วันพระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร

วันพระพระพุทธทรงปลงอายุสังขาร พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: วันสำคัญทางศาสนาพุทธ เผยแพร่เมื่อ: ๒๒ ก.พ. ๒๕๖๑ อ่าน: 17248 ตามอรรถกถา นิยมเรียกนามข้อกำหนดแทนพระยาวสวัตตี ว่าเป็นมาร ที่ถูกใจมาผจญคนที่ทำความดีงาม แต่ว่าโดยนัยยะแล้วท่านไม่ใช่มาร แม้กระนั้นเป็นเทวดาชั้นผู้ใหญ่ มีบทบาททดลองความตั้งใจจริงของบุคคลว่าแน่แน่วต่อเป้าหมายนั้นหรือเปล่า นั้นเอง และก็ท่านยังมีบทบาทจะต้องนิมนต์พระอริยบุคคลให้ละสังขาร อีกด้วย (ในรูปภาพ) พระยาวสวัตตี ทูลนิมนต์พระวัวโคลนพระพุทธเจ้า ให้เสด็จดับขันธตาย ในวันขึ้น 15 ค่ำขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๓ นอกเหนือจากการที่จะเป็นวันมาฆบูชา แล้วยังเป็นวันเหมือนวันที่พระพุทธเจ้าทรงปลงพระชนมายุสังขาร ในปีที่ ๔๕ ปีในที่สุดที่การดำเนินพุทธธุระ เวลาที่ทรงมีพระชนมายุ ๘๐ ปี ทรงประทับจำพรรษาอยู่ที่เวฬุวค้างม ตำบลเมืองไพศาลี แว่นแคว้นวัชชี ในระหว่างปีนี้ พระพุทธเจ้าทรงล้มป่วยอย่างมาก มีลักษณะอาการป่วยอย่างหนัก คราวนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปยังขว้างวาลเจดีย์ ประทับนั่งบนอาสน์ที่ ท่านพระอานนท์ปูมอบ ส่วนท่านพระอานนท์ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ก็เลยนั่งในที่ควรจะส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคพูดกะท่านพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ เมืองเวข้าวสาลีเป็นที่น่าอภิรมย์ อุเทนเจดีย์ก็เป็นที่น่าอภิรมย์ วัวโคลนกเจดีย์ก็เป็นที่น่าอภิรมย์ สัตตัมพเจดีย์ก็เป็นที่น่าอภิรมย์ พหุปุตตกเจดีย์ก็เป็นที่น่าอภิรมย์ สารันททเจดีย์ก็เป็นที่น่าอภิรมย์…” พระพุทธเจ้าทรงแสดงนิมิตใหญ่ เป็นนัยบอกใบ้ให้พระอานนท์ทูลขอให้ดำรงอายุอยู่มองความรื่นเริงถัดไป แต่ว่าท่านพระอานนท์ไม่รู้เรื่อง ก็เลยมีคำคำถามว่า เพราะอะไรพระอานนท์ก็เลยไม่ทูลนิมนต์ให้พระศาสดาทรงพระชนมพรรษาอยู่อีกสืบไป ตอบว่า เหตุมารเข้าครอบครองหทัยพระเจ้าก็เลยไม่บางทีอาจที่จะทูลนิมนต์ได้ แต่ว่าพระสัพพัญํูทำโอภาสนิมิตด้วยเหตุดังกล่าวไสร้ถึง ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง พระอานนท์ได้ฟังก็นิ่งอยู่ ไม่บางทีอาจล่วงรู้ในบทบรมพุทธาธิบายอันจะให้กล่าวนิมนต์ พระศาสดาก็เลยดำรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ ท่านควรไปนั่งยังวิเวกสถานที่เจริญรุ่งเรืองสมาบัว่ากล่าวสมาธิเถอะ” พระอานนท์รับพุทธฎีกาแล้วมอบให้การไหว้ก็ออกไปสถิตที่วิเวกสถานที่ในรุกขมูลแห่งหนึ่งอันมีในที่ใกล้ จากนั้นพระยาวสวัตตี ทูลนิมนต์ให้เสด็จดับขันธตาย พระพุทธเจ้าก็ทรงมนสิการ ระบุปลงพระชนมายุสังขาร ในวันมาฆบุรณมีในที่ขว้างวาลเจดีย์ นั้นว่าอีก ๓ เดือน ก็จะดับขันธ์ไปสู่ตาย ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปลงพระชนมายุสังขาร โดยตั้งใจว่า”นับจากนี้ถัดไปอีกสามเดือน วันขึ้น 15 ค่ำในตอนกลางเดือนหก (วิสาขะ) ปีจอ ตถลาคตจะดับขันธตายที่เมืองกุสิทุ่งนารา” การปลงอายุสังขารก็เลยสื่อความหมายในภาษาสามัญว่า การกำหนดวันตายไว้ล่วงหน้านั่นเอง การปลงอายุสังขารนี้มีขึ้นในร่มไม้แห่งหนึ่งในขว้างวาลเจดีย์ บ้านเวฬุวติดอยู่ม ตำบลเมืองไพศาลี (เมืองไวข้าวสาลี ในขณะนี้) กลางวัน ลำดับเรื่องราวตามมหาตายสูตรโดยสังเขป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดแก่พระอานนท์แสดงนิมิตใหญ่ พระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงขว้างวาลเจดีย์ ประทับภายใต้ต้นไม้ซึ่งมีเงาครึ้มต้นหนึ่ง พูดกับพระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ นครเวข้าวสาลีเป็นที่น่าอภิรมย์ อุเทนเจดีย์ก็น่าอภิรมย์ วัวโคลนกเจดีย์ พหุปุตตกเจดีย์ สัตตัมพเจดีย์ สารันททเจดีย์ ขว้างวาลเจดีย์ ล้วนน่าอภิรมย์ ดูก่อนอานนท์ อิทธิบาท ๔ ประการ ท่านผู้ใดผู้หนึ่งได้รุ่งเรืองแล้ว ทำให้มากมายแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ให้เป็นที่ตั้ง มั่นคงแล้ว สั่งสมแล้ว เปรยก็ดี ท่านผู้นั้นหวังอยู่ ควรจะดำรง อยู่ได้ตลอดกัปหนึ่งหรือเกินกว่ากัป ดูก่อนอานนท์ อิทธิบาท ๔ ประการ ตโผลงคตได้รุ่งโรจน์แล้ว ทำให้มากมายแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ให้เป็นที่ตั้ง มั่นคงแล้ว สั่งสมแล้ว เปรยก็ดีแล้ว ตโผลงคตหวังอยู่ ควรยังคงอยู่ได้ตลอดกัปหรือเกินกว่ากัป ฯ พระโลกทุ่งนาถพูดดังต่อไปนี้ถึงสามครั้ง แต่ว่าพระอานนท์ก็อาจเฉยเมย ไม่ได้ทูลอะไรเลย