ปริวาสกรรม

ปริวาสบาป พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: ศาสนพิธีการ เผยแพร่เมื่อ: ๒๑ พ.ย. ๒๕๖๐ อ่าน: 12458 ปริวาส เป็นชื่อของสังฆกรรม ชนิดหนึ่งที่พระสงฆ์จะควรปฏิบัติ ซึ่งในตอนนี้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในกลุ่มพระสงฆ์ ซึ่งการอยู่ปริวาสเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่าการอยู่กรรม ก็เลยนิยมเรียกรวมกันว่าปริวาสบาป ปริวาส หมายคือการอยู่ใช้ หรือการอยู่รอบ หรือเรียกสามัญว่าการอยู่กรรม (วุฏฐานแนวทาง) เป็นอยู่ให้ครบกรรมวิธีการ จบวิธีการทุกขั้นตอนของการอยู่ปริวาสบาป ดังนี้ก็เพื่อผู้อยู่ใช้กรรมหรือความผิดพลาดที่ได้ล่วงละเมิดพระระเบียบจำต้องความผิดสังฆาทิเสส ซึ่งบางทีอาจจะล่วงละเมิดโดยความมุ่งมั่นไหมได้ตั้งมั่น หรือบางทีอาจล่วงละเมิดโดยรู้สึกตัวหรือเปล่ารู้สึกตัวก็ดีแล้วนั้น ให้พ้นตราบาป สะอาดบริสุทธิ์ไม่มีเหลือเครื่องซึมเศร้าอันจะเป็นปัญหาต่อการปฏิบัติตนปฏิบัติบำเพ็ญในทางจิตของพระสงฆ์ ที่ไปที่มาของการอยู่ปริวาส ปริวาสบาป มีเพื่อสำหรับบุคคล ๒ จำพวกเป็นปริวาสบาปสำหรับฆราวาส หรือพวกเดียรถีย์ ๑ รวมทั้งปริวาสบาปสำหรับพระสงฆ์ที่บรรพชาอยู่แล้วในศาสนาพุทธแม้กระนั้นจำต้องครุกาบัตำหนิ ๑ พอเพียงจะชี้แจงโดยย่อได้ ดังต่อไปนี้ ปริวาสบาปสำหรับฆราวาส หรือ พวกเดียรถีย์ ปริวาส คำนี้มีมาแม้กระนั้นยุคพุทธกาล เนื่องแต่มีฆราวาสมากมายก่ายกองที่ไม่ใช่คนที่เชื่อในศาสนาพุทธ หรือ มิได้เชื่อถือพระรัตนตรัย เป็นพระพุทธ พระธรรม สงฆ์ หรือเป็นคนที่เชื่อในศาสนาอื่นหรือลัทธิอื่นๆมาก่อน ซึ่งคนพวกนี้เรียกว่าเดียรถีย์ ซึ่งเดียรถีย์กลุ่มนี้เมื่อได้ฟังพระธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บ้าง หรือพระอัครสาวก บ้างก็กำเนิดมีความนับถือในพุทธศาสนา คิดจะเข้ามานับถือพุทธศาสนา โดยจะยังครอบครองเพศเป็นฆราวาสอาทิเช่นเดิมหรือจะขอบวช ก็ตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพินิจมีความเห็นว่าน่าจะให้คนกลุ่มนี้ได้อบรมตนให้รู้เรื่องในหลักพระพุทธศาสนาซะก่อน ตรงเวลา ๔ เดือน ก็เลยได้ทรงอนุญาตให้อยู่ทำตัวเรียกว่าตำหนิตถิยปริวาส ไว้ ผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นเดียรถีย์จำต้องอยู่ว่ากล่าวตถิยปริวาส ๔ เดือนนั้น ตามพระบาลีท่านบอกว่า “ว่ากล่าวตถิยปริวาส ในพระบาลีนั้น พึงจะให้แก่อัญเดียรถีย์ชาตินิครนถ์ เพียงแค่นั้น ไม่สมควรให้แก่ชนเหล่าอื่นฯ” ซึ่งในข้อนี้พระอรรถกถาจารย์ท่านแก้ไว้ว่า “ติเตียนตถิยปริวาส นี้ ควรจะให้แก่อาชีวก หรืออเจลกะ ผู้เป็นปริพาต่อยเปลือยแค่นั้นฯ” ความอีกตอนหนึ่งว่า ขึ้นชื่อว่าตำหนิตถิยปริวาส นี้ ท่านเรียกว่าอัปปฏิจฉันนปริวาส บ้าง. ก็ว่ากล่าวตถิยปริวาส นี้ ควรจะให้แก่อาชีวก หรืออเจลก ผู้เป็นปริพาต่อยเปลือยแค่นั้น. ถ้าแม้เขานุ่งผ้าสาฎก หรือบรรดาผ้าวาฬกัมพล ฯลฯ ผ้าอันเป็นธงที่เดียรถีย์ อย่างใดอย่างหนึ่งมา ไม่สมควรให้ปริวาส แก่เขา.อนึ่ง บรรพชิตอื่นมีดาบส แล้วก็ปะขาว ฯลฯ ก็ไม่สมควรให้เช่นกัน — อรรถกถา มหาวรรค ภาค ๑ มหาขันธกะ ว่ากล่าวตถิยปริวาส อุปกะ บรรพชิตจำพวกอาชีวก เจอพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากลางทาง ขณะพระพุทธเจ้าเสด็จพุทธดำเนินเพื่อไปโปรดปัญจวัคคีย์ ในฏีกาสารัตถคราวปนี ซึ่งเป็นฏีกาของสมันตขว้างสาทิกา อีกครั้งหนึ่ง แต่งโดยพระสารีลูก ชาวลังกา (ไม่ใช่สารัตถคราวปนี อรรถกถาสังยุยงตตนิกาย ของพระพุทธโฆษาจารย์ ) ท่านแก้อรรถคำว่าอาชีวก และก็อเจลกะ ไว้ว่า อาชีวก เป็นต้นว่า ผู้ที่นุ่งผ้าสไบเฉียงด้านบนผืนเดียว ส่วนด้านล่างเปลือย เป็นคนเปลือยครึ่งท่อน อเจลกะ อย่างเช่น ผู้ที่แก้ผ้าทั้งปวง ส่วนที่เป็นฤษีชีปะขาวอื่นมีปริพาต่อย ฯลฯ ที่ยังมีผู้ที่ทำขึ้นมาจากขนสัตว์หรือผ้าพันกายเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิอยู่ นับว่าได้รับสิทธิพิเศษไม่ต้องอยู่ปริวาสก่อน ๔ เดือน ตัวอย่างเช่น อัครสาวกทั้งยัง ๒ ซึ่งเป็นปริพาต่อยรวมทั้งเคยอยู่กับปริพาต่อยมาก่อนก็ดี สีหข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ คนเมืองเวข้าวสาลี ซึ่งเป็นลูกศิษย์เอกของนิครนถ์นาฏลูกพาวรีพราหมณ์ ทั้งยัง ๑๖ คน ชานุสโสณีพราหมณ์ ตำหนิมพรุกขปริพาต่อย วัปปศากย สาวกนิครนถ์ สุลิมปริพาต่อย กาปทกชายหนุ่มบุรุษ แล้วก็โลกยตำหนิกพราหมณ์ ดีแล้ว ท่านพวกนี้ไม่ต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือนเนื่องจากว่าท่านกลุ่มนี้ท่านเรียกว่าสันสกถว่ากล่าวสัทธา ได่แก่คนที่มุ่งหน้าเข้ามาหา มาทายปัญหาโดยมีเชื่อถือเป็นประธาน หรือเป็นคนที่เป็นสาวกบารมีญาณเก่งเต็มกำลังแล้ว นั่นเอง ในทางคู่มือชั้นบาลีนั้น คนที่มิได้เป็นชีเปลือย ก็เคยมีปรากฏว่าอยู่ว่ากล่าวตถิยปริวาส มาบ้างแล้ว ตอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตตำหนิตถิยปริวาส ๔ เดือน นี้ ตัวอย่างเช่นพวกเดียรถีย์ (วินย.