บุญพิธี

บุญพิธีการ พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: ศาสนพิธีการ เผยแพร่เมื่อ: ๐๗ เดือนสิงหาคม ๒๕๖๐ อ่าน: 4441 บุญพิธีการหมายถึงพิธีการทำบุญทำกุศลเพราะจารีตในครอบครัวของชาวพุทธ เป็นขนบธรรมเนียมเกี่ยวกับชีวิตของคนประเทศไทยทั่วๆไป ส่วนใหญ่ทำกันเกี่ยวกับเรื่องสังสรรค์บ้าง เรื่องอยากได้มิ่งขวัญบ้าง เรื่องตายบ้าง ในเรื่องกลุ่มนี้ นิยมทำบุญทำทานทางศาสนาพุทธ อาทิเช่น ทำบุญสุนทานเลี้ยงพระ รวมทั้งทำบุญทำทานใส่บาตร ฯลฯ พิธีการทำบุญสุนทานเลี้ยงพระ การทำบุญเลี้ยงพระ เหมือนเคยที่ทำกัน มักนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ในสถานที่ ที่ประกอบพิธีในเวลาเย็น เรียกกันอย่างสามัญว่าสวดมนต์ไหว้พระเย็น วันรุ่งขึ้นช่วงเช้า (บางครั้งเวลาเพล) มอบให้อาหารแก่พระสงฆ์ที่เจริญพระพุทธมนต์เมื่อเย็นวานนั้นเรียกกันว่าเลี้ยงพระยามเช้า (เรียกเลี้ยงพระเพล กรณีมอบให้อาหารเพล) หรือ ฉันเช้า (ฉันเพล) รวมทั้งในครั้งเดียวกันก็มีการใส่บาตรด้วย บางบุคคลมีเวลาน้อย ทุ่นเวลามาทำพร้อมในวันเดียวกันในตอนเวลาเช้าหรือตอนเพลตามอัธยาศัย ให้นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ก่อน จบแล้วมอบให้อาหารให้เสร็จ ในขณะเดียวกัน แบบงี้เรียกว่า ทำบุญสุนทานเลี้ยงพระ สำหรับการทำบุญสุนทานเลี้ยงพระนี้ นิยมทั้งยังในงานมงคล รวมทั้งงานอวมงคล ทั่วๆไป ชี้แจงลักษณะงานทั้งสองแบบดังที่กล่าวผ่านมาแล้วได้ ดังต่อไปนี้ ๑. ทำบุญสุนทานงานมงคล นั้น เช่น การทำบุญเลี้ยงพระ ดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว เพื่อความสำราญ ความรุ่งเรืองแก่จิตใจโดยเปรยเหตุที่ดีเป็นมูล เกี่ยวกับสังสรรค์การบรรลุเป้าหมายในชีวิต ได้แก่ สังสรรค์พระบรรพชาใหม่ ฯลฯ หรือที่เกี่ยวกับการเริ่มชีวิตใหม่เพื่อกำเนิดการบรรลุผลตามมุ่งมาดปรารถนาด้วยดีตลอดกาล ได้แก่ ทำบุญทำกุศลขึ้นบ้านใหม่ ทำบุญทำทานสมรสหรือที่เรียกว่าแต่งงาน ฯลฯ ๒. ทำบุญทำทานงานอวมงคล ยกตัวอย่างเช่น การทำบุญเลี้ยงพระเพื่อคุณประโยชน์เกื้อกูลรวมทั้งความสบายโดยเปรยเหตุไม่สู้ดี เนื่องมาจากมีการตายขึ้นในวงศ์ญาติหรือบุคคลที่เกี่ยวโยงในครอบครัว จัดแจงทำบุญทำกุศลขึ้นเพื่อเสร็จมีคุณประโยชน์ช่วยเหลือและก็ความสบายแก่ผู้วายชนม์ไปแล้ว