การสังคายนาพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาท

การสะสางพระไตรปิฎกข้างลัทธิเถรวาท พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: นิยามรวมทั้งที่ไปที่มา เผยแพร่เมื่อ: ๑๔ ส.ค. ๒๕๖๑ อ่าน: 8893 จิตรกรรมข้างฝาผนังที่วัดเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี อินเดีย (ในรูปภาพ) การสะสางพระธรรมวินัยคราวแรก หรือปฐมสะสาง (First Buddhist council)ในถ้ำบัวสายคูหา (The Sattapani Cave) ข้างเขาเวภารบรรพต ใกล้เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ โดยมีพระมหากัสสปเถระ เป็นประธานพระสงฆ์ การสะสาง คือ การร้อยกรองหรือเก็บพระธรรมวินัยอันเป็นคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเกลื่อนกลาดเรี่ยราดเรี่ยกันอยู่ให้อยู่ในหมู่เดียวกัน มีระบบระเบียบเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน โดยมีการสัมมนาพระสงฆ์ทำงานสะสมจัดชนิดและประเภท จัดระเบียบให้เป็นที่เป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วมีการสวดมนตร์ฝึกฝนหรือสวดมนตร์พร้อมและก็เป็นเหมือนกัน เป็นการวิเคราะห์ความถูกต้องชัดเจนบริบูรณ์ที่พระธรรมวินัย แล้วก็โหวตรับประกันกันไว้เป็นหลักฐานสำคัญ แล้วมีการท่อง จำ หรือจารึกไว้สืบต่อมา การสะสาง ครั้งที่ ๑ ถึงครั้งที่ ๔ เป็นการสะสางพระไตรปิฎกในแบบพระไตรปิฎกมุขปาฐะ (สวดมนตร์หรือจำสืบต่อกันมาด้วยท่อง) ส่วนการสะสางตั้งแต่นั้นมา เป็นการสะสาง ครั้งที่ ๕ ถึงครั้งที่ ๑๑ เป็นการสะสางพระไตรปิฎกในแบบพระไตรปิฎกลายลักษณ์อักษร มูลเหตุที่การสะสางพระธรรมวินัย ปฐมเหตุความนึกคิดที่จะให้มีการสะสางพระธรรมวินัยนั้น ได้มีมาแล้วตั้งแต่ครั้งพุทธกาล โดยพระพุทธเจ้าได้ประทานพระพุทธโอวาทเสนอแนะไว้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อนิครนถนาฏลูก ผู้เป็นคุณครูเจ้าลัทธิศาสนาเชน ตาย พวกสาวกของเจ้าลัทธินี้ได้กำเนิดแตกแยกกัน คราวนั้นพระจุนทเถระ ผู้เป็นน้องชายของพระสารีลูกเถระ ได้รู้หัวข้อนั้นแล้ว มีความปรารถนาดีในพุทธศาสนา เกรงสถานะการณ์แบบนั้นจะเกิดขึ้นแก่พุทธศาสนา ก็เลยไปพบพระอานนท์เถระ เล่าความนั้นให้ฟัง พระอานนท์เถระก็เลยได้เชิญชวนเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระจุนทเถระบอกเล่านั้นมอบให้ทรงรู้ พระพุทธเจ้าได้ประทานพระพุทธโอวาทมากมายก่ายกองแก่พระจุนทเถระ ที่สำคัญข้อหนึ่งก็คือ พระพุทธเจ้าได้พูดว่า ที่พวกสาวกของนิครนถนาฏลูกกำเนิดแตกความสามัคคีกันนั้น เนื่องจากว่าคำสั่งสอนของเจ้าลัทธิไม่สมบูรณ์รวมทั้งมีความสับสน ทั้งหมดสาวกก็ไม่ประพฤติตามคำกล่าวอบรมสั่งสอน แล้วทรงชี้แนะให้สะสมพระธรรมวินัย ให้กระทำสะสางไว้เพื่อความยั่งยืนและมั่นคงที่พุทธศาสนาสืบไป