๔ ๘๖/๑๐๑-๒) ท่านหมายเอาคนนอกรีตผู้มีความเห็นไม่ถูกเป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิ เข้าด้วย อย่างเช่นสภิยพราหมณ์ ผู้คิดดูหมิ่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (สภิยสูตร ๒๕/๕๔๘) แล้วก็ปสุรปริพาต่อย ผู้ไปเข้ารีตเดียรถีย์ ฯลฯ คนกลุ่มนี้ก็ยังมีเสื้อผ้าอยู่ รวมทั้งการอนุญาตตำหนิยถิยปริวาส ให้แก่อเจลกกัสสปะ ชาวกรุงอุชุญญนคร ซึ่งอีกทั้งสามท่านที่ยกตัวอย่างมานี้ วันหลังเลื่อมใสในศาสนาพุทธมากมาย ก็เลยขออยู่ปริวาสถึง ๔ ปี ปริวาสสำหรับพระสงฆ์ ปริวาสบาปสำหรับพระสงฆ์นี้ เป็นปริวาสตามเดิมสำหรับภิกษุผู้บรรพชาอยู่แล้วในศาสนาพุทธ แม้กระนั้นไปจำต้องครุกาบัติเตียน ก็เลยควรต้องปฏิบัติตนปริวาสเพื่อนำตนให้พ้นจากบาป ตามข้อตกลงทางพระระเบียบรวมทั้งข้อตกลงของวัด เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการทำตัววุฏฐานแนวทาง การปฏิบัติวุฏฐานแนวทาง เมื่อพระสงฆ์เข้าอยู่ปริวาสบาป ชาวพุทธนิยมบริจาคทาน ถือศีล ฟังธรรม ซึ่งเป็นความเชื่อสืบต่อกันมานานว่า ฆราวาสใครกันแน่ได้ทำบุญสุนทานและก็ด้วยกันดูแลอุปัฎฐากพระที่เข้าอยู่กรรม นับว่าได้บุญกุศลหรือผลบุญแรงมากมาย ความหมายรวมทั้งจำพวกของวุฏฐานแนวทาง วุฏฐานแนวทาง เป็นกฎข้อบังคับอันเป็นเครื่องออกมาจากบาป คือ ระเบียบวิธีปฏิบัติสำหรับภิกษุผู้จะขจัดปัดเป่าตนออกมาจากครุกาบัว่ากล่าวสังฆาทิเสส มีทั้งหมดทั้งปวง ๔ ขั้นตอนหมายถึง๑. ปริวาส หรืออยู่ปฏิบัติตัวปริวาส หรืออยู่กรรม (โดยพระสงฆ์เห็นดีเห็นงามที่ ๓ ราตรีกาล) ๒. มานัต ทำตัวมานัต ๖ กลางคืน หรือ นับรัตติกาล ๖ รัตติกาลแล้วพระสงฆ์สวดมนตร์หยุดบาป ๓. อัพภาน หรือการเรียกเข้ากลุ่ม โดยสงฆ์ ๒๐ รูป สวดมนตร์ให้อัพภาน ๔. ปฏิกัสสทุ่งนา ปฏิบัติตนมูลายปฏิกัสสทุ่งนา (ถ้าหากจำเป็นต้องอันตราบัตำหนิ ในระหว่างหรือการชักเข้าพบความผิดเดิม) อีกทั้ง ๔ ขั้นตอนนี้รวมกันเข้าเรียกว่าการปฏิบัติตัววุฎฐานแนวทาง