รวมทั้งเพื่อเป็นมิ่งขวัญเปลี่ยนๆแก่คนที่ยังอยู่ งานกุศลโดยเปรยเหตุนี้เรียกว่าทำบุญสุนทานงานอวมงคล การทำบุญอีกทั้ง ๒ จำพวกนี้ ผู้มีบทบาทเกี่ยวสำหรับในการปฏิบัติ มี ๒ ข้างหมายถึง๑. ผู้กระทำบุญเป็นข้างทายกทายิกา ผู้มีปรารถนาบุญ เรียกว่าข้างผู้จัดงาน ๒. ผู้ประกอบพิธีบาปหมายถึงข้างปฏิค้างหก คนรับทานและก็ประกอบพิธีบาปตามความมุ่งหมายของเจ้าของงาน ซึ่งเป็นพระสงฆ์ เรียกว่าข้างภิกษุ ทั้งสองฝ่ายนี้มีระบบระเบียบปฏิบัติพิธีการกำหนดไว้เพื่อความเรียบร้อยโดยสมควรแต่ละชนิดของงาน เนื่องจากว่าวัฒนธรรมดังต่อไปนี้ ก็เลยกำเนิดมีพิธีการที่จะจำเป็นต้องปฏิบัติขึ้นรวมทั้งถือสืบๆกันมา แต่ว่าสมัยโบราณ ด้วยเหตุนั้น ในเรื่องพิธีการทำบุญสุนทาน หรือที่เรียกว่าบุญพิธีการ ก็เลยเกิดเรื่องที่จะจำเป็นต้องเล่าเรียนอีกส่วนใดส่วนหนึ่งซึ่งจะเอามาแถลงการณ์ในหมวดนี้โดยแยกเป็น ๒ ชนิด เป็นทำบุญทำกุศลงานมงคล ๑ รวมทั้งทำบุญสุนทานงานอวมงคล อีก ๑ กฎระเบียบพิธีการ ๑. ทำบุญทำทานงานมงคล พิธีการข้างเจ้าของงาน คนที่จะทำบุญทำทานเนื่องในงานมงคลต่างๆนั้น ในที่นี้เรียกว่าผู้จัดงาน พื้นฐานจำเป็นต้องเตรียมพร้อมธุรกิจต่างๆที่ควรจะทำก่อนดังต่อไปนี้ กรัม นิมนต์พระภิกษุมาเจริญพระพุทธมนต์ ข. จัดแจงที่ตั้งพุทธรูปพร้อมกับของเซ่น ค. ตกแต่งสถานที่รอบๆพิธีการ ฆ. วงด้วยด้ายสายสิญจน์ ง. ชักชวนพุทธรูปมาตั้งบนหิ้งบูชา จังหวัด ปูลาดอาสน์สำหรับสงฆ์ ฉ. ตระเตรียมเครื่องรับรองสงฆ์พอควรแก่ฐานะ ช. ตั้งภาชนะสำหรับทำน้ำมนต์ เมื่อพระมาถึงแล้วตรงเวลาระบุ จำเป็นจะต้องปฏิบัติกรณีธุระหมายถึงกรัม รอล้างเท้าพระแล้วก็ขัดด้วย ข. ประเคนเครื่องรับรองที่จัดไว้ ค. ถึงเวลาแล้ว จุดเทียนธูปที่โต๊ะหมู่บูชา บูชาพระแล้วกราบนมัสการ ๓ ครั้ง ฆ. ขอศีล รวมทั้งรับศีล ง. ต่อจากศีล อาราธนาพระปริตร เสร็จแล้วไหว้หรือกราบสุดแต่กรณี จังหวัด นั่งฟังสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เมื่อจบแล้ว มอบให้น้ำร้อน หรือเครื่องดื่มอันควรจะแก่สมณะ สุดแต่จะจัด สำหรับเพื่อการปฏิบัติพิธีการตามหน้าที่ ที่กล่าวนี้ มีข้อที่ควรรู้เรื่องให้กว้างใหญ่อยู่อีก ซึ่งจะได้อธิบายถัดไปหมายถึง๑. ประเด็นการนิมนต์พระภิกษุมาเจริญพระพุทธมนต์ นิยมไม่ระบุปริมาณข้างมาก