เดือนอ้าย – บุญเข้ากรรม

เดือนอ้าย – บุญเข้าบาป พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: ฮีตสิบสอง เผยแพร่เมื่อ: ๒๒ เดือนสิงหาคม ๒๕๖๐ อ่าน: 4950 บุญเดือนอ้าย ชาวพุทธนิยมบริจาคทาน ถือศีล ฟังธรรม ด้วยกันดูแลอุปัฎฐากสงฆ์ที่เข้าอยู่กรรม เรียกอีกอย่างว่าปริวาสบาป เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของการปฏิบัติตนวุฏฐานแนวทาง (กฎอันเป็นเครื่องออกมาจากบาป) เดือนอ้าย หรือเดือนเจียง เป็นเดือนอันดับหนึ่ง ตามขนบธรรมเนียมอีสาน จะมีการทำบุญทำทานระดู เป็นบุญเข้าบาป (บุญเดือนเจียง) เป็นเดือนที่สงฆ์เข้าอยู่กรรม เพื่อภิกษุผู้ได้ล่วงละเมิดพระระเบียบจำเป็นต้องความผิดสังฆาทิเสส ได้ยอมรับต่อหน้าต่อตาคณะสงฆ์ เป็นการฝึกหัดความสำนึกถึงความผิดพลาดของตนเอง รวมทั้งมุ่งปฏิบัติตนให้ถูกตามพระธรรมวินัยถัดไป จุดสำคัญรวมทั้งความหมาย บุญเข้าบาป นิยมระบุเอาเดือนอ้าย หรือเดือนเจียง เป็นเดือนแรกของปี ตรงเวลาทำ จะเป็นข้างขึ้นหรือข้างแรมก็ได้ ซึ่งเป็นหน้าหนาว ด้วยเหตุว่าระบุเอาเดือนอ้าย นี้เองก็เลยเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าบุญเดือนอ้าย บ้างก็เรียกบุญเดือนเจียง ดังบรรพบุรุษได้ผูกร้อยกรองผญาอีสานสอนให้ประชาชนจัดแจงก่อนทำบุญสุนทานไว้ว่า ตกฤดูเดือนอ้ายปลายลมมาสิหนาวถ่วงตกหว่างตอนสังโฆเจ้าเพิ่นเข้าบาปเฮามาพากันค้ำทำบุญทำทานใส่บาตรปริวาสซ่อยหยู้ซูค้ำศาสนา ฮีตหนึ่งนั้น เถิงเดือนเจียง เข้าเปลี่ยนมาแถมถ่ายฝูงกลุ่มสังฆเจ้า ก็ตระเตรียมเข้าอยู่กรรมมันหาจารีตนี้ถือมาตั้งแต่ก่อน อย่าได้ละห่างเว้นเข็ญใจ (บาปเข็ญใจเป็นสิ่งที่ไม่ดีไม่สวย ความเหี้ยมโหดอำมหิต ไม่เป็นมงคล) สิข่องแล่นนำ แท้แหล่ว เมื่อถึงบุญเดือนอ้าย ชาวพุทธนิยมบริจาคทาน ถือศีล ฟังธรรม ด้วยกันดูแลอุปัฎฐากภิกษุที่เข้าอยู่กรรม ซึ่งจารีตบุญเข้าบาป นี้ข้อเท็จจริงน่าจะเป็นเรื่องทางพระสงฆ์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้วยเหตุว่าโชคดีพิธีการสำหรับพระสงฆ์ผู้จำเป็นต้องความผิดสังฆาทิเสส (ความผิดหนักรองจากปาราชิก ) ในขณะนี้บุญเข้าบาป หรือเข้าปริวาสบาป นี้ มีจุดหมายที่ผิดแผกไปจากในสมัยก่อน เป็นการเชิญผู้คนให้เข้าไปทำบุญทำกุศลจำนวนมาก เพื่อค้นหาทรัพย์สินให้วัดหรือสำนักสงฆ์ โดยอ้างถึงว่าจะได้บุญมากยิ่งกว่าธรรมดา เพราะว่าพระที่มาร่วมพิธีการมีความศักดิ์สิทธิ์ จะเป็นได้ยังไงกัน ก็ในเมื่อพระที่มาเข้าบาปนั้น ในความเป็นจริงแล้วเป็นภิกษุคนที่ได้ล่วงละเมิดพระระเบียบ มาปลงอาบัติเพื่อหมู่คณะยกโทษรับเข้าพวกใหม่ (ฟอก) ต้นเหตุและก็ที่ไปที่มา ต้นเหตุของการเข้าอยู่กรรมนี้มีเรื่องมีราวเล่าว่า กาลครั้งหนึ่งมีพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่ง ล่องเรือไปตามแม่น้ำคงคา ได้เอามือไปจับใบตะไคร่ขาด รู้เรื่องว่าเป็นบาปเพียงนิดหน่อย ก็เลยไม่ได้แสดงบาป ถัดมา ถึงแม้ว่าพระภิกษุสงฆ์รูปนั้นจะเจริญภาวนาอยู่ในป่าเป็นระยะเวลานาน แต่ว่าเหตุในตอนนั้นก็ยังคงค้างคาอยู่ในใจของภิกษุรูปนั้นอยู่ตลอดว่า ตนจำเป็นต้องความผิด ต้องการจะต้องการแสดงบาปแม้กระนั้นไม่มีพระภิกษุสงฆ์รับแสดง ครั้นเมื่อภิกษุรูปที่กล่าว ได้ตายแล้ว ก็เลยไปกำเนิดเป็นนาคชื่อเอรถยนต์ปัต จากเหตุเพียงแค่ความผิดน้อยเพียงแต่เป็นบาปค่อยยังมีบาปประจำตัวขนาดนี้ ถ้าเกิดเป็นความผิดหนักก็น่าจะบาปมากยิ่งกว่านี้ ชาวอีสานโบราณเช้าใจกันว่าภิกษุแม้ได้อยู่กรรมแล้ว ย่อมจะออกมาจากบาปได้รวมทั้งทำให้บรรลุมรรคผลดังสมใจปรารถนา ก็เลยระบุเอาเดือนอ้ายให้เป็นเดือนเข้าบาป เพื่อพระภิกษุทำตามวิถีทางออกมาจากความผิดดังที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยให้พระภิกษุผู้จำต้องบาป ได้รับต่อหน้าต่อตาคณะสงฆ์ เพื่อเป็นการฝึกฝนความสำนึกถึงความผิดพลาดของตน และก็มุ่งปฏิบัติตัวให้ถูกตามพระระเบียบ พระสงฆ์ที่จำเป็นต้องเข้าปริวาสบาป จะต้องไปพักรวมทั้งกระทำตัวอยู่ในสถานที่สงบ ไม่มีผู้คนคึกคก เป็นการสำรวม กาย ถ้อยคำ หัวใจ ไม่ให้กระทำผิดอีกต่อไป มีการนั่งสมาธิเดินจงกรม สวดมนต์ไหว้พระภาวนา ใช้เวลามากยิ่งกว่าธรรมดา บางเวลามีการไม่กินข้าว อดน้ำถึง ๒-๓ วันก็มี หรือบางครั้งก็ถูกคุณครูบาป ฝึกฝนหนัก ดังนี้ก็เพื่อทราบแล้วก็รู้เรื่องความยากแค้นของคำว่าบาป หรืออยู่กรรม ที่แม่ได้อยู่ไฟ หรืออยู่กรรม นั้นมีความยากแค้นแค่ไหน ด้วยเหตุผลดังกล่าว คนภายในอดีต ก็เลยมีความประจักษ์แจ้งและก็รู้เรื่องในพระคุณของบิดามารดา ไม่มีข่าวสารปรากฏให้ได้ยินว่าลูกฆ่าบิดา ตีแม่ ลูกอกตัญญ มีแต่ว่าเชิดชูยกย่องบิดามารดาในฐานะบุคคลที่ควรเคารพนับถือในระดับครอบครัวอย่างแท้จริง ปริวาสสำหรับพระสงฆ์ ปริวาสบาปสำหรับพระสงฆ์นี้ เป็นปริวาสตามเดิมสำหรับภิกษุผู้บรรพชาอยู่แล้วในศาสนาพุทธ แต่ว่าไปจะต้องครุกาบัติเตียน