มีความหมายว่า ระเบียบปฏิบัติหรือขั้นตอนกระทำตัว เพื่อออกมาจากความผิด อันตัวอย่างเช่นสังฆาทิเสส สังฆาทิเสส สังฆาทิเสสหมายถึงจำพวกของโทษที่เกิดขึ้นมาจากการล่วงละเมิดสิกขาบทจำพวกครุกาบัติเตียน ที่เรียกว่าบาปสังฆาทิเสส จัดเป็นบาปโทษร้ายแรงรองจากปาราชิก มีทั้งหมดทั้งปวง ๑๓ ประการดังต่อไปนี้ ๑. ทำน้ำกามเขยื้อน ๒. สัมผัสสัมผัสกายสตรี ๓. พูดเกี้ยวพาราสีสตรี ๔. พูดจาให้สตรีบำเรอกามาให้ ๕. ปฏิบัติตนเป็นพ่อสื่อ ๖. สร้างกุฎีด้วยการขอ ๗. มีเจ้าของงานสร้างกุฎีให้แม้กระนั้นไม่ให้พระสงฆ์แสดงที่ก่อน ๘. กล่าวหาว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล ๙. แกล้งสมมุติแล้วใส่ร้ายป้ายสีว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล ๑๐. ทำพระสงฆ์แตกแยกขัดแย้ง(สังฆเภท) ๑๑. เข้าข้างภิกษุที่ทำพระสงฆ์แตกกัน ๑๒. ภิกษุทำตนเป็นคนดื้อรั้น ๑๓. ยกยอปอปั้นฆราวาส คำว่าสังฆาทิเสส มีความหมายว่าบาปที่จะต้องอาศัยพระสงฆ์ในบาปพื้นฐานแล้วก็บาปที่เหลือ พูดอีกนัยหนึ่ง เมื่อภิกษุจะต้องบาปดังที่ได้กล่าวมาแล้วแล้ว จำต้องแจ้งแก่พระสงฆ์ ๔ รูปเพื่อขอทำตัวความประพฤติที่ชื่อมานัต เมื่อพระสงฆ์อนุญาตแล้วจึงกระทำการปฏิบัติดังที่กล่าวถึงแล้วตรงเวลา ๖ คืน เมื่อพ้นแล้วจึงขอให้พระสงฆ์ ๒๐ รูปทำสังฆกรรมสวดมนตร์อัพภาน ให้ เมื่อสงฆ์สวดมนตร์อัพภานสำเร็จ นับว่าภิกษุรูปนั้นพ้นจากความผิดข้อนี้ ในเรื่องที่ภิกษุจำต้องความผิดข้อนี้แล้วปกปิดไว้ เมื่อมาแจ้งแก่กลุ่มพระสงฆ์แล้ว จำต้องอยู่ปริวาสบาป พอๆกับปริมาณวันที่ปกปิดไว้ก่อน อย่างเช่น ภิกษุจะต้องบาปสังฆาทิเสสแล้วปกปิดไว้หนึ่งเดือน เมื่อแจ้งแก่พระสงฆ์แล้วจำต้องอยู่ปริวาสหนึ่งเดือน แล้วจึงขอปฏิบัติตัวความประพฤติมานัตถัดไป องค์ประกอบของการปฏิบัติตัววุฏฐานแนวทาง กรรมวิธีทำตัววุฎฐานแนวทาง นั้น ควรต้องมีคณะสงฆ์ที่ทำสังฆกรรม ๒ ข้าง ดังต่อไปนี้ ภิกษุผู้ทำตัวปริวาส หรือภิกษุผู้อยู่กรรม หรือพระลูกบาปเป็นพระสงฆ์ที่จะต้องบาป แล้วปรารถนาที่จะออกมาจากบาปนั้น ก็เลยไปขอปริวาสเพื่อกระทำวุฏฐานแนวทาง ตามขั้นตอนที่พระระเบียบระบุ พระปกตัตตะภิกษุ หรือคณะสงฆ์พระคุณครูบาป (หรือพระคนดูแล) ซึ่งเป็นพระสงฆ์ข้างที่พระระเบียบกำหนดให้เป็นผู้ควบคุมดูแลพฤติกรรมของวัดข้างแรกผู้ขอปริวาส