แม้กระนั้นนิยมระบุข้างน้อยไว้โดยกฏเกณฑ์เป็นไม่ต่ำลงยิ่งกว่า ๕ รูป เกิน ๕ ไปก็เป็น ๗ หรือ ๙ สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ไม่นิมนต์พระจำนวนคู่ ด้วยเหตุว่าถือราวกับอย่างว่า การทำบุญคราวนี้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธานลักษณะเดียวกันกับครั้งพุทธกาล ซึ่งปรากฏตามบาลีว่าพุทฺธปฺปมุโข ภิกฺขุสงฺโฆ พระสงฆ์มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นกษัตริย์โดยตั้งพุทธรูปไว้ด้านหน้าแถวภิกษุ นับปริมาณรวมกับภิกษุเป็นคู่ ยกเว้นในงานแต่งงาน มักนิยมนิมนต์ภิกษุจำนวนคู่ จุดหมายหมายถึงแบ่งให้ข้างเจ้าบ่าวรวมทั้งข้างเจ้าสาวนิมนต์พระมาปริมาณเท่าๆกัน เมื่อมารวมกันก็เลยเป็นจำนวนคู่แม้กระนั้นในพิธีการหลวงในทุกวันนี้ มักนิมนต์พระ เป็นจำนวนคู่ เป็นต้นว่า ๑๐ รูป ฯลฯ ๒. เรื่องตระเตรียมที่ตั้งพุทธรูปและของเซ่น ที่ตั้งพุทธรูป และเครื่องเซ่นในงานพิธีต่างๆนั้น นิยมเรียกสั้นๆว่าโต๊ะหมู่บูชา สิ่งจำเป็นของโต๊ะหมู่บูชานี้มีโต๊ะรอง ๑ ของไหว้ ๑ โต๊ะรองเป็นที่รองรับพุทธรูป แล้วก็ของไหว้ในช่วงเวลานี้นิยมใช้กันทั่วๆไป เป็นโต๊ะหมู่บูชาซึ่งสร้างไว้เป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรียกกันว่าโต๊ะบูชา มีกลุ่มเป็นกลุ่ม ๕ กลุ่ม ๗ รวมทั้งกลุ่ม ๙ มีความหมายว่า กลุ่มหนึ่งๆมีโต๊ะ ๕ ตัว ๗ ตัว และก็ ๙ ตัว ก็เรียกว่ากลุ่มแค่นั้น หากในที่ที่หาโต๊ะหมู่บูชามิได้จะใช้ตั่งหรือโต๊ะอะไรที่เหมาะสม ซึ่งไม่สูงหรือต่ำเกินความจำเป็นนัก จัดเป็นโต๊ะหมู่ในพิธีการก็ได้ การใช้ตั่งหรือโต๊ะอื่นแทนโต๊ะบูชานี้ มีหลักสำคัญอยู่อย่างหนึ่งว่า โต๊ะหรือตั่งนั้นจำเป็นต้องใช้ผ้าขาวปูพื้นก่อน ถ้าเกิดผ้าขาวมิได้จำเป็นที่จะต้องใช้ผ้าสี ควรจะเป็นผ้าสะอาดรวมทั้งยังไม่ได้ใช้การอันอื่นมาเป็นเหมาะสมที่สุด ผ้าอะไรก็แล้วแต่ ถ้าหากแสดงลักษณะชัดว่าเป็นโจงกระเบนแล้วไม่ควรเป็นอย่างมาก การใช้โต๊ะอื่นหรือตั่ง แทนนี้ ควรจะหาตั่งเล็กหรือโต๊ะเล็กๆอีกตัวหนึ่งตั้งซ้อนบนเป็นที่ตั้งพุทธรูป การจัดโต๊ะบูชานี้มีหลักอยู่ว่า จำเป็นต้องตั้งหันโต๊ะออกทางเดียวกับพระภิกษุ เป็นให้พระพุทธปฏิมากรหันใบหน้าออกทางเดียวกับพระภิกษุนั่นเอง ด้วยตั้งใจให้พระพระสงฆ์มีพุทธรูปเป็นประธาน