พระสารีลูกเถระก็ได้ชี้แนะพระสงฆ์ให้ช่วยเหลือกันเก็บรวบรวมพระธรรมวินัย หรือกระทำสะสางพระธรรมวินัยไว้เช่นกัน พูดอีกนัยหนึ่ง ภายหลังจากนิครนถนาฏลูกจบชีวิต แล้วก็พวกสาวกกำเนิดแตกความสามัคคีกันดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นแล้วนั้น ตอนกลางคืนวันหนึ่ง พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมโปรดพระสงฆ์ที่เข้าเฝ้า จบแล้วทรงมีความคิดเห็นว่าพระสงฆ์ยังมุ่งมาดปรารถนาจะฟังธรรมถัดไปอีก ก็เลยทรงมอบหมายให้พระสารีลูกเถระแสดงธรรมแทน คราวนั้น พระสารีลูกเถระได้แสดงธรรมแก่พระสงฆ์ ได้ชี้แนะให้ช่วยเหลือกันเก็บกลอนพระธรรมวินัยไว้ โดยแสดงตัวอย่างการจำแนกแยกแยะธรรมะเป็นหมวดๆตั้งแต่หมวด ๑ ถึงหมวด ๑๐ ว่าธรรมะอะไรบ้างอยู่ในหมวดนั้นๆหัวข้อที่พระสารีลูกเถระแสดงในคราวนั้น เรียกว่าสังคิว่ากล่าวสูตร อันมีความหมายว่าสูตรกล่าวถึงการสะสางพระธรรมวินัย เมื่อพระสารีลูกเถระแสดงธรรมจบแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ประทานสาธุการ แม้กระนั้นพระสารีลูกเถระเองได้นิพพานไปก่อนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนั้น ครั้นเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธตายแล้ว ภาระหน้าที่ก็เลยตกอยู่กับพระมหากัสสปเถระ เพราะในขณะนั้นพระมหากัสสปเถระเป็นพระสาวกผู้สูงอายุปีเยอะที่สุด การสะสาง ครั้งที่ ๑เกิดขึ้นภายหลังจากพุทธตาย ได้ ๓ เดือน ถ้ำบัวสายคูหา (The Sattapanni caves) ข้างเขาเวภารบรรพต ใกล้เมืองราชคฤห์ อินเดีย สถานที่ทำสะสางพระธรรมวินัยทีแรก (ตอนนี้เพดานถ้ำกระหน่ำลงมาปิดปากถ้ำหมดแล้ว) ต้นเหตุ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธตายได้ ๗ วัน พระมหากัสสปเถระ อยู่ที่เมืองขว้างวา ยังไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธตาย ก็เลยพาภิกษุปริมาณ ๕๐๐ รูปเดินทางออกจากเมืองขว้างวาด้วยปรารถนาจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เมืองกุสิท้องนารา ในระหว่างเดินทางนั้นเอง ก็ได้รู้ข่าวสารการเสด็จดับขันธตายจากอาชีวก (บรรพชิตนิกายหนึ่ง) คนหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาจากเมืองกุสิที่นารา สงฆ์ทั้งหมดทั้งสิ้นซึ่งมีพระมหากัสสปเถระเป็นหัวหน้าเมื่อได้รู้ข่าวสารนั้นแล้ว คนที่เป็นอรหันต์ต่างก็มีความสลดใจ คนที่เป็นบุคคลอยู่ก็โศกเศร้าเศร้าใจ ร้องไห้คร่ำครวญ รำพึงรำพันกันไปต่างๆนานา แม้กระนั้นภิกษุบรรพชาเมื่อแก่รูปหนึ่งชื่อสุภัททะ ไม่ได้เป็นแบบนั้น และก็ได้ห้ามพระภิกษุสงฆ์พวกนั้นไม่ให้เศร้าใจ ไม่ให้ร้องไห้ โดยกล่าวชี้ทางว่า ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธตายนั้นเป็นเรื่องดีแล้ว ต่อแต่นี้ไปจะทำอะไรได้ตามใจ ไม่มีผู้ใดรอมาชี้ว่าไม่ถูกนี่ ถูกนี่ ควรจะนี่ ไม่สมควรนี่ ถัดไปอีก พระมหากัสสปเถระได้ฟังคำบอกเล่าจ้วงจาบแบบนั้นแล้วกำเนิดความสลดใจ หลังจากการพระราชทานเพลิงศพพระพุทธสรีระ สำเร็จแล้ว ได้มีการสัมมนาพระสงฆ์ พระมหากัสสปเถระซึ่งเป็นผู้สูงวัยปีมากยิ่งกว่าพระภิกษุทุกรูปได้รับเลือกให้เป็นประธานพระสงฆ์ มีฐานะเป็นสังฆปริณาชู (หัวหน้าคณะสงฆ์) บริหารการคณะสงฆ์ตามพระธรรมวินัย ท่านก็เลยได้นำเรื่องที่พระภิกษุสงฆ์สุภัททะ กล่าวอาจเอื้อมพระธรรมวินัยนั้นเสนอต่อห้องประชุมพระสงฆ์ เชื้อเชิญให้ทำสะสางพระธรรมวินัยรวมทั้งได้รับความเห็นชอบจากที่สัมมนา หลังจากนั้นเป็นต้นมา ๓ เดือนก็ได้มีการสัมมนาทำสะสาง ครั้งที่ ๑ สถานที่ ถ้ำบัวสายคูหา ข้างเขาเวภารบรรพต ใกล้เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ประเทศอินเดีย องค์ค้ำจุน พระผู้เป็นเจ้าอชาตศัตรู การจัดการ พระมหากัสสปเถระ ได้รับเลือกเป็นประธานและก็เป็นผู้ไต่ถามพระธรรมวินัย พระอุบาลีเถระ เป็นผู้ตอบเรื่องซักถามทางพระระเบียบ (ระเบียบปิฎก) พระอานนท์เถระ เป็นผู้ตอบเรื่องซักถามทางพระธรรม (สุตตันตปิฎก แล้วก็อภิธรรมปิฎก ) มีอรหันต์เข้าสัมมนาเป็นสังคีติผู้กระทำพระสงฆ์ (พระสงฆ์ผู้เป็นคณะกรรมการทำสะสาง) ปริมาณ ๕๐๐ รูป ซึ่งแนวการกำหนดระเบียบพระธรรมวินัยในคราวนั้นได้จัดเป็นแบบอย่างที่เรียกว่าพระไตรปิฎก แล้วก็ยังคงมีการรักษาสิ่งที่ได้จัดเก็บในครั้งปฐมสะสางอยู่ในพระไตรปิฎกฉบับทักษิณนิกาย โดยไม่มีการแก้ไขมากระทั่งเดี๋ยวนี้ นอกเหนือจากนี้ สำหรับเพื่อการสัมมนานี้ยังมีการข้อกำหนดคำเรียกร้องของพระมหากัสสปเถระต่อปัญหาที่ว่า อะไรเป็นความผิดนิดหน่อย ที่พระพุทธเจ้าทรงบอกอนุญาตว่า “ถ้าเกิดพระสงฆ์ประสงค์อยู่ ควรจะล้มเลิกได้ ” เมื่อห้องประชุมมีความเห็นมีความขัดแย้ง พระมหากัสสปเถระก็เลยเสนอญัตติว่า “ขอให้พระสงฆ์ไม่ข้อบังคับข้อที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงกำหนดไว้ ไม่ถอนข้อที่ท่านทรงกำหนดไว้แล้ว ทำตัวอยู่ในสิกขาบททั้งหลายแหล่จากที่ทรงกำหนดไว้ ” ปรากฏว่าที่สัมมนาพระสงฆ์ได้สารภาพความเห็นนี้ด้วยดุษณี เป็นการวางรากฐานศาสนาพุทธแบบหินยานตั้งแต่เมื่อนั้นเป็นต้นมา ช่วงเวลา ๗ เดือน ก็เลยเสร็จ การสะสาง ครั้งที่ ๒ เมื่อ พุทธศักราช ๑๐๐ : การแตกนิกายเกิดขึ้นภายหลังพุทธตาย ได้ ๑๐๐ ปี เสาพระผู้เป็นเจ้าต้นอโศก (Pillars of Ashoka) และก็บรรยากาศโบราณสถานเมืองเวข้าวสาลี ที่ตำบลบสาร์ท หรือเบสาร์ท (Basarh-Besarh) ในจังหวัดไวศาลี (อังกฤษ: Vaishali) อินเดีย สถานที่ทำสะสาง ครั้งที่ ๒ ต้นเหตุ เมื่อพุทธตายล่วงไป ๑๐๐ ปี ภิกษุชาววัชชี เมืองเวข้าวสาลี ได้ตั้งวัตถุ ๑๐ ประการ ซึ่งไม่ถูกไปจากพระระเบียบ ทำให้มีอีกทั้งภิกษุที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จนถึงมีการบาดหมางในกลุ่มพระสงฆ์ ตามอรรถกถา ดังต่อไปนี้ …ก็โดยยุคนั้นแล เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จตายล่วงได้ ๑๐๐ ปี พวกพระวัชชีลูก คนกรุงเวข้าวสาลี แสดงวัตถุ ๑๐ ประการในเมืองเวข้าวสาลี ว่าดังต่อไปนี้:- ๑. เก็บเกลือเอาไว้ในเขนงฉัน ควรจะ ๒. ฉันของกินในตอนเวลาบ่าย ล่วงสององคุลี ควรจะ ๓. เข้าบ้านฉันของกินเป็นอนติเตียนริตตะ ควรจะ ๔. วัดมีสีมาเดียวกัน ทำโบสถ์ต่างๆกัน ควรจะ ๕. เวลาทำสังฆกรรม ภิกษุมาไม่พร้อมทำก่อนได้ ภิกษุมาคราวหลังก็เลยบอกขออนุมัติ ควรจะ ๖. การปฏิบัติตามอย่าง ที่อุปัชฌาย์และก็คุณครูปฏิบัติตนมาแล้ว ควรจะ ๗. ฉันนมสดที่แปรแล้ว แม้กระนั้นยังไม่เป็นนมส้ม ควรจะ ๘. ดื่มสุราอ่อน ควรจะ ๙. ใช้ผ้านิสีทนะไม่มีชาย ควรจะ ๑๐. รับทองคำแล้วก็เงิน ควรจะ ฯ — สัตตสติกขันธกะ เรื่องพระวัชชีลูกแสดงวัตถุ ๑๐ ประการ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระระเบียบปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ พระยสกากัณฑลูก ได้จาริกมาเมืองเวข้าวสาลี และก็ทราบเรื่องนี้ มีความเห็นว่าข้อพึงกระทำถดถอยดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ขัดกับพระระเบียบพุทธข้อกำหนด ได้มานะโต้แย้ง แต่ว่าภิกษุชาววัชชีไม่เชื่อฟัง พระยสกากัณฑลูกก็เลยได้เชิญชวนพระเถระคนแก่อีก ๗ รูป เป็นพระสัพพกามีเถระ พระเรวตเถระ พระสาฬหเถระ พระขุชชโสภิตเถระ พระวาสภติดอยู่ไม่กเถระ พระสัมปิศาจสาณวาสีเถระ รวมทั้งพระสุมนเถระ สัมมนาพิเคราะห์วิเคราะห์ ร่วมมือกันทำสะสางพระธรรมวินัยเพื่อความมั่นคงยั่งยืนศาสนาพุทธสืบไป อานนทเจดีย์ (Ananda Stupa) และก็เสาพระผู้เป็นเจ้าต้นโศก (Pillars of Ashoka) ที่เมืองเวข้าวสาลี หรือ ไวศาลี (อังกฤษ: Vaishali) อินเดีย สถานที่ทำสะสาง ครั้งที่ ๒ สถานที่ วัดลิการาม เมืองเวข้าวสาลี ประเทศวัชชี ประเทศอินเดีย องค์อุปการะ พระผู้เป็นเจ้ากาลาโศกราช การจัดการ พระยสะกากัณฑกบุตร เป็นประธาน พระเรวตเถระ เป็นผู้ซักไซ้พระธรรมวินัย พระสัพพกามีเถระเป็นผู้ตอบเรื่องซักถาม มีอรหันต์เข้าสัมมนาเป็นสังคีติผู้กระทำพระสงฆ์ ปริมาณ ๗๐๐ รูป ช่วงเวลา ๘ เดือน ก็เลยเสร็จ แม้กระนั้น ภิกษุชาววัชชีปฏิเสธและไม่ร่วมการสะสางนี้ แม้กระนั้นไปเก็บภิกษุข้างตนสัมมนาทำสะสางต่างหาก เรียกว่ามหาสังคีติ รวมทั้งเรียกพวกของตัวเองว่ามหาสังฆิกะ ทำให้ศาสนาพุทธในตอนนั้นแตกเป็น ๒ นิกายเป็นข้างที่เชื่อถือความเห็นชอบของพระเถระครั้งปฐมสะสางเรียกทักษิณนิกาย ข้างที่ทำตามความเห็นของคุณครูของตัวเองเรียกอาจาริยวาท อีกราว ๑๐๐ ปีถัดมา พระสงฆ์อีกทั้ง ๒ ข้างมีการแตกนิกายออกไปอีก หลักฐานข้างภาษาบาลี ว่าแตกไป ๑๘ นิกาย หลักฐานข้างภาษาสันสกฤต ว่า