ความรู้สึกกังวลใจและก็ความกลัดกลุ้มของท่านมีเยอะเกินไป จนถึงปกปิดดวงสติปัญญาเสียหมดเกลี้ยง ความซื่อสัตย์อย่างเหลือแหล่ที่ท่านมีต่อพระศาสดานั้น ครั้งคราวก็ทำให้คุณลืมมีไหวพริบถึงความมั่นหมายของคนที่ท่านภักดีนั้น ปลดปล่อยนาทีทองให้ล่วงไปอย่างโชคร้าย เมื่อมองเห็นพระอานนท์นิ่งอยู่พระพุทธเจ้าก็เลยบอกว่า “อานนท์! คุณไปพักเสียบ้างเหอะ คุณอ่อนล้าอย่างมากแล้ว หากแม้ตโผลงคตก็จะพักแบบเดียวกัน” พระอานนท์ก็เลยหลีกไปพักในโคนต้นไม้อีกต้นหนึ่ง พระยาวสวัตตีทูลนิมนต์ให้เสด็จดับขันธตาย เมื่อต่อจากพระอานนท์ไปได้ครู่เดียวแล้ว ลำดับนั้นพระยาวสวัตตี (บาลี: วะ-สะ-วัด-ตี, Vasavatti) ก็เข้ามาสู่สำนักพระทศพลญาณ แล้วนิสีทนาการในที่ควรจะข้างหนึ่ง ก็เลยบอกนิมนต์ว่า พระยาวสวัตตี ทูลนิมนต์พระวัวโคลนตมพระพุทธ ให้เสด็จดับขันธตาย (ภาพโดย อาจารย์เหม เวชแขน) เราแม้กระนั้นพระผู้ทรงพระภาค ขอเชิญท่านต้องไปสู่พระตายกาลเวลานี้ ดังจะทราบมา แต่ต้นแต่ว่ากาลปฐมาภิสมโพธิ ปางเมื่อพระพุทธเจ้าทรงสถิตอยู่ในอัชขว้างลนิวัวรธรุกขมูล ใน ๗ วันเป็นคำรบ ๘ ครั้งข้างหลังครั้งเมื่อทรงรับนิมนต์พระพรหมธาดาอันมาทูลขอให้แสดงธรรมแล้ว ก็เลยพระยาวสวัตตีก็มากมายราบทูลว่า ท่านทรงบำเพ็ญพระบารมีมาเพื่อต้องการพระสัพพัญํุตญาณ เวลานี้ก็เสร็จใจปนิธานแล้ว รวมทั้งจะปฏิบัติคุณประโยชน์แก่สัตวโลกให้ทุกข์ยากลำบากพระกายไปไยเล่า ขอชักชวนเสด็จไปสู่ตายเหอะในวันนี้ กาลนั้นพระคุ้นชินสีห์ได้ทรงเสาวนาการซึ่งคำพระยาวสวัตตีมากมายราบทูล ก็เลยพูดห้ามว่า ‘ดูก่อนมารผู้จิตใจต่ำทราม ต่อเมื่อใดสาวกทั้งหลายแหล่ของตถลาคตหมายถึงภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เป็นพหูสูตรอันเฉลี่ยวฉลาดบางทีอาจคงไว้ได้ซึ่งพระธรรมวินัย แลปฏิบัติเรียนบอกเล่าสืบต่อกันไป แลแสดงธรรมเทศน์โปรดเวไนยนิกรสัตว์ เทวดา และก็มนุษย์ ให้เสร็จมรรคผลพระอมโคลนตมหานิพพานได้ ยังศาสนมรรคพรหมจรรย์ให้แผ่กว้างใหญ่ไปทั่วทั้งโลกธาตุกาลเมื่อใดแล้ว ตถลาคตก็เลยรับนิมนต์ท่านไปสู่พระตายในกาลเมื่อนั้น’ แลพระยาวสวัตตีก็ติดตามท่านมารอซึ่งจังหวะจวบจวนถึงกาลวันเสด็จมาสถิตในขว้างวาลเจดีย์ ก็เลยเข้ามาบอกนิมนต์พระคุ้นชินสีห์ให้ตายในกาลคราวนั้นอีกเล่า เมื่อพระผู้รู้แจ้งเจ้าได้ทรงสดับคำนิมนต์คำกล่าวที่พระยาวสวัตตีในกาลนั้น