ซึ่งพระสงฆ์ที่ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมดูแลช่วยเหลือช่วยเหลือนี้ ปฏิบัติหน้าที่เป็นพระปกตัตตะภิกษุ หรือภิกษุโดยธรรมดา พระสงฆ์ผู้มีศีลไม่มัวหมอง ๑. ปริวาส ความหมายแล้วก็จำพวกของปริวาส ปริวาส หรือการอยู่กระทำปริวาส เป็นการอยู่ใช้ การอยู่กรรม หรือการอยู่รอบ มีอยู่ร่วมกัน ๔ จำพวกเป็น๑. อัปปฏิจฉันนปริวาสหมายถึงปริวาสสำหรับผู้จำเป็นต้องครุกาบัว่ากล่าวแล้วไม่ปิดไว้ ๒. ปฏิจฉันนปริวาสหมายถึงปริวาสสำหรับผู้จำเป็นต้องครุกาบัว่ากล่าวแล้วปิดไว้ ซึ่งนับวันได้ ๓. สโมธานปริวาสเป็นปริวาสสำหรับผู้ครุกาบัตำหนิแล้วปิดไว้ ต่างวันที่ปิดบ้าง ต่างวัตถุที่จะต้องบ้าง ๔. สุทธันตปริวาสหมายถึงปริวาสสำหรับผู้จำต้องบาปแล้วปิดไว้ มีส่วนเสมอกันบ้าง แตกต่างกันบ้าง การอยู่ปฏิบัติปริวาส มีการนับราตรีกาลอยู่หลายแบบ ขึ้นกับข้อตกลงของปริวาสนั้นๆว่าพระสงฆ์ผู้จำต้องบาปขอปริวาสอะไร ซึ่งลักษณะแล้วก็ข้อแม้ของปริวาสแต่ละชนิดนั้นเพียงพอจะธิบายโดยสังเขปได้ ดังต่อไปนี้ ๑.๑ อัปปฏิฉันนปริวาส ในตำราชั้นอรรถกถาว่า ถูกจัดให้เป็นปริวาสสำหรับพวกเดียรถีย์ตั้งแต่ยุคพุทธกาล ซึ่งเมื่อพวกเดียรถีย์มีเชื่อถือเลื่อมใสแล้วก็มีความมุ่งหมายที่จะเข้ามาบรรพชาในพระพุทธ ศาสนาพระพุทธเจ้าก็อนุญาตให้คนกลุ่มนี้จำต้องอยู่ปฏิบัติตน อัปปฏิฉันนปริวาสนี้ตรงเวลา ๔ เดือน รวมทั้งการอยู่กระทำ อัปปฏิฉันนปริวาสของพวกเดียรถีย์นี้ จะไม่มีการบอกการปฏิบัติ ก็เลยทำให้อัปปฏิฉันนปริวาสนำไปใช้ในยุคพระพุทธเจ้าเพียงแค่นั้น รวมทั้งถูกยกเลิกไป ๑.๒ ปฏิจฉันนปริวาส หมายความว่าความผิดที่จะต้องครุกาบัติเตียนเข้าแล้วปิดไว้ เมื่อขอปริวาสจำพวกนี้ จึงควรอยู่ปฏิบัติตัวให้ครบตามปริมาณกลางคืนที่ตนปิดไว้นั้นโดยไม่มีการประมวลความผิดอะไรก็ตามทั้งนั้น ซึ่งปริมาณรัตติกาลที่ปิดไว้นานเท่าไรก็จะต้องกระทำปริบุญบารมีนเพียงแค่นั้น ดังในคู่มือชั้นอรรถกถาเอ่ยถึงการปิดบาปไว้นานถึง ๖๐ ปี (สมนตำบล๓/๓๐๓) ในหนังสือ จุลวรรคยังได้เอ๋ยถึงพระอุทายี ที่จำเป็นต้องบาปสัญเจตนิกาสุกกวิสัฏฐิ แล้วปิดไว้หนึ่งวัน เมื่อท่านตั้งใจจะปฏิบัติตนปริวาส พระพุทธเจ้าก็เลยมีพระดำรัสให้พระสงฆ์จตุๆวรรคให้ปริวาสแก่ท่านเพียงแค่วันเดียว ซึ่งเรียกว่าเอกาหัปปฏิจฉันนาบัว่ากล่าว ซึ่งพอๆกับท่านอยู่ปริวาสเพียงแค่วันเดียวเพียงแค่นั้น (วิ.