แตกไป ๒๐ นิกาย ตัวอย่างเช่น มองบทความหลักที่: นิกายในพุทธ หลักฐานข้างบาลี นิกายหินยาน แยกเป็น นิกายสัพพัตถิกวาท แยกเป็น นิกายกัสสปิกวาท นิกายสังกันว่ากล่าวกวาท นิกายสุตตวาท นิกายธรรมระอุตตวาท นิกายธัมมตตริกวาท นิกายงามยานิกวาท นิกายฉันนาคาริกวาท นิกายสมิติเตียนยวาท นิกายมหิสาสกวาท แยกเป็น นิกายวัชชีปุตวาท แยกเป็น นิกายมหาสังฆิกะ แยกเป็น นิกายพหุสสุตำหนิกวาท นิกายปัญญัว่ากล่าวกวาท นิกายเอกัพโยหาริกวาท แยกเป็น นิกายโคกุลิกวาท นิกายเจติยวาท หลักฐานข้างสันสกฤต นิกายลัทธิเถรวาท แยกเป็น นิกายมหิผู้สั่งสอนวาท แยกเป็น นิกายธรรมระอุปตวาท นิกายกาศยปิกวาท นิกายเสาตรันตำหนิกวาท นิกายวาตสีปุตริยวาท แยกเป็น นิกายศันนาคาริกวาท นิกายสามมมีติยวาท นิกายเจริญยานิยวาท นิกายธรรโมตตริยวาท นิกายเหมวันตวาท นิกายสรวาสติวาท แยกเป็น นิกายมหาสังฆิกะ แยกเป็น นิกายเอกวยหาริกวาท นิกายโลโกตรวาท นิกายโคกุลิกวาท นิกายพหุศรติเตียนยวาท นิกายปัญญัตวาท นิกายไจติเตียนกวาท นิกายอปรเสลิยวาท นิกายอุตรเสลิยวาท การสะสาง ครั้งที่ ๓ เมื่อ พุทธศักราช ๒๓๕เกิดขึ้นภายหลังพุทธตาย ได้ ๒๓๕ ปี จิตรกรรมด้านข้างฝาผนังที่วัดเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี อินเดีย (ในรูปภาพ) พระโมคคลีบุตรดีสสเถระ และก็พระผู้เป็นเจ้าต้นอโศกมหาราช ระหว่างที่กำลังทำสะสางพระธรรมวินัย ครั้งที่ ๓ในวัดอโศการาม เมืองขว้างฏลีบุตร ประเทศอินเดีย (ตอนนี้เป็น เมืองปัตนะ เมืองวิหาร อินเดีย) ต้นเหตุ พวกเดียรถีย์หรือพวกบรรพชิตในศาสนาอื่นมาเลียนแบบบรรพชาในศาสนาพุทธ ด้วยเห็นแก่ลาภสักการะบูชารวมทั้งเพื่อบั่นทอนศาสนาพุทธ ได้แสดงลัทธิและก็ข้อคิดเห็นของตัวเองว่า “เป็นศาสนาพุทธ เป็นคำอบรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ” พระโมคคัลลีบุตรดีสสเถระ ได้ขอความอุปการะจากพระผู้เป็นเจ้าต้นโศกมหาราช ให้มีการสืบสวน สะสาง แล้วก็กำจัดพวกเดียรถีย์หรือพวกบรรพชิตในศาสนาอื่นที่มาเลียนแบบบรรพชาราว ๖๐,๐๐๐ รูป แล้วให้สละเพศบรรพชิตออกมาจากพุทธศาสนาได้เสร็จ ๑ ใน ๘๐ เสาของห้องโถง (ในรูปภาพ : เสาด้านที่ฝังอยู่ในดิน) วัดอโศการาม เมืองขว้างฏลีบุตร ประเทศอินเดีย สถานที่ทำสะสาง ครั้งที่ ๓ ในรัชสมัยของพระผู้เป็นเจ้าต้นโศกมหาราช เดี๋ยวนี้เป็นเมืองปัฏนะ (อังกฤษ: Paṭnā ฮินดี: पटना ) เป็นเมืองหลวงของเมืองวิหาร เมืองหนึ่งในประเทศประเทศอินเดีย สถานที่ วัดอโศการาม เมืองขว้างฏลีบุตร ประเทศอินเดีย (ปัจจุบันนี้เป็น เมืองปัฏนะ เมืองวิหาร อินเดีย) องค์เลี้ยงดู พระผู้เป็นเจ้าต้นโศกมหาราช การจัดการ พระโมคคัลลีบุตรดีสสเถระ เป็นประธาน มีอรหันต์เข้าสัมมนาเป็นสังคีติผู้กระทำพระสงฆ์ ปริมาณ ๑,๐๐๐ รูป การสะสางพระธรรมวินัยในคราวนี้ มีกา