ก็เลยมีพระพุทธศาลฎีกาพูดว่า “ดูก่อนวสวัตตีมาร ท่านอย่าได้ทุกข์โศกเศร้าเลย ไม่ช้าแล้วตโผลงคตก็จะตายระบุกาลแต่ว่านี้ล่วงไปอีก ๓ เดือนเพียงแค่นั้น” พอพระยาวสวัตตีได้สดับก็รับพุทธฎีกาว่า “สาธุๆ” มีจิตเบิกบานยินดี และก็สูญหายจากสถานที่นั้น ทรงมีพระพุทธศาลฎีกาพูดแก่พระอานนท์ว่าทรงปลงพระชนมายุสังขารแล้ว เมื่อพระยาวสวัตตีสูญจากสถานที่นั้นแล้ว พระตโผลงคตเจ้าทรงรำพันถึงสมัยโบราณนานไกล ซึ่งล่วงมาแล้วถึง ๔๕ ปี ยุคเมื่อท่านรู้แจ้งเห็นจริงใหม่ๆท้อใจสำหรับในการที่จะประกาศความจริงเนื่องจากเกรงว่าจะทรงอ่อนล้าไม่ แต่ว่าอาศัยพระมหาได้โปรดต่อสรรพสัตว์ ก็เลยตกลงใจย่ำธรรมเภรี พระวัวโคลนพระพุทธ ทรงมีพระพุทธศาลฎีกาบอกแก่พระอานนท์ ว่าทรงปลงพระชนมายุสังขาร แล้ว อีกสามเดือนจะตาย (ภาพโดย อาจารย์เหม เวชแขน) เมื่อนั้นท่านทรงตั้งใจไว้ว่า ถ้าเกิดบริษัทอีกทั้ง ๔เป็นภิกษุ พระภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังไม่มั่นคงรุ่งเรืองมั่นคง ยังไม่สามารถที่จะย่ำยีปรุปวาท เป็นคำพูดจาบจ้วงลวนลามจากพาหิรลัทธิที่จะควรมีต่อพระพุทธธรรม คำกล่าวสอนของท่านยังไม่แพร่หลายพอเพียงเมื่อใด ท่านก็จะยังไม่นิพพานตราบนั้น ก็แลบัดนี้ พระธรรมคำสอนของท่านแพร่หลายพอเพียงแล้ว ภิกษุ พระภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ฉลาดหลักแหลมสามารถพอที่จะดำรงพรหมจรรย์ศาสโนวาทของท่านแล้ว เป็นกาลเหมาะแล้วที่ท่านจะเข้าสู่มหาตาย ทรงดำริดังต่อไปนี้แล้ว ก็เลยทรงลอบปลงพระชนม์มายุสังขารเป็นตั้งใจแน่แน่วว่า ท่านจะตายในวันวิสาขะปุรณมีเป็นวันขึ้น 15 ค่ำเดือน ๖ อันว่าบุคคลผู้มีกำลังเกลือกหินใหญ่โตมโหฬารแท่งทึบจากผา ลงสู่สระย่อมก่อความกระเพื่อมสะเทือนแก่น้ำในสระนั้นฉันใด การปลงพระชนมพรรษามายุสังขารอธิษฐานใจว่า จะตายของพระอที่นาวณญาณก็ฉันนั้น ก่อความวิตถารปรวนแปรแก่โลกธาตุทั้งมวล มหาพสุธามีลักษณะสะเทือนเสมือนหนังสัตว์ที่เขากางไว้แล้วตีด้วยไม้ท่อนใหญ่ก็พอๆกัน รุกขสาขาหวั่นไหวแกว่งไกวแกว่งไกวด้วยแรงพายุโบกสะบัดใบอยู่พอควร แล้วนิ่งสงบมืออาการเหมือนกับว่าโศกเสียใจในเหตุคราวนี้ ราวกับเด็กหญิงนางน้อยครวญคร่ำปริเทวนาถึงคุณแม่ผู้จะจากไปกระทั่งสลบไม่ไหวติงในเบื้องบนฟ้าสีครามเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มดุจเสื่อลำแพน