ประวัติศาสนาพุทธ

ประวัติความเป็นมาพุทธ พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: นิยามรวมทั้งภูมิหลัง เผยแพร่เมื่อ: ๑๖ เดือนกันยายน ๒๕๖๐ อ่าน: 20113 แนวทางการแผ่กระจายของพุทธจากศูนย์กลาง (ประเทศอินเดียภาคเหนือ) ไปยังประเทศต่างๆทั้งโลก โดยมีนิกายที่สำคัญอยู่ ๒ นิกาย เป็นทักษิณนิกาย รวมทั้งอาจริยวาท ประวัติความเป็นมาของพุทธ เริ่มตั้งแต่ยุคพุทธกาล ผู้ดำเนินรายการศาสนาแล้วก็เป็นศาสดาของพุทธเป็นพระพุทธเจ้า (อังกฤษ: Buddha) ทรงรู้แจ้งเห็นจริงเมื่อวันขึ้น ๑๕ เย็น เดือนวิสาขะหรือเดือน ๖ในใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตำบลเลิศเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ อินเดีย ๔๕ ปี ก่อนพ.ศ. เดี๋ยวนี้เรียกว่าพุทธคยา แล้วต่อจากนั้นศาสนาพุทธได้แผ่กว้างไปทั่วประเทศอินเดีย ข้างหลังพุทธตาย ๑๐๐ ปี ก็เลยแตกเป็นนิกายย่อย โดยมีนิกายที่สำคัญเป็นทักษิณนิกาย รวมทั้งอาจริยวาท นิกายอาจริยวาทได้แพร่หลายไปทั่วทวีปเอเชียกึ่งกลาง เอเซียอาคเนย์ และก็ทวีปเอเชียทิศตะวันออก เมื่อพุทธในประเทศอินเดียเสื่อมลง ศาสนาพุทธอาจริยวาทในทวีปเอเชียกึ่งกลางและก็เอเซียอาคเนย์ได้เสื่อมตามไปด้วย ยังคงเหลือในจีน ประเทศทิเบต ประเทศญี่ปุ่น เวียดนาม ส่วนนิกายทักษิณนิกายได้รุ่งโรจน์ขึ้นอีกทีในศรีลังกา แล้วก็แพร่หลายไปในเอเซียอาคเนย์ ศาสนาพุทธได้แพร่หลายไปยังประเทศตะวันตกตั้งแต่ครั้งโบราณ แม้กระนั้นคนตะวันตกหันมาพึงพอใจศาสนาพุทธเยอะขึ้นในสมัยลัทธิล่าเมืองขึ้น รวมทั้งข้างหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ศาสนาพุทธ หรือพุทธ (อังกฤษ: Buddhism, บาลี: buddhasāsana พุทฺธสาสนา, สันสกฤต: buddhaśāsana ศาสนาพุทธ) เป็นศาสนาจำพวกอเทวนิยม แล้วก็เป็นศาสนาที่มีผู้เชื่อถือมากมายศาสนาหนึ่งของโลก รองจากศาสนาคริสต์ อิสลาม และก็ศาสนาฮินดู เกิดพุทธ พระวัวโคลนพระพุทธ มีนามเดิมในภาษาบาลีว่าสิทธัตถะ วัวตมะ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์เดี๋ยวนี้ ผู้เป็นศาสดาของพุทธ กำเนิดในวันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๖ในใต้ร่มไม้สาละ ข้างในพระราชสวนลุมพินีวัน อยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์ และก็เมืองเทวทหะ ในดินแดนประเทศอินเดีย พระวัวโคลนพระพุทธ (อังกฤษ: Gautama Buddha) หรือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้ มีชื่อเดิมว่าพระราชโอรสสิทธัตถะ เป็นพระลูกชายของพระผู้เป็นเจ้าสุทโธทนะ และก็พระนางสิริมหามายา กำเนิดในราชเครือญาติศากยวงศ์ ที่กรุงกบิลพัสดุ์ ท่านทรงออกอุปสมบทเมื่อพระชนมายุ ๒๙ ปี บำเพ็ญอุตสาหะอยู่ ๖ ปี ก็เลยรู้แจ้งเห็นจริงเมื่อพระชนมายุ ๓๕ ปี รวมทั้งทรงประกาศศาสนาอยู่ ๔๕ ปี ก็เลยเสด็จตายเมื่อพระชนมายุได้ ๘๐ ปี ซึ่งเป็นการเริ่มของการนับปีพ.