื่นให้มาช่วยดูหรือจำต้องใช้กระจกมอง ด้วยเหตุนั้น พระท่านก็เลยใช้ขั้นตอนการกล่าวปวารณาตัดไว้เพื่อท่านรูปอื่นได้มองเห็นหรือแม้กระทั้ง ได้ยินได้ฟัง เรื่องไม่แน่นะบางครั้งไม่สวยใดๆก็ตามให้กล่าวชี้แนะกล่าวเตือนได้ โดยไม่ต้องเกรงอกเกรงใจกันทั้งยังคนแก่และก็ผู้น้อยด้วยเจตนาดีต่อกันเป็นพระคนแก่ก็พูดเตือนพระผู้น้อยได้รวมทั้งพระผู้มีอาวุโสน้อยก็สามารถกล่าว แนะนำถึงข้อไม่ดีของพระคนแก่ได้เหมือนกัน โดยที่พระคนแก่เป็นผู้มีอาวุโสท่านก็ไม่ได้สำคัญตนไม่ถูกมีความคิดว่าท่านทำอะไรแล้ว ถูกไปหมดทุกสิ่ง การกล่าวปวารณา พอๆกับเป็นการช่วยระแวดระวังข้อทำตัวปฏิบัติที่ไม่ดีของรูปถ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดน้อยๆนี้ที่จะขยายก่อความเสียหายไปถึงพระกลุ่มมากมาย แล้วก็แพร่กระจายไปถึงศาสนาพุทธอันเป็นจุดศูนย์ที่ใหญ่ได้ ท่านก็เลยใช้แนวทางคุ้มครองปกป้องไว้ก่อน ดีมากยิ่งกว่าการปรับปรุงในคราวหลัง แบบอย่างวันออกพรรษาหรือวันมหาปวารณาที่ภิกษุทั้งหลายแหล่ทำแบบนี้ เป็นอุปกรณ์บ่งบอกกระบวนการรอสังวรเป็นตามระวัง ไม่ประมาท ไม่ยินยอมให้ความชั่วช้าร้ายเกิดขึ้นได้ เหมือล้อมรั้วไว้ก่อนที่จะโคจะหายไม่ว่าจะอยู่ในเข้าพรรษาหรือวันออกพรรษา พระท่านจะกระทำตัวดี ปฏิบัติถูกใจตามระบอบของพระธรรมวินัยอยู่เสมอเวลา ความมุ่งมาดปรารถนาของการปวารณาบาป ปวารณาบาป มีความจำนงชัดแจ้งปรากฏอยู่ในคำที่พระสงฆ์ใช้ปวารณาซึ่งกันและกัน ดังต่อไปนี้ – เป็นวิธีผ่อนปรนบรรเทาข้อขุ่นข้องเคลือบแคลงที่เกิดขึ้นจากความระแวงสงสัย ให้หมดไปท้ายที่สุด – เป็นทางผสานรอยร้าว ที่เกิดขึ้นจากผลพวงจนถึงสำหรับเพื่อการอยู่ร่วมกัน ให้ได้โอกาสคืนดีด้วยการมอบโอกาสได้ทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน – เป็นทางเสริมสร้างความกลมเกลียวในกลุ่มให้กลมเกลียวพร้อมใจอยู่ร่วมกันอย่างวางใจ – เป็นแถวปฏิบัติให้กำเนิดความเท่าเทียมกันสำหรับในการแสดงความนึกคิดอบรมตักเตือนได้โดยไม่กำหนดด้วย ขั้น ชั้น ปี วัย – ทำให้เกิด “ภราตรภาพ” รู้สึกเป็นมิตรใกล้เชื้อหวังดี เอื้อเฟื้อเอื้อเฟื้อเป็นหลักฐาน ทำให้เกิดการกระทำอันปรารถนาที่ดีงานคล้ายกัน เรียกว่า ศีลสามัญญุตา เมืองสังกัสสะ สถานที่ทรงเสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ที่ตั้งและก็ลักษณะพื้นที่ สังกัสสะ (Sankassa) เรียกตามสำเนียงสันสฤตว่า สังกัศยะ (Sankasya) หรือในตอนนี้เรียกว่า สังกิสสะ (Sankissa) หรือสังกิสสะ บะสันตะปุระ (Sankissa Basantapura) เป็นเมืองอยู่ในแว่นแคว้นปัญจาละ (แว่นแคว้นปัญจาบ) สังกัสสะ (Sankassa) เป็นเมืองโบราณอยู่ในประเทศปัญจาละในยุคพุทธกาล มีความหมายในฐานะเป็นเมืองที่เสด็จลงมาจากดาวดึงส์ที่ประทับมาสู่ยังมนุษย์โลกขององค์พระพุทธเจ้า ภายหลังจากรู้แจ้งเห็นจริงอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วก็เสด็จไปประกาศศาสนาในประเทศต่างๆแล้ว