ยกเว้นจำเป็นจะต้องเกี่ยวกับสถานที่ ซึ่งจำเป็นต้องให้พระพระสงฆ์นั่งมีเบื้องซ้ายอยู่ทางพุทธรูปแล้ว ก็เลยจำต้องจัดโต๊ะบูชาเบือนหน้ามาทางภิกษุ ให้พระพระพุทธรูปหันใบหน้าหาพระภิกษุเป็นอันไม่ต้องตั้งแถวกับภิกษุ สำหรับเรื่องแนวทางที่จะตั้งพุทธรูปนั้น ตามแฟชั่นที่เคยปฏิบัติกันมา ชอบให้ผินใบหน้าไปสู่ทิศเหนือ ด้วยจัดว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นโลกทิศเหนือ มิฉะนั้นก็ให้หันไปทางทิศตะวันออก ด้วยถือได้ว่าด้านพระ (ในวันรู้แจ้งเห็นจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งผินหน้าไปทางทิศตะวันออก) ฯลฯ แต่ว่าหัวข้อนี้มีความคิดเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นควรต้องจำกัดแบบนั้นจะให้ผินหน้าไปด้านอะไรก็ตามก็ไม่กำเนิดโทษและไม่มีข้อกำหนด เป็นอันสุดแท้แต่สถานที่จะให้ให้ตั้งได้สมควร ก็ควรจะทำเป็นทั้งหมด สำหรับเพื่อการตั้งของเซ่นนั้น จำต้องสุดแต่โต๊ะที่ตั้ง ถ้าเกิดเป็นโต๊ะผู้เดียวที่ใช้ตั้งหรือโต๊ะตัวเดียวตั้งแทนโต๊ะบูชา เครื่องเซ่นควรจะมีแจกันแต่งแต้มดอกไม้ ๑ คู่ ตั้ง ๒ ข้างพุทธรูป ไม่ติดหน้าหรือห่างเกินความจำเป็น ต่อมาแถวหน้าพุทธรูปตั้ง กระถางปักธูปเบื้องหน้าพุทธรูปกับเชิงเทียน ๑ คู่ ตั้งชันกับแจกัน เพียงเท่านั้น ก็สำเร็จรูปเป็นโต๊ะหมู่พอเหมาะพอควร โต๊ะในขณะนี้ไม่สมควรตั้งเครื่องให้มากยิ่งกว่านี้ เพราะเหตุว่าเป็นโต๊ะไม่เข้าหลักเข้าเกณฑ์กฏเกณฑ์ จะมีผลให้รกกระทั่งไม่เหมาะสม สำหรับโต๊ะหมู่บูชาจะแสดงการจัดโต๊ะกลุ่ม ๗ เป็นตัวอย่าง ดังต่อไปนี้ หลักโต๊ะหมู่บูชา ๗ มีอยู่ว่า ใช้แจกัน ๒ คู่ คู่ ๑ ตั้งบนโต๊ะกึ่งกลางที่ตั้งพุทธรูปใกล้ข้างหลัง ๒ ข้าง พุทธรูปอยู่ตรงมุมทั้งยัง ๒ ข้างหลัง อีกคู่ ๑ ตั้งบนโต๊ะข้างตัวละ ๑ ติดมุมนอกข้างหลัง ถือหลักว่า แจกันเป็นพนักหลักสุด จะตั้งล้ำมาด้านหน้าไม่สมควร พานดอกไม้ ๕ พาน ตั้งกึ่งกลางโต๊ะ ทุกโต๊ะเว้นโต๊ะกึ่งกลางแถวหน้าซึ่งตั้งกระถางปักธูปเชิงเทียน ๕ คู่ ตั้งที่โต๊ะข้างด้านซ้าย และก็ขวามือโต๊ะลง ๑ ที่มุมหน้าตรงผ่านกับแจกัน รวม ๒ ส่วน ๒ คู่ กึ่งกลาง ตั้งแต่โต๊ะพุทธรูปลงมา ๓ ตัว ตั้งตัวละคู่ที่มุมโต๊ะทั้งยัง ๒ ข้างหน้ารวมอีก ๓ คู่ สำหรับคู่ที่อยู่บนโต๊ะที่ตั้งพุทธรูปนั้น