ศ. ภายหลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้แล้ว ได้เสด็จไปโปรดพระปัญจวัคคีย์ในป่าอิสิปตนสัตว์ป่าทายวัน ตำบลเมืองพาราที่สี ท่านบอกธัมมจะกัปปวัตตนสูตร เป็นธัมมจักกัปปวัตนสูตร แก่พระปัญจวัคคีย์ เมื่อจบพระธรรมเทศนา ดวงตาเห็นธรรมอันไม่มีผงตราบาป ก็เลยเกิดขึ้นแก่พระโกณฑัญญะ กระทั่งทำให้บรรลุเป็นพระโสดาบัน พระโกณฑัญญะก็เลยกล่าวขอบวชในวันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๘ ซึ่งนับเป็นพระภิกษุองค์แรกในโลก แล้วก็พระรัตนตรัยก็เลยเกิดขึ้นในโลกเช่นเดียวกันในวันนั้น ถัดมา ท่านได้ทรงแสดงธรรมอื่นๆเพื่อโปรดพระปัญจวัคคีย์ที่เหลืออีก ๔ องค์ กระทั่งบรรลุเป็นพระโสดาบันทั้งหมดทั้งปวง ภายหลังพระปัญจวัคคีย์บรรลุเป็นพระโสดาบันหมดแล้ว ท่านทรงแสดงธรรมอนัตตลักขณสูตร ซึ่งทำให้พระปัญจวัคคีย์บรรลุเป็นอรหันต์ ทั้งมวล ภายหลัง ท่านได้แสดงธรรมโปรดยสะบุตรชาย กระทั่งบรรลุเป็นอรหันต์ คราวนั้น มีอรหันต์ในโลก ๗ รูป ถัดมา เพื่อนฆราวาสของท่านพระยสะ ๔ ท่าน เป็นวิมละ สุแขน ปุณณชิ ควัมปว่ากล่าว และก็ที่ตามมาคราวหลังอีก ๕๐ ท่าน เป็นลูกของเครือญาติคนมั่งคั่งใหญ่น้อยในกรุงพาราที่สี ได้รู้ข่าวสารว่า ยสกุลลูกโกนหัวและก็หนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกมาจากเรือนบรรพชาเป็นบรรพชิตแล้ว เพื่อนฆราวาสพวกนั้น ได้พากันเข้าไปหาท่านพระยสะถึงที่อยู่ ท่านพระยสะก็เลยพาเพื่อนฆราวาสไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ ท่านได้แสดงธรรมโปรดเพื่อนฆราวาสของท่านพระยสะจนถึงบรรลุเป็นอรหันต์ทั้งผอง ในคราวนั้นก็เลยมีอรหันต์และท่านด้วยทั้งมวล ๖๑ รูป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เลยมีพระดำริให้พระสาวกออกประกาศศาสนา โดยมีพระปฐมคำพูดสำหรับในการส่งพระสาวกออกประกาศศาสนาว่า ดูซิภิกษุทั้งหลายแหล่ พวกเราหลุดพ้นจากบ่วงทั้งสิ้น ในขณะที่เป็นของทิพย์ แล้วก็ของผู้คน หากแม้พวกคุณได้หลุดพ้นจากบ่วงทั้งมวล อีกทั้งของทิพย์รวมทั้งของคนเราเหมือนกัน พวกคุณต้องเที่ยวไปเพื่อคุณประโยชน์ แล้วก็ความสำราญแก่มหาชน เพื่อช่วยเหลือชาวโลก เพื่อคุณประโยชน์เกื้อหนุน รวมทั้งความสบายแก่เหล่าเทวดารวมทั้งมนุษย์ พวกคุณอย่าไปทางเดียวกัน ๒ รูป ควรแสดงธรรมให้สวยในพื้นฐาน ในท่ามกลาง รวมทั้งท้ายที่สุด ควรประกาศพรหมจรรย์ พร้อมด้วยอรรถแล้วก็ตัวอักษรให้ครบบริบรูณ์ สัตว์ทั้งหลายแหล่ผู้มีละออง เป็นกิเลส ในดวงตาเพียงนิดหน่อยมีอยู่ แม้กระนั้นเพราะว่าโทษที่ยังมิได้สดับธรรม ก็เลยจำเป็นต้องเสื่อมจากคุณที่พึงจะได้รับ ดูซิภิกษุทั้งหลายแหล่ ผู้ทรงคุณวุฒิทั่วถึงธรรมมีอยู่ หากแม้พวกเราก็จะไปยังตำบลยิ่งใหญ่เวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรม — เรื่องพ้นจากบ่วง พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระระเบียบปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ก็เลยทำให้ศาสนาพุทธมีความรุ่งเรือง รวมทั้งแผ่กระจายไปในประเทศอินเดียอย่างเร็ว ชาวประเทศอินเดียพากันทอดทิ้งลัทธิเดิม แล้วหันมาเชื่อถือเลื่อมใสเชื่อถือในศาสนาพุทธเยอะขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ สืบต่อมาจนกระทั่งตอนนี้ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จตายแล้ว พุทธยังก้าวหน้าในประเทศอินเดียสืบมา ความเจริญก้าวหน้าของพุทธขึ้นอยู่กับว่าได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอิทธิพลในยุคนั้นหรือเปล่า หากมีก็มีความเจริญก้าวหน้ามากมาย แต่ เมื่อยุคสมัยล่วงไป การขัดกันอันเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการแปลความพระธรรมคำสอนรวมทั้งพระระเบียบขัดแย้งได้เกิดขึ้นในกลุ่มพระภิกษุ ก็เลยมีการปรับแก้โดยมีการทำสะสางกลอนพระธรรมวินัยที่ถูกไว้เป็นหลักฐานสำหรับยึดมั่นเป็นแบบแผนถัดไป การสะสางพระไตรปิฎกข้างลัทธิเถรวาท ถ้ำบัวสายคูหา (The Sattapanni caves) ข้างเขาเวภารบรรพต ใกล้เมืองราชคฤห์ อินเดีย สถานที่ทำสะสางพระธรรมวินัยหนแรก (ปัจจุบันนี้เพดานถ้ำกระหน่ำลงมาปิดปากถ้ำหมดแล้ว) การสะสาง คือ การร้อยกรองหรือเก็บพระธรรมวินัยอันเป็นคำกล่าวสอนขององค์พระสัมมาสัมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเกลื่อนกลาดกระจุยกระจายกันอยู่ให้อยู่ในหมู่เดียวกัน มีระบบระเบียบเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โดยมีการสัมมนาพระสงฆ์ปฏิบัติการเก็บแยกเป็นชนิดและประเภท จัดระเบียบให้เป็นที่เป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วมีการสวดมนตร์ฝึกซ้อมหรือสวดมนตร์พร้อมรวมทั้งเป็นเหมือนกัน เป็นการตรวจดูความถูกต้องแน่ใจบริบูรณ์ที่พระธรรมวินัย แล้วก็ลงความเห็นรับประกันกันไว้เป็นหลักฐานสำคัญ แล้วมีการท่อง จำ หรือจารึกไว้สืบต่อมา ดังนี้ สำหรับในการสะสาง ครั้งที่ ๑ ถึงครั้งที่ ๔ เป็นการสะสางพระไตรปิฎกในแบบพระไตรปิฎกมุขปาฐะ (สวดมนตร์หรือจำสืบต่อกันมาด้วยท่อง) ส่วนการสะสางจากนั้นมา เป็นการสะสาง ครั้งที่ ๕ ถึงครั้งที่ ๑๑ เป็นการสะสางพระไตรปิฎกในแบบพระไตรปิฎกลายลักษณ์อักษ โดยการสะสางในแต่ละครั้ง พอเพียงจะชูมากมายล่าวโดยสังเขปได้ ดังต่อไปนี้ การสะสาง ครั้งที่ ๑ (เกิดขึ้นภายหลังพุทธตาย ได้ ๓ เดือน)ในถ้ำบัวสายคูหา ข้างเขาเวภารบรรพต ใกล้เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ประเทศอินเดีย มีพระมหากัสสปเถระ เป็นประธาน แล้วก็มีพระผู้เป็นเจ้าอชาตศัตรู เป็นองค์ชุบเลี้ยง ใช้ช่วงเวลา ๗ เดือน ก็เลยเสร็จ การสะสาง ครั้งที่ ๒ (การแตกนิกาย เกิดขึ้นภายหลังพุทธตาย