กุศลพิธี

บุญกุศลพิธีการ พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: ศาสนพิธีการ เผยแพร่เมื่อ: ๐๖ ส.ค. ๒๕๖๐ อ่าน: 6383 พระภิกษุสงฆ์รวมทั้งชาวพุทธ ถือดอกไม้ธูปเทียน ด้วยกันประกอบพิธีเวียนเทียน เนื่องในวันสำคัญทางพุทธศาสนา บุญกุศลพิธีการ คือ พิธีการต่างๆอันเกี่ยวด้วยการฝึกฝน ความดีทางพุทธศาสนาส่วนตัวบุคคลหมายถึงเรื่องสร้างคุณงามความดีแก่ตนทางศาสนาพุทธตามพิธีการนั่นเอง เฉพาะที่พึงปฏิบัติในพื้นฐาน มี ๓ เรื่อง เป็นพิธีการแสดงตัวเป็นชาวพุทธ พิธีการถือศีลโบสถ์ รวมทั้งพิธีการเวียนเทียนในวันสำคัญทางศาสนาพุทธ กรัม พิธีการปรากฏตัวเป็นพุทธศาสนิกชน นิยามความหมาย คำว่าชาวพุทธ มีความหมายว่า คนรับเอาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นของตน และก็การแสดงตนเป็นพุทธศาสนิกชน คือ การประกาศตนของดาราว่าเป็นคนรับเชื่อถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นของตน การปฏิญาณตนเป็นผู้เชื่อถือศาสนาพุทธไม่จำเป็นที่จะต้องทำเฉพาะคราวโดดเดี่ยว ทำอีกครั้งๆตามกำลังที่เชื่อถือและก็ความนับถือก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น พระสาวกบางรูป คราวหลังแต่ว่าได้รับการบรรพชาและจากนั้นก็ลั่นคำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระศาสดาของเราท่าน เราท่านเป็นสาวก ดังต่อไปนี้ ฯลฯ ภูมิหลัง เมื่อความชื่นชอบสำหรับในการบรรพชาเณรน้อยลง กับการส่งเด็กไปเรียนในต่างชาติเยอะขึ้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ทรงพระราชกังวลใจว่า เด็กๆจะไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อศาสนาพุทธ ก็เลยโปรดให้พระลูกชายของท่านทรงสัญญาท่านเป็นผู้เชื่อถือศาสนาพุทธก่อน ถัดมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ได้เป็นพระองค์แรกที่สาบานท่านตามขนบธรรมเนียมที่ทรงตั้งใหม่นั้น รวมทั้งใช้เป็นราชประเพณีถัดมาอีกหลายท่าน อย่างเช่น พระผู้เป็นเจ้าวรวงศ์คุณ ท่านเจ้าจุมพฎโคตรบริพัตร พระลูกชายสมเด็จพระเจ้าน้องยาคุณ เจ้าฟ้ากรมหลวงจังหวัดนครสวรรค์วรพินิตกับม.จ.องค์อื่นๆก่อนที่จะไปเรียนในยุโรป ก็ได้แสดงท่านเป็นพุทธศาสนิกชนก่อน ฯลฯ ฉะนั้น ก็เลยกำเนิดเป็นธรรมเนียมปฏิบัติปรากฏตัวเป็นชาวพุทธขึ้นสืบต่อกันมา ในขณะนี้ ความชื่นชอบแสดงตัวเป็นพุทธศาสนิกชนของพุทธศาสนิกชนไทย สามารถสรุปได้ ดังต่อไปนี้ เมื่อลูกหลานของตัวเองทราบเดียงสาเติบโตอยู่ในระหว่าง ๑๒ – ๑๕ ปี ก็ประกอบพิธีให้ลูกหลานได้แสดงตัวเป็นพุทธศาสนิกชน เพื่อเด็กสืบความเป็นพุทธศาสนิกชนตามเครือญาติถัดไป เมื่อจะส่งลูกหลานไปเรียนยังต่างแดนที่ไม่ใช่ดินแดนของพุทธศาสนา เมื่อจะปลูกฝังนิสัยของเยาวชนให้มั่นคงในพุทธศาสนาโดยมากทางสถานที่เรียนจะเป็นคนจัดทำพิธีการ บางทีอาจจะเป็นปีละครั้ง เมื่อมีบุคคลต่างศาสนากำเนิดความนับถือในพุทธศาสนาต้องการจะประกาศตนเป็นพุทธศาสนิกชน ระเบียบปฏิบัติพิธีการ นิมนต์พระภิกษุขั้นต่ำ ๕ รูป เข้าโบสถ์ หรือศาลาหรือสถานที่ที่สมควรแล้วภาควิชาผู้ปฏิญาณตนนั่งพร้อมหน้าสงฆ์ ผู้แทนจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย (ถ้าหากนั่งกับพื้น ควรคุกเข่า หากนั่งบนเก้าอี้ ให้ยืนพนมมือ) แล้วกล่าวคำบูชาตามหัวหน้า ดังต่อไปนี้ อิไม่ที่นา สักกาเรนะ พุทธัง ปูเชมะ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายแหล่บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเครื่องสักการะบูชานี้ อิไม่ท้องนา สักกาเรนะ ธัมมัง ปูเชมะ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายแหล่บูชาพระธรรมด้วยเครื่องสักการะบูชานี้ อิไม่ท้องนา สักกาเรนะ สังฆัง ปูเชมะ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายแหล่บูชาภิกษุด้วยเครื่องสักการะบูชานี้ ต่อจากนั้น ผู้ปฏิญาณตนเบือนหน้าไปทางพระ แล้วว่านะโม ตามผู้กล่าวนำ ดังต่อไปนี้ นะโม ตัสสะ ภะขาวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (ว่า ๓ จบ) ขอนอบก้มแก่พระผู้มีพระภาคผู้วิเศษตสัมมาสัมพระพุทธท่านนั้น ต่อด้วย ว่าคำสัญญาตนเป็นชาวพุทธ ดังต่อไปนี้ เอเต มะยัง ภันเต, สุจิระปะรินิพพุตัมปิ, ตัง ภะขาวันตัง สะระณัง คัจฉามะ, ธัมมัญจะ สังฆัญจะ, พุทธะมามะกาว่ากล่าว โน, สังโฆ ธาเรตุๆ. คำแปล เราแม้กระนั้นสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายแหล่ ขอถึงผู้มีพระภาคเจ้าท่านนั้น ถึงแม้เสด็จตายแล้ว ทั้งยังพระธรรม แล้วก็พระเป็นสรณะของที่ระลึกเชื่อถือ ขอพระพระสงฆ์ต้องจำข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายแหล่ไว้ว่าเป็นพุทธศาสนิกชน เป็นคนรับเอาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นของตน เป็นผู้เชื่อถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (หมายเหตุ : หากสัญญาผู้เดียว ให้เปลี่ยนวลีสาบาน ดังต่อไปนี้ เอเต มะยัง เป็น เอสาหัง, คัจฉามะ เป็น คัจฉาไม่, พุทธะมามะกาว่ากล่าว ชายกลายเป็น พุทธะมามะโกว่ากล่าว หญิงกลายเป็น พุทธะมาไม่กาติเตียน, โน เป็น มัง, แสดงว่า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายแหล่เป็นชาวพุทธ) พระภิกษุทั้งหมดพนมมือรับ “สาธุ” พร้อม ต่อจากนั้นผู้ปฏิญาณตนนั่งพนมมือฟังโอวาทจากพระภิกษุ ภายหลังจากจบโอวาทแล้วผู้แทนนำกล่าวคำขอศีล ด้วยเหตุผลดังกล่าว มะยัง ภันเต, วิสุง วิสุง รักขะณัตถลายะ, ตำหนิสะระเณนะ สะหะ, ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ. ทุว่ากล่าวยัมปิ มะยัง ภันเต, วิสุง วิสุง รักขะณัตโผลงยะ, ตำหนิสะระเณนะสะหะ, ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ. ตะว่ากล่าวยัมปิ มะยัง ภันเต, วิสุง วิสุง รักขะณัตโผลงยะ, ตำหนิสะระเณนะสะหะ, ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ. แล้วต่อจากนั้นประธานพระสงฆ์จะเป็นผู้บริจาคศีล ผู้สัญญาว่าตาม ดังต่อไปนี้ นะโม ตัสสะ ภะขาวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ. นะโม ตัสสะ ภะขาวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ. นะโม ตัสสะ ภะขาวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ. ประธานพระสงฆ์ว่า “ยะมะหัง วะทามิ, ตัง วะเทหิ” ผู้สาบานรับว่า “อามะ ภันเต” พุทธัง สะระณัง คัจฉาไม่. ธัมมัง สะระณัง คัจฉาไม่. สังฆัง สะระณัง คัจฉาไม่. ทุตำหนิยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉาไม่. ทุติเตียนยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉาไม่. ทุติเตียนยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉาไม่. ตะติเตียนยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉาไม่. ตะตำหนิยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉาไม่. ตะตำหนิยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉาไม่. ประธานพระสงฆ์ว่า “ว่ากล่าวสะระณะค่ะมะนัง นิฏฐตัง” ผู้สัญญารับว่า “อามะ ภันเต” ขว้างณาติเตียนขว้างตา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. อะทินที่นาทานา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. มุสาวาทา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ. เหล้าเมระยะของเมาปะมาทัฏฐานา เวระมะณีสิกขาปะทังสะมาทิยามิ. อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ (ว่า ๓ ที) แล้วก็ประธานพระสงฆ์จะบอกอานิสงส์ของศีลถัดไปว่า สีเลนะ สุค่ะท้วงติง จนถึงติเตียน สีเลนะ โภคะสัมปะทา สีเลนะ นิพพุท้วงติง จนถึงว่ากล่าว ตัสมา สีลัง วิโสธะเยฯ (บทนี้ ผู้สาบานไม่ต้องว่าตาม, เพียงพอท่านว่าจบแล้วให้กราบ ๓ ครั้ง) ลำดับจากนี้ หากมีเครื่องไทยธรรม พึงจะนำเครื่องไทยธรรมมามอบให้ภิกษุ เสร็จแล้วสงฆ์อนุโมทนา ผู้สัญญากรวดน้ำรับพรเสร็จแล้วไหว้พระพระสงฆ์ ๓ ครั้ง เท่านี้ก็เรียบร้อยพิธีการฯ ข. พิธีการถือศีลโบสถ์ นิยามความหมาย โบสถ์ เกิดเรื่องกุศลผลบุญสำคัญชนิดหนึ่งของฆราวาส มีความหมายว่าการเข้าจำเป็นจะต้องเล่ห์เหลี่ยมอบรมกิเลสได้อย่างน้อยลงและก็เป็นทางที่ความสงบเงียบหยุด อันเป็นความสบายอย่างมากสุดในศาสนาพุทธ โบสถ์มี ๒ อย่าง เป็นธรรมดาโบสถ์ อย่าง ๑ แล้วก็ปฏิชาครอุโบสถ อย่าง ๑ โบสถ์หวานใจษากันตามธรรมดาเฉพาะวันหนึ่งคืนวันหนึ่ง อย่างที่อุบาสกอุบาสิการักษากันอยู่เวลานี้เรียกว่าธรรมดาโบสถ์ โบสถ์สุดที่รักษาเป็นพิเศษกว่าธรรมดาหมายถึงรักษาคราวละ ๓ วันหมายถึงวันรับหนึ่งวัน วันรักษาหนึ่งวัน แล้วก็วันส่งหนึ่งวัน อาทิเช่น จะรักษาโบสถ์วัน ๘ เย็น จำเป็นต้องรับและก็รักษามาตั้งแต่วัน ๗ เย็น ตลอดกาลจนกระทั่งวันสุด ๙ เย็น เป็นได้ใกล้รุ่งใหม่ของวัน ๑๐ เย็น นั่นเองก็เลยหยุดรักษา อย่างงี้เรียกว่าปฎิชาครอุโบสถ การดูแลและรักษาโบสถ์อีกทั้ง ๒ แบบงี้ โดยแท้จริงเป็นการดูแลรักษาศีล ๘ นั่นเอง กฎระเบียบพิธีการ ๑. อาบน้ำแต่เช้าตรู่ แล้วอธิษฐานโบสถ์ ด้วยตัวเองก่อนว่า อิมัง อัฏฐังค่ะสะมันนาคะตัง พุทธัปปัญญัตตัง อุโปสะถัง อิมัญจะ รัชนีง อิมัญจะ ทิวสัง สัมมะเทวะ อะภิรักขิตุง สะมาทิยามิฯ คำแปล กระผมขอสมาทานโบสถ์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าข้อบังคับ อันมีองค์แป็ดอย่างนี้ เพื่อรักษาให้ดี ไม่ให้ขาดไม่ให้ทำลาย ทั้งคืนหนึ่งรวมทั้งวันหนึ่งปัจจุบันนี้ แล้วหลังจากนั้นให้รอเวลาอยู่ด้วยอาการสงบเงียบตามความเหมาะสม แล้วไปสู่สมาคมในวัดใดวัดหนึ่งเพื่อรับสมาทานโบสถ์ศีลต่อพระภิกษุตามจารีตประเพณี ๒. ดังนี้ธรรมดาโบสถ์ นั้นเป็นวันธรรมสวนะ ทุกคนจะลงสัมมนากันในโบสถ์ หรือศาลาการเปรียญ ฯลฯ เพื่อทำวัตรสวดมนต์ไหว้พระ ๓. เมื่อทำวัดสวดมนต์ไหว้พระเสร็จ หัวหน้าอุบาสกหรืออุบาสิกาก็ตาม ควรยอตัวพนมมือ ประกาศองค์โบสถ์ ทั้งยังคำบาลีแล้วก็ไทย คำประกาศองค์โบสถ์ อัชชะ โภนโต ปักขัสสะ อัฏฐะมีทิวะโส เอวะรูโป โข โภนโต ทิวะโส พุทเธนะ ภะค่ะวะตา ปัญญัตัสสะ ธัมมัสสะวะนัสสะเจวะ ตะทัตโผลงยะ อุปาสะกะอุปาสิกานัง อุโปสะถัสสะ จะ กาโล โหติเตียน หันทะ มะยัง โภนโต สัพเพ อิธะ สะมาค่ะตา ตัสสะ ภะค่ะวะโต ธัมมานุธัมมะปะฏิปัตติเตียนยา ปูชนัตถลายะ อิมัญจะ รัตง อิมัญจะ ทิวะสัง อัฏฐังค่ะสะมันนาคะตัง อุโปสถัง อุปะวะสิสสามาว่ากล่าว กาละปะริจเขทัง กัตวา ตัง ตัง เวระมะณิง อารัมมณัง กัตวา อวิกขิตตะจิตตา หุตวา สักกัจจัง อุโปสะถัง สมาทิเยยยามิ อีทิสัง หิ อุโปสะถัง สัมปัตตานัง อัมหากัง ชีวิตัง มานิรัตถะกัง โหเหม็นตุฯ หมายเหตุ คำประกาศนี้สำหรับวันพระ ๘ เย็น ถ้าเกิด ๑๕ เย็นทั้งยังข้างขึ้น และก็ข้างแรม ใช้คำว่า “ปัณณะระสีทิวะโส” ถ้าหากเป็นวันพระ ๑๔ เย็นใช้คำว่า “จาเหม็นตุททะสีวะโส” ๔. เมื่อหัวหน้าประกาศจบแล้ว ภิกษุผู้แสดงธรรมขึ้นธรรมาสน์ อุบาสกอุบาสิกาทุกคน ควรจะยอตัวกราบพร้อม ๓ ครั้ง แล้วกล่าวคำนิมนต์โบสถ์พร้อม ดังต่อไปนี้ มะยัง ภันเต ติเตียนสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังขาสะมันนาคะตัง อุโปสะถีง ยาจามะ (ว่า ๓ จบ) ๕. พึงจะว่าตามคำบัญชาที่สงฆ์บอกเป็นตอนๆไปเป็นนะโม ตัสสะ ภะค่ะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะฯ (ว่า ๓ จบ) พุทธัง สะระณัง คัจฉาไม่. ธัมมัง สะระณัง คัจฉาไม่. สังฆัง สะระณัง คัจฉาไม่. ทุตำหนิยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉาไม่. ทุว่ากล่าวยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉาไม่. ทุติเตียนยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉาไม่. ตะตำหนิยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉาไม่. ตะว่ากล่าวยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉาไม่. ตะติเตียนยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉาไม่ เพียงพอจบแล้วทางภิกษุพูดว่า ว่ากล่าวสะระณะค่ะมะนัง นิฏฐิตัง ก็ให้รับว่า อามะ ภันเต หลังจากนั้นท่านก็จะให็ศีลถัดไป รอรับกันตามระยะที่ท่านหยุด ดังต่อไปนี้ ๑. ขว้างณาติเตียนขว้างตา เวรมณี สิกขาปะทัง สมาทิยามิ ๒. อทินนาทานา เวรมณี สิกขาปะทัง สมาทิยามิ ๓. อะพระพรหมจริยา เวรมณี สิกขาปะทัง สมาทิยามิ ๔. มุสาวาทา เวรมณี สิกขาปะทัง สมาทิยามิ ๕. เหล้าเมรยะของเมาปมาทัฏฐานา เวรมณี สิกขาปะทัง สมาทิยามิ ๖. วิกาละโภชนา เวรมณี สิกขาปะทัง สมาทิยามิ ๗. นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสท้องนา มาลาคันธะวิเลปะนะธารณะมัณฑนะแข็งแกร่งสะนัฏฐานา เวรมณี สิกขาปะทัง สมาทิยามิ ๘. อุจจาสะยะนะมะหาสะยะท้องนา เวรมณี สิกขาปะทัง สมาทิยามิ ๖. เมื่อพระแสดงธรรมจบแล้วทุกคนพึงจะให้สาธุการรวมทั้งสวดมนตร์ประกาศตนพร้อมดังต่อไปนี้ สาธุ สาธุ สาธุ อะหัง พุทธัญจะ ธัมมัญจะ สังฆัญจะ สะระณัง คโต อุปาสกัตตัง เทเสสึ ภิกษุสังฆัสสะ สัมมุขา เอตัง เม สะระณัง เฉมัง เอตัง สะระณะมุตตะมัง เอตัง สะระณะมาคัมมะ สัพพะทุกขา ปะมุจจะเย ยะโผลงพะลัง จะเรยยาหัง สัมมาสัมพุทธสาสนัง ทุกขนิสสะระณัสเสวะ พวก อัสสัง อนาคเตฯ หมายเหตุ หากสตรีกล่าว ควรจะเปลี่ยนวลีที่ขีดเส้นใต้นี้เป็น คโต กลายเป็น คตา อุปาสกัตตัง กลายเป็น อุปาสิกัตตัง พรรค อัสสัง กลายเป็น ภาคินิสสัง เมื่อสวดมนตร์ประกาศจบให้กราบ ๓ ครั้ง เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อยพิธีการช่วงเวลาเช้า ๗. ถัดจากนี้ก็พัก พูดคุยธรรมกันตามความสะดวก คอยตราบจนกระทั่งถึงเวลากินอาหารเพล (เที่ยงตรง) ตอนเวลาบ่ายหรือเย็น ควรจะสัมมนากันทำวัตรในเวลาค่ำตามแบบนิยมของสงฆ์นั้นๆบางที่มีการมีการเทศน์โปรด ๘. หากไม่มีการแสดงธรรมเย็นนี้ พอเพียงทำวัตรจบผู้หวังจะกลับไปพักที่บ้าน ควรจะขึ้นไปลาหัวหน้าพระสงฆ์ สุดแต่ประเพณีนิยมของแต่ละวัด ส่วนคนที่ตั้งใจจะค้างที่วัดไม่กลับไปอยู่ที่บ้านก็ไม่ต้องลา คำลาภิกษุ หันทะทานิ มะยัง ภันเต อาคำถามไม่ พะหุเรื่องราว มะยัง พะหุกะระรียาฯ พระคนรับลา ควรกล่าวคำว่า “ยัสสะทานิ ตุๆมเห กาลัง มัญญะถะ” ผู้ลาควรจะรับว่า “สาธุ ภันเต” แล้วกราบพร้อม ๓ ครั้ง เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อยพิธีการฯ — — ที่มา: แบบประกอบผู้ปฏิบัติธรรมตรีศาสนพิธีการ เล่ม ๑ หน้าที่ ๑๖ – ๒๒ ค. พิธีการเวียนเทียนในวันสำคัญทางศาสนาพุทธ นิยามความหมาย วันสำคัญทางศาสนาพุทธ ที่ชาวพุทธนิยมประกอบพิธีบาป มีการบูชา ฯลฯ เพื่อคิดถึงคุณพระรัตนตรัยเป็นพิเศษ เดิมทีกำหนดไว้ ๓ วัน เป็นวันวิสาขบูชา วันแปดมีบูชา วันมาฆบูชา ตอนหลังเพิ่มวันอาสาฬหบูชา เข้าอีกวันหนึ่ง รวมเป็น ๔ วัน ๑. วันวิสาขบูชา เป็นวันพระจันทร์เต็มดวงเดือน ๖ แต่แล้วพอถึงปีที่มีเดือนอธิกมาสเลื่อนไปเป็น วันพระจันทร์เต็มดวงเดือน ๗ วันนี้นิยมว่า เป็นวันเหมือนวันที่พระพุทธคลอด เหมือนวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้ แล้วก็เหมือนวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตาย ซึ่งสามกาลสามยุคของพระพุทธเจ้าตกในวันขึ้น 15 ค่ำเดือนวิสาขะทั้งหมด