ถ้าเกิดต้อง เป็นต้นว่า บังพุทธรูป หรือใกล้พุทธรูปเกินความจำเป็น จะเอาทิ้งเสียคู่หนึ่งก็ได้ ถึงแม้โต๊ะหมู่บูชาอื่นเว้นแต่ กลุ่ม ๗ ที่กล่าวนี้ ก็ถือแนวทางตั้งสิ่งเดียวกัน ๓. เรื่องตกแต่งสถานที่รอบๆพิธีการ นิยมให้สะอาดเรียบร้อยเป็นหลัก เนื่องจากว่าเป็นการทำบุญทำกุศลอยากได้มิ่งขวัญ แล้วก็ออกแขกด้วยความสะอาดเป็นระเบียบ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องที่ควรจะทำอย่างมาก ถ้าเกิดได้เพิ่มการตกแต่งเพื่อความสวยสดงดงามขึ้นอีก ก็เป็นเรื่องดียิ่ง ดังนี้สุดแล้วแต่ฐานะรวมทั้งกำลังของตนเองเป็นหลัก ๔. เรื่องวงสายสิญจน์ คำว่าสิญจน์ มีความหมายว่าการรดน้ำเป็นการรดน้ำ เนื่องจากมีพิธีการต่อเนื่องมาแต่ว่าพิธีการพราหมณ์ เพิ่มเติมสาย เข้าข้างหน้า เป็นด้ายสายสิญจน์ เปลี่ยนเป็นวัตถุประเภทหนึ่งที่ประยุกต์ใช้ในงานมงคลต่างๆด้ายสายสิญจน์ ตัวอย่างเช่น สายที่ทำด้วยด้ายดิบ โดยแนวทางจับด้ายในเข็มสาวออกชักเป็นห่วงๆให้สโมสรเป็นสายเดียวกันจากเส้นด้ายในเข็ดขยาดเส้นเดียว จับออกหนแรกเป็น ๓ เส้น ม้วนเข้าพวกไว้ หากอยากให้สายใหญ่ก็จับอีกรอบหนึ่ง จะแปลงเป็น ๙ เส้น ในงานมงคลทุกชนิด นิยมใช้ด้ายสายสิญจน์ ๙ เส้น เนื่องจากว่าพูดกันว่าด้ายสายสิญจน์ ๓ เส้น สำหรับใช้ในพิธีการเบิกโลงผีจะทำมาใช้พิธีการงานมงคลไม่เหมาะสม หากเพิ่มการคงทนถาวรแล้ว ด้ายสายสิญจน์ ๙ เส้น คงทนถาวรกว่าด้ายสายสิญจน์ ๓ เส้น แน่นอน สายสิญจน์ด้ามจับเสร็จโดยแนวทางลักษณะนี้ ใช้ในงานมงคลทุกจำพวกที่จำต้องใช้สายสิญจน์ (ยืมมาใช้ในงานอวมงคลบ้าง ในเรื่องที่ใช้เป็นสายโยง) การวงด้ายสายสิญจน์ มีหลักเกณฑ์ถืออยู่ว่า ถ้าหากเป็นบ้านมีรั้วรอบให้วงรอบรั้ว หากไม่มีรั้วรอบหรือมีแต่ว่ากว้างเหลือเกิน หรือมีตึกหรือสิ่งก่อสร้างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับพิธีการ อยู่ร่วมในรั้วด้วยก็ให้วงเฉพาะตึกพิธีการรอบๆ หากผู้จัดงานไม่อยากวงด้ายสายสิญจน์ รอบรั้วบ้านหรือรอบตึกที่ตนประกอบพิธีทำบุญสุนทาน จะวงด้ายสายสิญจน์ที่ฐานพุทธรูปบนโต๊ะหมู่บูชาแค่นั้นแล้วโยงมาที่ภาชนะสำหรับทำน้ำมนต์ก็ได้ การโยงด้ายสายสิญจน์จากฐานพุทธรูปมายังภาชนะน้ำมนต์ ควรจะโยงหลบเพื่อไม่ให้จำต้องผ่านด้ายสายสิญจน์ในเวลาจุดธูปเทียน