ได้ ๑๐๐ ปี)ในวัดวาอารามลิการาม เมืองเวข้าวสาลี ดินแดนวัชชี ประเทศอินเดีย มีพระยสะกากัณฑกบุตร เป็นประธาน รวมทั้งมีพระผู้เป็นเจ้ากาลาโศกราช เป็นองค์อุปถัมภ์ค้ำชู ใช้ช่วงเวลา ๘ เดือน ก็เลยเสร็จ การสะสาง ครั้งที่ ๓ (เกิดขึ้นภายหลังพุทธตาย ได้ ๒๓๕ ปี)ในวัดอโศการาม เมืองขว้างฏลีบุตร ประเทศอินเดีย (ปัจจุบันนี้เป็น เมืองปัฏนะ เมืองวิหาร อินเดีย) มีพระโมคคัลลีบุตความกำหนัดสสเถระ เป็นประธาน รวมทั้งมีพระผู้เป็นเจ้าโศกมหาราช เป็นองค์ชุบเลี้ยง ใช้ช่วงเวลา ๙ เดือน ก็เลยเสร็จ การสะสาง ครั้งที่ ๔ (เกิดขึ้นภายหลังพุทธตาย ได้ ๒๓๘ ปี รวมทั้งตรงเวลาราวๆ ๓ ปี ภายหลังพระมหินทเถระ และก็ภาควิชา ได้ออกไปเผยแผ่พุทธในลังกาทวีป)ในเจดีย์เช็ดขว้างราม (Thuparamaya Pagoda) เมืองอนุราธปุระ (Anuradhapura) ในลังกาทวีป มีพระมหินทเถระ เป็นประธาน รวมทั้งมีพระผู้เป็นเจ้าเทวัญนัมปิยติเตียนสสะ กษัตริย์ที่ลังกาทวีป เป็นองค์เลี้ยงดู ใช้ช่วงเวลา ๑๐ เดือน ก็เลยเสร็จ การสะสาง ครั้งที่ ๕ (ในปี พุทธศักราช ๔๓๓)ในอาโลกเลนสถานที่ในมตเลบ้านนอก ในลังกาทวีป ซึ่งตอนนี้เป็น วัดอาโลกวิหาร (Aluvihare Rock Temple) เมืองมะตะเล (Matale) ประเทศศรีลังกา มีพระรักขิโคลนหาเถระ เป็นประธาน และก็มีพระผู้เป็นเจ้าวัฏฏค้างมณียกโทษ เป็นองค์อุปถัมภ์ค้ำชู ใช้ช่วงเวลา ๑ ปี ก็เลยเสร็จ การสะสาง ครั้งที่ ๖ (ในปี พุทธศักราช ๙๕๖ ปี)ในโลหะปราสาท เมืองอนุราธปุระ ในลังกาทวีป มีพระพุทธโฆสเถระ (หรือพระพุทธโฆษาจารย์ ) เป็นประธาน รวมทั้งมีพระผู้เป็นเจ้ามหานาม เป็นองค์ค้ำจุน ใช้ช่วงเวลา ๑ ปี ก็เลยเสร็จ การสะสาง ครั้งที่ ๗ (ในปี พุทธศักราช ๑๕๘๗)ในลังกาทวีป (คาดคะเนว่าที่โลหะปราสาท เมืองอนุราธปุระ) มีพระมหากัสสปเถระ เป็นประธาน รวมทั้งมีพระผู้เป็นเจ้าปรักกมแขน เป็นองค์อุปถัมภ์ค้ำชู ใช้ช่วงเวลา ๑ ปี ก็เลยเสร็จ การสะสาง ครั้งที่ ๘ (ในปี พุทธศักราช ๒๐๒๐)ในวัดโพธารามมหาวิหาร (วัดเจ็ดยอด) เมืองจังหวัดเชียงใหม่ เมืองไทย มีพระธรรมทินมหาเถระ เป็นประธาน รวมทั้งมีพระผู้เป็นเจ้าติเตียนโลกราช (พระผู้เป็นเจ้าศรีพระธรรมวรรดิดิลกราช) เป็นองค์เลี้ยงดู ใช้ช่วงเวลา ๑ ปี ก็เลยเสร็จ การสะสาง ครั้งที่ ๙ (ในปี พุทธศักราช ๒๓๓๑)ในวัดพระศรีสรรเพชญ ตอนนี้เป็นวัดมหาธาตุยุยงวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร จังหวัดกรุงเทพมหานคร เมืองไทย มีสมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) เป็นประธาน รวมทั้งมีพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ ๑) เป็นองค์เลี้ยงดู ใช้ช่วงเวลา ๕ เดือน ก็เลยเสร็จ การสะสาง ครั้งที่ ๑๐ (ในปี พุทธศักราช ๒๔๓๑)ในอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม จังหวัดกรุงเทพมหานคร เมืองไทย มีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นพระผู้เป็นเจ้าน้องยาคุณ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส แล้วก็สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโอ้อวด) เมื่อครั้งทรงดำรงยศเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นประธาน แล้วก็มีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เป็นองค์อุปการะ ใช้ช่วงเวลา ๖ ปี ก็เลยเสร็จ การสะสาง ครั้งที่ ๑๑ (ในปี พุทธศักราช ๒๕๓๐)ในพระตำหนักสมเด็จ วัดมหาธาตุยุยงวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร จังหวัดกรุงเทพ เมืองไทย มีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) เป็นประธาน และก็มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช (รัชกาลที่ ๙) เป็นองค์ค้ำจุน ใช้ช่วงเวลา ๒ ปี ก็เลยเสร็จ มองบทความหลักที่: การสะสางพระไตรปิฎกข้างหินยาน พุทธในประเทศศรีลังกา รูวันเวลิสเซยาเจดีย์ (อังกฤษ: Ruwanwelisaya Stupa) มหาเจดีย์ทรงโอคว่ำในเมืองอนุราธปุระ (อังกฤษ: Anuradhapura) ประเทศศรีลังกา พุทธได้แผ่กระจายจากประเทศอินเดียสู่ลังกา เมื่อราวๆ พุทธศักราช ๒๓๖ ในคราวที่พระผู้เป็นเจ้าต้นโศกมหาราชทรงค้ำชูการสะสางพระธรรมวินัยครั้งที่ ๓ ในประเทศอินเดีย รวมทั้งได้ส่งพระเถระผู้มีความรู้เข้าใจแจ่มแจ้งในพระธรรมวินัยไปเผยแผ่พุทธศาสนาในดินแดนต่างๆรวม ๙ สายร่วมกัน ใน ๙ สายนั้น สายหนึ่งได้มายังเกาะของชาวสิงหล ดังเช่นประเทศศรีลังกาในขณะนี้ โดยการนำของพระมหินทเถระ ในรัชสมัยของพระผู้เป็นเจ้าเทวดานัมปิยตำหนิสสะ ซึ่งเป็นกษัตริย์ของลังกาและก็เป็นพระเพื่อนของพระผู้เป็นเจ้าต้นอโศกมหาราช แต่ว่าทั้งคู่ท่านยังไม่เคยเจอกัน พระผู้เป็นเจ้าเทวดานัมปิยว่ากล่าวสสะทรงเชื่อถือเลื่อมใสในศาสนาพุทธ ได้อุทิศว่านมหาเมฆวันสวนเป็นวัด เรียกว่าวัสูดดมหาวิหาร มอบให้แก่พระสงฆ์ ศาสนาพุทธไปสู่ลังกาในยุคนี้ เป็นศาสนาพุทธแบบทักษิณนิกาย พระมหินทเถระได้นำเอาพระไตรปิฎกรวมทั้งอรรถกถาไปสู่ลังกาด้วย การเดินทางไปสู่ลังกาของพระมหินทเถระในตอนนั้น เว้นเสียแต่เป็นการเผยแผ่ศาสนาพุทธแล้ว ยังถือได้ว่าเป็นการปลูกฝังวัฒนธรรมของชาวลังกา เนื่องจากท่านไม่เพียงแค่นำเอาพุทธศาสนาไปเพียงแค่นั้น ท่านยังได้นำเอาอารยะธรรม ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม เข้าไปด้วย ลำดับถัดมา พระนางอนุฬาเทวี มเหสีแล้วก็สตรีบริวารจำนวนไม่น้อย ประสงค์จะบวชบ้าง พระผู้เป็นเจ้าเทวัญนัมปิยตำหนิสสะก็เลยทรงส่งภาควิชาราชทูตไปสู่ราชสำนักของพระผู้เป็นเจ้าโศก ทูลขอพระนางสังฆไม่ตตาเถระผู้หญิง และก็กิ่งพระศรีมหาโพธิ์ ด้านขวามาสู่ลังกาทวีป รวมทั้งพระนางสังฆไม่ตตาพระเถระผู้หญิงเป็นอุปัชญาย์บวชอุสมบทแก่สตรีชาวลังกา ได้ตั้งภาควิชาพระภิกษุณีขึ้นในลังกา เมื่อ พ.ศ