ซึ่งไล้ด้วยเลือดสด สกุณาชาติร้องระงมลั่นพงไพรเสมือนจะประกาศว่าพระผู้ทรงมหาขอความกรุณาปรานีกำลังจะจากไปเร็วนี้ๆนี้ พระอานนท์มองเห็นความวิตถารผันแปรของโลกธาตุดังต่อไปนี้ ก็เลยเข้าเฝ้าพระจอมมุนีถามว่า “ท่านผู้เจริญ! โลกธาตุนี้วิปริตปรวนแปรแตกต่างจากปกติไม่เคยมี ไม่เคยเป็นไปได้เป็นแล้วเพราะเหตุใดหนอ?” พระทศพลเจ้าพูดว่า “อานนท์เอ่ย! อย่างงี้ล่ะ คราไหนที่ตโผลงคตคลอด หยั่งรู้ หมุนพระธรรม ปลงอายุสังขาร แล้วก็นิพพาน คราวนั้นย่อมจะมีสถานะการณ์วิปริตแบบงี้เกิดขึ้น” บอกถึงสถานที่ทรงปฏิบัตินิมิตโอภาส ๑๖ ตำบลให้พระอานนท์รู้ พระอานนท์รู้ดีว่า ตอนนี้พระตถลาคตเจ้าทรงปลงอายุสังขารเสียแล้ว ก็กำเนิดความรู้สึกกระทบกระเทือนใจรวมทั้งเปล่าเปลี่ยวยัดเยียดเข้าไปขึ้นมาจนถึงชลเนตรธารไหลสุดห้ามหัก เพราะเหตุว่าความรักเหลือเกินที่ท่านมีในพระเชฏฐภาดา ท่านหมอบลงที่พระบาทมูล แล้วต่อจากนั้นแล้วทูลว่า “เราแต่ว่าท่านผู้เลิศ! ขอพระองค์อาศัยความกรุณาปรานีในเราท่านและก็กลุ่มสัตว์ ต้องดำรงพระชนม์ชีพถัดไปอีกเหอะอย่าพึ่งด่วนตายเลย” กล่าวเท่านี้แล้วพระอานนท์ก็ไม่บางทีอาจทูลอะไรถัดไปอีก เพราะเหตุว่าคร่ำครวญเหลือเฟือหัวใจ “อานนท์เอ่ย!” พระศาสดาพูดพร้อมทั้งทอดการเห็นไปเบื้องใบหน้าอย่างสุดไกล มีแววที่ความหนักแน่นฉายออกมาทางพระเนตร แล้วก็ใบหน้า “ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะให้ตถลาคตกลับดวงใจ ตถลาคตจำเป็นจะต้องตายในวันขึ้น 15 ค่ำที่เดือนวิสาขะอีก ๓ เดือนด้านหน้านี้ อานนท์! พวกเราได้แสดงนิมิตโอภาสอย่างแจ่มแจ้งแก่คุณพอเพียงเป็นนัยมาไม่น้อยกว่า ๑๖ ครั้งแล้วว่าคนอย่างพวกเรานี้มีอิทธิบาทภาวนาที่ได้อบรมมาด้วยดี หากต้องการจะอยู่ถึงหนึ่งกัปป์ ก็พอเพียงอยู่ได้ แต่ว่าคุณหาระแวงไม่ ไม่ได้ทูลพวกเราเลย พวกเราตั้งมั่นไว้ว่าในครั้งที่แล้วๆนี้ ถ้าเกิดคุณทูลให้พวกเราอยู่ถัดไปพวกเราจะห้ามเสียสองครั้ง เพียงพอคุณทูลครั้งที่ ๓ จะรับนิมนต์ของคุณ แม้กระนั้นเวลานี้ช้าเสียแล้ว พวกเราไม่บางทีอาจกลับตัวกลับใจได้อีก” พระศาสดาหยุดอยู่พักหนึ่ง ต่อจากนั้นและจากนั้นก็ทรงพูดถัดไปว่า “อานนท์! คุณยังนึกออกไหม