จุลิตร๖/๑๐๒/๒๒๘) ๑.๓ สโมธานปริวาส เป็นปริวาสที่ประมวลความผิดที่จำต้องแต่ละคราวเข้าด้วยกัน แล้วอยู่ปฏิบัติตัวปริวาสตามปริมาณราตรีกาลที่ปิดไว้นานที่สุด ซึ่งในเวลาที่กำลังอยู่กระทำปริวาส ปฏิบัติตนวุฏฐานแนวทางอยู่นั้น ภิกษุนั้นจำต้องครุกาบัว่ากล่าวซ้ำเข้าอีก ไม่ว่าจะเป็นความผิดเดิม หรือความผิดใหม่ที่จำเป็นต้องมากขึ้น (ถูกลงโทษเพิ่ม) ซึ่งทางระเบียบเรียกว่ามูลายปฏิกัสสท้องนา หรือปฏิกัสสที่นา หมายความว่าการชักเข้าพบบาปเดิม หรือคำกริยาที่ชักเข้าพบความผิดเดิม ซึ่งมูลายปฏิกัสสท้องนา นั้น ถึงจำต้องในระหว่างก็มิได้ทำให้การอยู่ปริวาสเสียหายแต่อย่างใด ก็แค่ทำให้การปฏิบัติตัวปริวาสชักช้าไปเพียงแค่นั้น ก็เลยทำให้ภิกษุนั้นจะต้องขอปฏิกัสสทุ่งนา กับพระสงฆ์ ๔ รูป ซึ่งปริวาสในครั้งที่ ๒ ที่จำต้องซ้ำเข้ามานี้จะเป็นปริวาสจำพวกใดขึ้นกับข้อตกลงดังต่อไปนี้ ในขณะกำลังทำตัววุฏฐานแนวทางอยู่ แล้วจำเป็นต้องบาปตัวเดิมหรือตัวใหม่ซ้ำเข้าแล้วปกปิดไว้ ถ้าหากปิดไว้แบบนี้ จำเป็นต้องขอปฏิกัสสทุ่งนา แล้วจำต้องขอสโมธานปริวาส เพื่อจะประมวลบาปที่จำต้องในระหว่างเข้าปริวาสกับความผิดตัวเดิมที่เคยจำต้องมาแล้ว อยู่กระทำปริวาสจนกระทั่งครบกับปริมาณราตรีกาลที่ภิกษุท่านปกปิดไว้ เหตุที่จำเป็นต้องขอสโมธานปริวาส แค่นั้น ก็เพราะว่าสโมธานปริวาสเหมาะกับความผิดที่ปิดไว้ เพื่อทราบดีว่าปิดไว้กี่วัน ซึ่งคณะสงฆ์จะได้ประมวลกับบาปเดิมที่อยู่มาก่อน อาทิเช่น ภิกษุที่จำเป็นต้องความผิดขอปริวาสไว้ ๑๕ ราตรีกาล เพียงพออยู่ไปได้ ๕ รัตติกาล ภิกษุท่านจำเป็นต้องบาปซ้ำหรือมากขึ้นอีกแล้วท่านปิดไว้มิได้บอกผู้ใดกันแน่พอเพียงถึงกลางคืนที่ ๑๒ ก็ถือว่าท่านปิดบาปที่จำเป็นต้องครุกาบัตำหนิซ้ำเข้าไปนั้นแล้ว (๑๒-๕) พอๆกับ ๗ รัตติกาล และก็การที่ท่านอยู่ปริวาสมาจนกระทั่งวิกาลที่ ๑๒ ในปริมาณ ๑๕ รัตติกาลที่ขอนั้น ก็พอๆกับท่านได้เพียง ๕ กลางคืนแค่นั้นที่ไม่กำเนิดบาปซ้ำ ส่วนอีก ๗ ราตรีีที่ทำตัวปริวาสไปแล้วนั้น นับว่าเป็นโมฆะนับราตรีกาลมิได้ คณะสงฆ์ก็จะต้องให้สโมธานปริวาสประมวลความผิดที่ปิดไว้ ๗ วิกาลรวมกับส่วนที่จะต้องครุกาบัว่ากล่าวก่อนแล้วเท่ากับจำเป็นต้องอยู่ปฏิบัติตนปริวาสรวมเบ็ดเสร็จเป็น ๒๒วัน