เดือนเก้า – บุญข้าวประดับดิน

เดือนเก้า – บุญข้าวประดับประดาดิน พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: ฮีตสิบสอง เผยแพร่เมื่อ: ๒๓ ส.ค. ๒๕๖๐ อ่าน: 12383 บุญข้าวประดับประดาดิน หรือ บุญเดือนเก้า เป็นจารีตประเพณีที่ทำเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ เปรตรวมทั้งญาติมิตรที่ตายไปแล้ว ตามขนมธรรมเนียมของอีสาน เมื่อถึงเดือนเก้า จะมีพิธีการหรือมีบุญขนบธรรมเนียมเพื่อเป็นมงคลเป็น “บุญข้าวตกแต่งดิน” บุญข้าวเสริมแต่งดิน เป็นจารีตหนึ่งในฮีตสิบสอง นิยมทำกันในวันแรม ๑๔ เย็น เดือนเก้า หรือที่เรียกว่า บุญเดือนเก้า ดวงดีที่ทำเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ เปรต (ชาวอีสานบางถิ่นเรียก เผต) และก็ปู่ คุณย่า ตา คุณยายหรือญาติมิตรที่ตายไปแล้ว ข้าวประดับประดาดิน อาทิเช่น ข้าวรวมทั้งของคาวหวาน พร้อมหมากพลู ยาสูบที่ห่อด้วยใบกล้วย กล้วย นำไปวางไว้ตามใต้ต้นไม้ ห้อยไว้ตามก้านไม้ ตามรอบๆกำแพงวัดบ้าง (คนอีสานโบราณเรียกกำแพงวัดว่า ต้ายวัด) หรือวางไว้ตามพื้นดิน เรียกว่า “ห่อข้าวน้อย” พร้อมทั้งเชื้อเชิญวิญญาณของญาติมิตร นำอาหารไปมอบแก่พระสงฆ์ เณร แล้วอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิต โดยหยด (กรวดน้ำ) ไปให้ด้วย ตามที่ปรากฏในบทผญาเกี่ยวกับบุญเดือนเก้าว่า ฮีตหนึ่งนั้นพอเพียงเถิงเดือนเก้ากึ่งกลางที่วัสสากาล ฝูงราษฎรชาวกรุงก็เล่าเตรียมความพร้อมพร้อม พากันทานยังข้าวประดับประดาดินรับประทานก่อน ทายกทานให้เจ้าสงฆ์พร้อมสู่ภาย ทำจั่งซี่บ่ฮ้ายเถิงขวบปีมา พระเจ้าแผ่นดินในเมืองก็ต้องทำแนวนี้ ฮีตแม้มีมาแล้ววางลงให้ถือต่อ จดจำไว้เด้อบิดาขี้เถ้าหลานเว้า กล่าวจา พระผู้เป็นเจ้าพิมพิสารทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องเปรตพี่น้อง ที่ตายไปแล้ว ที่มาที่ไปของจารีตมีมาตั้งแต่ยุคพุทธกาล มีเรื่องมีราวเล่าเอาไว้ภายในพระธรรมบทว่า เครือญาติของพระผู้เป็นเจ้าพิมพิสารรับประทานของวัด เมื่อตายไปก็เลยไปกำเนิดในเมืองนรก พระผู้เป็นเจ้าพิมพิสารมอบให้ทานแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วมิได้อุทิศให้เครือญาติที่ตายไป พอเพียงตกช่วงเวลาค่ำคืนเหล่าพี่น้องของพระผู้เป็นเจ้าพิมพิสารที่ตายไป มาปรากฎตัวออกเสียงร้องน่าสยองรอบๆพระราชนิเวศ รุ่งอรุณ พระผู้เป็นเจ้าพิมพิสารก็เลยได้รีบไปถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็เลยบอกเหตุให้ทราบดีว่าเครือญาติที่ไปตกอยู่ในภูเขาไม่เมืองนรก อยากได้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศล ก็เลยได้เกิดการทำบุญข้าวแต่งแต้มดินขึ้นมา เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลแก่พี่น้องที่ตายไปแล้ว รวมทั้งนับว่าเป็นขนบธรรมเนียมที่จะต้องทำมาเสมอๆ ไม่ใช่แค่เหล่าเครือญาติที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่ว่าบรรดาวิญญาณเร่รอน ก็ได้รับส่วนบุญส่วนกุศลนั้นไปด้วย ประตูเมืองนรกเปิด