กาลครั้งหนึ่งในเทือกเขาซึ่งมีลักษณะยอดราวกับนกแร้ง อันได้นามว่าคิชฌข้าฏ ภายใต้เทือกเขานี้มีถ้ำอันแพร่นามชื่อหมูขาตา (ถ้ำหมูขุด หรือ ถ้ำคางหมู)ในถ้ำนี้เองสาวกผู้เลื่องลือว่าเลิศเลอทางสติปัญญาของพวกเราเป็นสารีลูก ได้ถอนกิเลสนุสัยอย่างสิ้นเชิง เพียงแต่เนื่องจากว่าฟังคำที่พวกเราเสวนากับหลานชายของคุณผู้มีนามว่าฑีฆนขะ เนื่องจากว่าไว้เล็บยาว เมื่อสารีลูกมาบวชในสำนักของพวกเราแล้วฑีฆนขะปริพพาต่อยท่องเที่ยวตามหาคุณลุงของตัวเอง มาเจอคุณลุงของเขาเป็นสารีลูกมอบงานพัดพวกเราอยู่ ก็เลยพูดเปรยๆเป็นเชิงเปรียบเปรยว่า ‘พระวัวสูดดม! ทุกสิ่งข้าพระพุทธเจ้าไม่สบอารมณ์หมด’ ซึ่งสรุปความว่า เขาไม่ชอบใจพวกเราด้วยเนื่องจากว่าตถลาคตก็รวมอยู่ในคำว่า ‘ทุกๆอย่าง’ พวกเราได้ตอบเขาไปว่า ‘ถ้าหากว่าเป็นอย่างนั้น คุณน่าจะไม่สบอารมณ์ข้อคิดเห็นอันนั้นของคุณเสียด้วย’… ” “อานนท์! พวกเราได้แสดงธรรมอื่นอีกเป็นอเนกปริยาย สารีลูกมอบให้งานพัดไปฟังไป จนถึงจิตของคุณหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหมด” “อานนท์เอ่ย!ในเทือกเขาคิชฌเราฏดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้ พวกเราเคยบอกกับคุณว่า คนอย่างพวกเราหากจะอยู่ถัดไปอีก ๑ กัปป์ หรือเกินกว่านั้นก็พอใช้ แม้กระนั้นคุณก็หารู้ความหมายที่คำที่พวกเราบอกไม่” “อานนท์! ถัดมาที่วัวโคลนนิโครธที่เหวสำหรับทิ้งขโมยที่ถ้ำบัวสายใกล้เวภารบรรพตที่รอยแดงหินใกล้เขาอิสิคิลิ ซึ่งเลื่องลือมาแม้กระนั้นสมัยโบราณว่า เป็นที่อยู่ที่อาศัยของพระเฉพาะผู้เดียวพระพุทธมากมายก่ายกอง เมื่อท่านเข้าไปในที่นั้นแล้วไม่มีผู้ใดเห็นท่านออกมาอีกเลย ก็เลยกล่าวขวัญกันว่าอิสิคิลิบตารรพต ที่เงื้อมเขาชื่อสัปปิโสณทิกาใกล้ป่าสีตวันที่ตโปทาราม ที่เวฬุวันสวนไผ่อันร่มรื่นของจอมเสนาที่แคว้นมคธ ที่สวนมะม่วงของแพทย์ชีวกโกมารคนใช้ ที่มัททกุจฉิมิคาทายวัน อีกทั้ง ๑๐ ที่นี้อยู่ในเขตตำบลราชคฤห์” “ถัดมาเมื่อพวกเราทิ้งราชคฤห์ไว้เบื้องหน้าเบื้องหลัง แล้วจาริกสู่เวข้าวสาลีนครอันก้าวหน้ายิ่ง พวกเราก็ได้นัยเอ็งคุณอีกถึง ๖ ที่ เป็นที่อุเทนเจดีย์ สัตตัมพเจดีย์ วัวโคลนกเจดีย์ พหุปุตตเจดีย์ สารันทเจดีย์ และก็ขว้างวาลเจดีย์เป็นที่ท้ายที่สุด เป็นสถานที่ซึ่งพวกเราอยู่ในขณะนี้ แม้กระนั้นคุณก็หาระแวงไม่