ก็เลยจำต้องกระทำปริวาสเพื่อนำตนให้พ้นจากความผิด ตามข้อตกลงทางพระระเบียบรวมทั้งข้อแม้ของวัด เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการปฏิบัติตนวุฏฐานแนวทาง มองบทความหลักที่: ปริวาสบาป การปฏิบัติวุฏฐานแนวทาง วุฏฐานแนวทาง เป็นกฎอันเป็นเครื่องออกมาจากความผิด คือ ระเบียบวิธีปฏิบัติสำหรับภิกษุผู้จะปลดเปลื้องตนออกมาจากครุกาบัว่ากล่าวสังฆาทิเสส มีทั้งปวง ๔ ขั้นตอนหมายถึง๑. ปริวาส หรืออยู่ปฏิบัติตนปริวาส หรืออยู่กรรม (โดยพระสงฆ์เห็นดีเห็นชอบที่ ๓ ราตรีกาล) ๒. มานัต ปฏิบัติตัวมานัต ๖ ราตรีกาล หรือ นับรัตติกาล ๖ กลางคืนแล้วพระสงฆ์สวดมนตร์ยับยั้งบาป ๓. อัพภาน หรือการเรียกเข้ากลุ่ม โดยพระ ๒๐ รูป สวดมนตร์ให้อัพภาน ๔. ปฏิกัสสที่นา กระทำมูลายปฏิกัสสทุ่งนา (หากจำเป็นต้องอันตราบัว่ากล่าว ในระหว่างหรือการชักเข้าพบบาปเดิม) ทั้งยัง ๔ ขั้นตอนนี้รวมกันเข้าเรียกว่าการทำตัววุฎฐานแนวทาง หมายความว่า กฎระเบียบหรือขั้นตอนประพฤติตัว เพื่อออกมาจากบาป อันตัวอย่างเช่นสังฆาทิเสส สังฆาทิเสส สังฆาทิเสสเป็นชนิดของโทษที่เกิดขึ้นมาจากการล่วงละเมิดสิกขาบทจำพวกครุกาบัว่ากล่าว ที่เรียกว่าบาปสังฆาทิเสส จัดเป็นความผิดโทษร้ายแรงรองจากปาราชิก มีทั้งปวง ๑๓ ประการดังต่อไปนี้ ๑. ทำน้ำกามเขยื้อน ๒. สัมผัสสัมผัสกายสตรี ๓. พูดเกี้ยวพาราสีสตรี ๔. พูดจาให้สตรีบำเรอราคะให้ ๕. ปฏิบัติตัวเป็นพ่อสื่อ ๖. สร้างกุฎีด้วยการขอ ๗. มีเจ้าของงานสร้างกุฎีให้แม้กระนั้นไม่ให้พระสงฆ์แสดงที่ก่อน ๘. ใส่ร้ายว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล ๙. แกล้งสมมุติแล้วป้ายความผิดว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล ๑๐. ทำพระสงฆ์บาดหมาง(สังฆเภท) ๑๑. เข้าข้างภิกษุที่ทำพระสงฆ์แตกคอ ๑๒. ภิกษุทำตนเป็นคนดื้อรั้น ๑๓. ยกยอปอปั้นฆราวาส คำว่าสังฆาทิเสส มีความหมายว่าบาปที่จะต้องอาศัยพระสงฆ์ในบาปพื้นฐานรวมทั้งบาปที่เหลือ พูดอีกนัยหนึ่ง เมื่อภิกษุจำเป็นต้องบาปดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว จำเป็นต้องแจ้งแก่พระสงฆ์ ๔ รูปเพื่อขอปฏิบัติตนความประพฤติที่ชื่อมานัต เมื่อพระสงฆ์อนุญาตแล้วจึงปฏิบัติความประพฤติดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วตรงเวลา ๖ คืน เมื่อพ้นแล้วจึงขอให้พระสงฆ์ ๒๐ รูปทำสังฆกรรมสวดมนตร์อัพภาน ให้ เมื่อภิกษุสวดมนตร์อัพภานสำเร็จ นับว่าภิกษุรูปนั้นพ้นจากบาปข้อนี้ ในเรื่องที่ภิกษุจะต้องบาปข้อนี้แล้วปกปิดไว้ เมื่อมาแจ้งแก่กลุ่มพระสงฆ์แล้ว จำเป็นต้องอยู่ปริวาสบาป พอๆกับปริมาณวันที่ปกปิดไว้ก่อน ยกตัวอย่างเช่น ภิกษุจำเป็นต้องบาปสังฆาทิเสสแล้วปกปิดไว้หนึ่งเดือน เมื่อแจ้งแก่พระสงฆ์แล้วจะต้องอยู่ปริวาสหนึ่งเดือน แล้วจึงขอปฏิบัติตัวความประพฤติมานัตถัดไป องค์ประกอบของการทำตัววุฏฐานแนวทาง กรรมวิธีปฏิบัติวุฎฐานแนวทาง นั้น ต้องมีคณะสงฆ์ที่ทำสังฆกรรม ๒ ข้าง ดังต่อไปนี้ พระภิกษุสงฆ์ผู้กระทำปริวาส หรือภิกษุผู้อยู่กรรม หรือพระลูกบาปเป็นพระสงฆ์ที่จะต้องความผิด แล้วต้องการที่จะออกมาจากความผิดนั้น ก็เลยไปขอปริวาสเพื่อปฏิบัติตนวุฏฐานแนวทาง ตามขั้นตอนที่พระระเบียบระบุ พระปกตัตตะภิกษุ หรือคณะสงฆ์พระคุณครูบาป (หรือพระคนดูแล) ซึ่งเป็นพระสงฆ์ข้างที่พระระเบียบกำหนดให้เป็นผู้ควบคุมดูแลความประพฤติปฏิบัติของวัดข้างแรกผู้ขอปริวาส ซึ่งพระสงฆ์ที่ปฏิบัติภารกิจควบคุมดูแลสงเคราะห์ช่วยเหลือเกื้อกูลนี้ ปฏิบัติภารกิจเป็นพระปกตัตตะภิกษุ หรือภิกษุโดยทั่วไป ภิกษุผู้มีศีลไม่เสียหาย ขั้นตอนสำหรับการปฏิบัติ สถานที่ สถานที่สำหรับเข้าบาปนั้น ควรจะเป็นสถานที่เงียบไม่คับคั่ง บางทีอาจเป็นรอบๆวัดตอนใดตอนหนึ่งก็ได้ มีกุฎีหรือกระท่อมชั่วครั้งคราวเป็นข้างหลังๆสำหรับพระสงฆ์อาศัยระหว่างเข้าบาปเพียงลำพังคนเดียว จำนวนมากจะนิยมใช้ดอนปู่ตาของหมู่บ้าน ปริมาณพระสงฆ์เข้าบาปครั้งหนึ่งๆมีปริมาณเท่าไรก็ได้ ก่อนที่จะเข้าบาป พระสงฆ์รูปใดจำเป็นต้องความผิดแล้วจำต้องบอกพระสงฆ์ปริมาณ ๔ รูปให้ทราบไว้ก่อน ถึงเวลาแล้วจึงเข้าบาป พิธีการ ในหนังสือระเบียบมุข บอกว่า ภิกษุผู้เข้าบาปจะต้องปฏิบัติตนมานัต หมายความว่านับราตรีกาล ครบหกวิกาล แล้วพระสงฆ์ก็เลยจะสวดมนตร์ยับยั้งความผิดเรียกว่าอัพภาน แสดงว่าเรียกเข้ากลุ่ม แม้กระนั้นพระจำต้องความผิดแล้วปกปิดไว้ล่วงนานวันเท่าไรจำเป็นต้องอยู่ปริวาส ซึ่งหมายความว่าอยู่ใช้ให้ครบวันเพียงแค่นั้น ก่อนจะต้องทำตัวมานัต ได้ถัดไป ถ้าหากในระหว่างอยู่ปริวาสจะต้องครุกาบัตำหนิ อีก ต้องกลับอยู่ปริวาสหรือทำตัวมานัตใหม่ เรียกว่าปฏิกัสสที่นา มีความหมายว่าคำกริยาชักเข้าพบบาปเดิม สำหรับจารีตประเพณีกันในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกี่ยวกับการเข้าบาป นี้ธรรมดาอยู่เก้ากลางคืนหมายถึงตอนสามวิกาลแรกเรียกว่าอยู่ปริวาส