ขนบธรรมเนียมคนลาวและก็ไทยอีสาน มีความเชื่อสืบต่อกันมาว่า เวลากลางคืนของเดือนเก้า หรือ ทำในวันแรมสิบสี่เย็น เดือนเก้า เป็นวันที่ประตูเมืองนรกเปิด ยมบาลจะปลดปล่อยให้ผีแดนนรกออกมาเลิศพี่น้องในโลกมนุษย์ ในคืนวันนี้คืนเดียวเพียงแค่นั้นในรอบปี ด้วยเหตุนั้นก็เลยพากันจัดห่อข้าวไว้ให้แก่วงศ์วานที่ตายไปแล้ว นับว่าเป็นงานทำบุญเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่วงศ์ญาติผู้เสียชีวิตไปแล้ว พิธีบูชาของขนบธรรมเนียมบุญข้าวแต่งแต้มดิน การทำบุญข้าวแต่งแต้มดินนั้นจะทำกันในตอนเช้ามืด โดยประมาณสามนาฬิกา – ตีสี่ ของวันแรม ๑๔ เย็น เดือน ๙ ซึ่งมีความหมายว่าต้องจัดเตรียมจัดของคาวหวานไว้ตั้งแต่ช่วงเวลาเย็นของวันแรม ๑๓ เย็นเดือน ๙ เว้นเสียแต่ของคาวหวานแล้วยังมี หมากพลู ยาสูบ โดยจะแบ่งได้เป็นสี่ส่วน เป็นส่วนใดส่วนหนึ่งสำหรับครอบครัว ส่วนลำดับที่สองแบ่งวงศาคณาญาติเรือนเคียง ส่วนลำดับที่สามอุทิศให้กับญาติที่ตายไปแล้ว แล้วก็ส่วนลำดับที่สี่นำไปมอบพระภิกษุ สำหรับส่วนลำดับที่สามที่จะอุทิศให้กับเครือญาติที่ตายไปแล้วนั้นจะห่อน้อยกว่าส่วนอื่น มีวิธีการห่อเป็น ใช้ใบโคนงห่อขนาดเท่าฝ่ามือ ยาวให้สุดด้านของใบกล้วยที่ตัดมา ของคาวหวานนั้นจัดใส่ห่ออย่างละเล็กละน้อย เป็นต้นว่า ๑. ข้าวเหนียวนึ่ง ปั้นเล็กๆเท่านิ้วโป้ง ๑ ก้อน ๒. เนื้อปลา เนื้อไก่ เนื้อหมู หรือ ของคาวซึ่งสามารถหาได้ตามแคว้น ๓. อาหารว่าง ยกตัวอย่างเช่น กล้วย น้อยหน่า มะละกอสุก หรืออาหารหวานอื่นๆ๔. หมาก ยาสูบ และก็เมี่ยง อย่างละคำ ห่อข้าวที่ใช้ในพิธีการ บุญข้าวแต่งแต้มดิน ห่อข้าว ของกิน คาวหวานด้วยใบกล้วย แล้วก็ใช้ไม้กลัดหัวด้านหลัง รวมทั้งตรงกลาาง พวกเราก็จะได้ห่อข้าวน้อย ที่มีลักษณะยาวๆตามส่วนของใบกล้วย อีกหนึ่งห่อ เป็นหมากพลู ยาสูบ แล้วก็เมี่ยงคำ เอามาห่อในลักษณธเดียวกัน จะได้มองเห็นห่อหมากพลู จากนั้นนำทั้งคู่มาผูกเป็นคู่ แล้วก็ไปรวมกันเป็นพวงอีกครั้ง โดย ๑ พวง จะใส่ห่อหมากห่อพลูปริมาณ ๙ ห่อ ห่อข้าวน้อยที่พวกเรานำไปวาง คือ การนำไปอุทิศให้กับพี่น้องที่ตายไปแล้ว รุ่งสว่างประมาณตี ๓ – ๔ ของรุ่งเช้าวันแรว ๑๔ เย็น เดือน ๙ แต่ละครอบครัวจะนำเอาห่อข้าวน้อยที่ตระเตรียมไว้ไปวางตามโคนต้นไม้ใหญ่ ตามทางเดิน ขอบกำแพงในวัด ภาษาอีสานเรียกว่าการคุณยาย (คุณยายซึ่งก็คือ วางเป็นช่วงๆ) จะทำกันแบบเฉยๆไม่มีการตีกลอง ตีฆ้องอะไร ระหว่างที่คุณยายห่อข้าวน้อย ก็จะมีการจุดธูปเทียน เพื่อบอกให้ภูตผีมารับส่วนบุญส่วนกุศลที่ได้อุทิศไปให้ บางบุคคลก็บอกเฉยๆมิได้จุดเทียนก็มี ต่อจากนั้นก็จะแยกย้ายกันกลับไปอยู่ที่บ้าน เพื่อเตรียมอาหารมาตักบาตร มอบพระในเวลาเช้า พระมีการแสดงธรรมเทศน์ เกี่ยวกับอานิพระสงฆ์ของการทำบุญข้าวตกแต่งดินให้ฟัง แล้วก็มีการก้อนกรวดนำทำบุญทำกุศล ตามจารีตประเพณีของศาสนาพุทธ ที่ทำกันธรรมดา ข้อคิดเห็น การที่ประชาชนนำข้าวปลาของกิน ไปวางไว้ตามข้างวัดบ้าง ข้างกำแพงบ้าง ผูกไว้ตามก้านไม้บ้าง ด้วยรู้เรื่องว่า