เมื่อวงที่ภาชนะสำหรับทำน้ำมนต์แล้ว ควรวางกรุ๊ปด้วยด้ายสายสิญจน์ไว้บนพานสำหรับรองด้ายสายสิญจน์ ซึ่งอยู่ทางศีรษะอาสน์สงฆ์ ใกล้ภาชนะสำหรับทำน้ำมนต์ การวงด้ายสายสิญจน์ถือหลักวงจากซ้ายไปขวาของสถานที่หรือวัตถุ มีข้อที่นับว่าเป็นเรื่องต้องระวังอยู่อย่างหนึ่งเป็นเวลาที่วงด้ายสายสิญจน์ อย่าให้ด้ายสายสิญจน์ขาด อนึ่ง ด้ายสายสิญจน์ที่วงพุทธรูปแล้วนี้จะผ่านกรายไม่ได้ เนื่องจากว่าถ้าหากผ่านกรายแล้วเท่ากับผ่านพุทธรูป เป็นการแสดงอค้างราวะต่อพุทธรูปทีเดียว ถ้าหากมีความสำคัญที่จะจะต้องผ่านด้ายสายสิญจน์ ก็จำต้องลอดมือหรือก้มศีรษะลอดภายใต้ด้ายสายสิญจน์ผ่านไป จุดนี้เกิดเรื่องที่ต้องระมัดระวัง ๕. เรื่องชักชวนพุทธรูปมาตั้งบนหิ้งบูชา เป็นธุระที่ควรทำเมื่อกำลังจะถึง ตั้งเวลาประกอบพิธี พุทธรูปนั้นจะเป็นพระอะไรก็ตามจะหาได้ ขอให้เป็นพุทธรูปแค่นั้น ไม่ใช่พระเครื่องลางซึ่งเล็กมากมายไม่เหมาะสมแก่พิธีการ พุทธรูปหากมีครอบควรจะเอาครอบออกตั้งเฉพาะองค์พระเพียงแค่นั้น แล้วก็ที่องค์พระไม่ควร จะนำอะไรที่ไม่เหมาะสมเสริมแต่ง เป็นต้นว่า พวกพวงมาลัยหรือดอกไม้ ฯลฯ ควรจะให้องค์พระเด่นเป็นหลัก นอกจากที่ฐานพระจะใช้วงพวงมาลัยวงรอบฐาน กลับมองสวยดี ไม่มีข้อบังคับ ดอกไม้บูชามีระบบระเบียบจัดดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นแล้วในเรื่องตั้งบูชา สำหรับองค์พุทธรูปที่นิมนต์มาตั้งเป็นที่สักการบูชาในพิธีการ ถ้าหากมัวหมองด้วยละออง ควรจะขัดให้สะอาดหรือสรงน้ำซะก่อน หากเป็นพุทธรูปประเภทขัด ถ้ามัวหมองตามภาวะ ควรขัดให้ผุดผ่อง เพื่อเป็นเครื่องเพิ่มเลื่อมใสปสาทะให้เพิ่มขึ้น ก่อนจะชูพุทธรูปจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งก็ดีแล้ว ในขณะวางพุทธรูปลงในแท่นบูชาดีแล้ว ควรก้มไหว้ก่อนชู หรือก้มไหว้ในเมื่อวางลงแล้วเป็นขั้นต่ำ ถ้าเกิดถึงกราบได้เป็นสวย ๖. เรื่องปูลาดอาสน์สำหรับพระภิกษุ นิยมใช้กับอยู่ ๒ แนวทางเป็นเอาขึ้นอาสน์สงฆ์ให้สูงมากขึ้นโดยใช้เตียงหรือม้าวางต่อกันเข้าให้ยาวพอเพียงแก่ปริมาณพระสงฆ์ อีกแนวทางหนึ่งปูลาดอาสน์บนพื้นปกติ อาสน์สงฆ์จำพวกยกพื้นนิยมใช้ผ้าขาวปูลาด จะมีผ้านิสีทนะปูอีกหนึ่งหรือไม่ก็ได้ โดยยิ่งไปกว่านั้นอาสน์สงฆ์ยกพื้นที่ มักจัดให้สถานที่ที่ข้างเจ้าของงานนั