เมื่อจะเข้าปริวาสให้กล่าวคำสมาทานต่อพระสงฆ์ โดยไหว้พระภิกษุผู้แก่ปีกว่า ที่สามารถสวดมนตร์ให้ปริวาสได้รูปหนึ่งว่า “ปริวาสัง สมาทิยามิ หรือ วัตตัง สมาธิยามิ” ๓ ครั้งก็ได ้แล้วก็ถ้าเกิดไม่บางทีอาจอยู่ปริวาสถัดไปได้จะเก็บปริวาสก็บอกว่า ”ปริวาสัง นิกขิขว้างไม่ หรือวัตตังนิกขิขว้างไม่” ๓ คราว ซึ่งๆหน้าภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง และก็ตอนหกรัตติกาลถัดมาเรียกว่า “อยู่มานัต” ซึ่งมีคาถาอาคมสวดมนตร์เพื่อเข้ามานัตซึ่งๆหน้าพระสงฆ์ โดยไหว้พระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งผู้แก่ปี ที่สามารถสวดมนตร์ให้มานัตได้ โดยกล่าวขอสมาทานมานัตก่อน แล้วจึงสมาทานความประพฤติดังต่อไปนี้ “มานัตตัง สมาทิยามิ วัตตังสมาทิยามิ” ๓ ที แล้วทำตัวให้ครบหกรัตติกาล แม้กระนั้นหากมีเหตุอันจำเป็นจะต้องพักเก็บมานัต จะกล่าวคำเก็บมานัตซึ่งๆหน้าพระภิกษุสงฆ์ผู้แก่ปีโดยว่าวัตรก่อนแล้วจึงว่าเก็บมานัต ดังต่อไปนี้ “วัตตัง นิกขิขว้างไม่ มานัตตัง นิกขิขว้างไม่” ๓ ที ถ้าเกิดอยากได้เข้ามานัตต่ออีก ก็ขอสมาทานมานัตดังกเงินล่าวแล้ว เมื่อเข้าบาปถึงกำหนดเป็นอยู่มานัตครบหกราตรีกาลแล้ว ก็เลยอัพภาน เป็นออกมาจากรรมดังเช่นว่าการออกจากบาปสังฆาทิเสสหรือบาปหนักขนาดกึ่งกลาง (ครุกาบัว่ากล่าว) ระหว่างเข้าบาป การรับความผิดพลาดควรจะมีภิกษุ ๔ รูป เป็นคนรับทราบ ส่วนการออกจากบาป ควรมีพระ ๒๐ รูป ให้อัพภาน ในปริมาณนี้จะนับภิกษุผู้กำลังปฏิบัติวุฏฐานแนวทางเข้าด้วยมิได้ การรับพระสงฆ์ผู้จะต้องบาปหนักแล้วก็ได้ถูกทำโทษหมายถึงอยู่ปริวาสหรือมานัต แล้วให้กลับกลายคนบริสุทธิ์โดยพระสวดมนตร์ยับยั้งบาปนี้เรียกว่าสวดมนตร์อัพภาน ภิกษุที่ออกมาจากบาปแล้วนับว่าเป็นผู้หมดความไม่บริสุทธิ์ เป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง สำหรับประชาชนที่เกี่ยวกับพิธีการบุญเข้าบาป ต้องเป็นผู้บริจาคความค้ำจุนด้วยจตุปัจจัยแก่พระสงฆ์ตลอดระยะเวลาที่เข้าบาป และก็ในวันที่พระภิกษุสงฆ์ออกมาจากบาปต้องมีการทำบุญให้ทาน ตัวอย่างเช่น มีการใส่บาตร มอบให้อาหาร และก็ฟังพระเทศน์ ฯลฯ ฆราวาสคนใดกันแน่ได้ทำบุญทำทานแก่พระสงฆ์ในบุญเข้าบาป นับว่าได้บุญกุศลหรือผลบุญแรงมากมาย บุญเข้าบาปในตอนนี้ชอบมีทำเฉพาะบางตำบลหมู่บ้านที่ประชาชนตั้งมั่นในจารีตประเพณีเริ่มแรกจริงๆเพียงแค่นั้น ถัดไป