เครือญาติที่ได้รับการปลดปล่อยจากแดนนรก จะได้มากินในวันเดือนดับนี้ จะเป็นได้หรือเปล่านั้น เกิดเรื่องสุดวิสัยที่จะชี้ตรงๆว่า พี่น้องคนเหล่านั้นจะได้รับใช่หรือไม่ แต่ว่าสิ่งที่แน่ๆที่สุดก็คือ ๑. เป็นการให้อาหารแก่สัตว์จรจัด สัตว์บางประเภทที่ไม่มีผู้ครอบครองชุบเลี้ยง บางวันได้ทานอาหาร บางวันก็มิได้รับประทาน อดอยากหิวโหยมาทั้งปี ได้รับประทานอิ่มก็ในวันนี้ ถือว่าเป็นความฉลาดน่าสรรเสริญ ของบัณฑิตผู้ข้อบังคับลักษณะการทำบุญข้าวแต่งแต้มดินนี้อย่างยิ่งทีเดียว ๒. พระภิกษุเป็นเนื้อนาบุญ มีเรื่องมีราวมากมายก่ายกองที่ท่านกล่าวไว้ภายในพระสุตตันตปิฎก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธรรมบทขุททกนิกาย ธัมมปทัฎฐคำกล่าว ภาค ๒ เรื่องมัฏฐกุณฑลี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพูดแก่มัจฉริยพระพรหมณ์ บิดาของมัฎฐกุณฑลี เมื่อมัฎฐกุณฑลี ลูกชายมีชีวิตอยู่เจ็บไข้ลง บิดาไม่ยินยอมรักษาเนื่องจากว่ากลัวเงินหมด แม้กระนั้นพอเพียงมัฏฐกุณฑลี ผู้ลูกชายตายแล้ว บิดาเอาอีกทั้งข้าวอีกทั้งของไปกองให้ลูก แล้วร้องไห้อาลัยอาวรณ์หาในป่าช้า บ่นเพ้อให้ลูกมาเอาของ พระพุทธเจ้าพูดว่า ไร้ประโยชน์ที่จะเอาข้าวเอาของไปทำแบบนั้น ด้วยเหตุว่าคนเสียชีวิตแล้ว เขาก็ไปตามคติ (สวรรค์ นรก) ของเขา ไม่มีทางย้อนกลับมา รับข้าวของพวกนั้นอะไร ควรทอดทานให้แก่สมที่ชีพราหมณ์ คนยากไร้ รวมทั้งสัตว์เดียรัจฉาน ของกลุ่มนี้จะมีผลบุญ เพิ่มพูนไปถึงแก่เปรตชนผู้เสียชีวิตไปแล้ว ด้วยเหตุว่าพระภิกษุ เป็นเนื้อนาบุญ จะเป็นได้ไหมว่า พระพุทธเจ้าไม่ต้องการจะให้ของพวกนั้น จำเป็นต้องเน่าหรีอเสียทิ้งโดยไร้ผล สำหรับของที่ให้แล้ว วางเสริมแต่งไว้ตามดินที่เรียกว่า ข้าวตกแต่งดิน ในบุญนี้ก็มีเพียงแค่ของกิน ผู้ได้ทานอาหารนิ้โดยตรง ที่มองเห็นๆก็คือสัตว์เดรัจฉาน ตามนี้ก็จัดว่า ถูกตามพุทธปรารถนาแล้ว สำหรับเพื่อการแจกห่อข้าวน้อยในบุญตกแต่งดินนี้ นิยมแจกรุ่งเช้า ตั้งแต่ตี 4 จนกระทั่งรุ่งสว่าง ไม่นิยมแจกนอกวัดด้วย บุญข้าวแต่งแต้มดินหรือบุญเดือนเก้า ปราชญอีสานโบราณได้กล่าวไว้เป็นบทผญา โดยได้สาธยายถึงความอุดมสมบูรณ์และก็จารีตประเพณีการทำบุญในเดือนนี้ว่า เดือนแปดคล้อยมองเห็นลมทั่งใบเสียว เหลียวมองเห็นกลุ่มปลาขาวแล่นมาโฮมต้อน กบเพิ่นนอนรออยู่ฝนมาสิได้สนุก เชิญชวนกันลงเล่นน้ำโห่ฮ้องซั่วเย้าแหย่ เดือนเก้ามาฮอดแล้วบ้านป่าขาดอน มองเห็นแม้กระนั้นนกเขางอยคอนแผดเสียงหาซู้ เถิงประจำเดือนเดือนเก้าอีสานเฮาทุกแคว้น คงจะสิเคยทราบบุญเสริมแต่งดินรับประทานก้อนทานทอดก้มมอบให้ การทำบุญข้าวประดับประดาดินก็เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับพี่น้องที่ตายไปแล้ว ชาวอีสานนับว่าเป็นขนบธรรมเนียมที่จะจำต้องทำกันทุกๆปีไม่ได้ขาด โดยได้ระบุเอาวันแรม ๑๕ เย็น เดือนเก้า เป็นหลักเกณฑ์ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “บุญเดือนเก้าดับ” บางเขตแดนบางครั้งก็อาจจะเรียกว่า “บุญเดือนเก้าลับ” ก็มี ก่อนหน้า ถัดไป