ในปีที่ ๗ ทรงนึกถึงพระพุทธแม่ ก็เลยทรงดำริที่จะสนองคุณของพระพุทธคุณแม่ ด้วยเหตุนี้ ก็เลยได้เสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ทรงแสดงพระธรรมเทศนาอภิธรรม ๗ หนังสือโปรดสันดุสิตเทวดา อดีตกาลพระพุทธแม่ (ซึ่งมีขึ้นอยู่สรวงสวรรค์ชั้นดุสิต แต่ว่าลงมาฟังพระธรรมเทศนาที่สรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์) รวมทั้งทวยเทพเทวดาทั้งหลายแหล่อยู่ ๑ ปี เมื่อวันแรม ๑ เย็น เดือน ๑๑ หรือภายหลังวันออกพรรษาแล้ว ๑ วัน พระพุทธเจ้าก็เลยได้เสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มาประทับในเมืองสังกัสสะ ประเทศปัญจาละ (ดินแดนปัญจาบ) โดยเสด็จลงตรงประตูเมือง พระบาทแรกที่ทรงเหยียบพื้นมนุษย์โลกนั้น ถัดมาได้แปลงเป็นสถานที่รำลึกเรียกว่า “อจลเจดีย์” เรียกอย่างไทยพวกเราก็เรียกว่า “รอยรอยพระบาท” ตามตำนานว่าที่นี่เป็นที่แห่งหนึ่งซึ่งมีรอยรอยพระบาทปรากฏอยู่ เดี๋ยวนี้ เมืองสังกัสสะ ตั้งอยู่ห่างจากเมืองสาวัตถีไปโดยประมาณ ๙๐ ไมล์ ระหว่างเมืองลัคเนาว์กับเมืองอักรา ห่างจากเมืองกานปุร์, กานบุรี (Kanpur) ไป ๘๗ ไมล์ เป็นหมู่บ้านขนาดเล็ก ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านสังกิสสะ บะสันตะปุระ (Sankissa Basantapura) หรือสังกิสสะ (Sankissa) ใกล้แม่น้ำเจ้าแม่กาลี ในจังหวัดฟารุกาหบาท, ฟาร์รุกฮะบาด (Farrukahabad) เมืองอุตตรประเทศ อินเดีย เมืองที่นี้ไม่ค่อยมีนักแสวงบุญไปจาริกเท่าไรนัก เนื่องด้วยการเดินทางไปยังหมู่บ้านที่นี้ในขณะนี้เป็นไปด้วยความลำบาก ตามประวัติศาสตร์ของประเทศอินเดียบันทึกไว้ว่า สังกัสสะเป็นเมืองใหญ่ เป็นที่ติดตั้งศาสนาพุทธอีกแห่งหนึ่งป้อมอาจจะ ครั้นเมื่อถึงกาลอวสาน ภาวะเมืองเปลี่ยนไปเป็นป่าท้ายที่สุด ซึ่งเมื่อโดยประมาณปี พุทธศักราช ๑๗๒๖ (คริสต์ศักราช ๑๑๘๓) บรรดาพราสุนัขณ์พากันยุยง ราชาไชยจันทร์ที่เมืองกาเนาซ์ (หรือกาโนชน์) ว่าศาสนาพุทธเป็นภัยรุนแรงต่อฮินดู ถ้าขืนปลดปล่อยไว้บ้านเรือนจะล่มสลาย ราชาไชยจันทร์ก็เลยกรีฑากองทัพมาเผาตีทำลายเสียราบคาบ สังกัสสะก็เลยเปลี่ยนภาวะเป็นเศษกองก้อนอิฐ แล้วก็หมดลงเปลี่ยนเป็นแผ่นดินทุ่งนาเตียนท้ายที่สุด ดร.รามรุท ราชสีห์ นักประวัติศาสตร์ทางพุทธศาสนาที่มหาวิทยาลัยแคว้นมคธ (Magadh University) เมืองวิหาร อินเดีย พูดว่า เรื่องจริงพราหณ์เองก็จัดว่า “สังกัสสะ” เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของเขาแบบเดียวกัน ในหนังสือรามายณะ เรียกสังกัสสะว่า “สังคัสสะ” การที่พวกพราหมณ์จำเป็นต้องทำลายสังกัสสะเสียนั้น อาจเนื่องจากศาสนาพุทธเจริญมากมาย ไม่กระนั้นพวกพราหมณ์น่าจะหมดอาชีพไป ความเชื่อมโยงกับพุทธประวัติ ภายหลังวันออกพรรษาแล้ว ๑ วัน ตรงกับวันแรม ๑ เย็น เดือน ๑๑ พระพุทธเจ้าทรงเสด็จลงจากสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาสู่ยังโลกมนุษย์ในประตู