เดือนสิบ – บุญข้าวสาก

เดือนสิบ – บุญข้าวสาก พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: ฮีตสิบสอง เผยแพร่เมื่อ: ๒๓ ส.ค. ๒๕๖๐ อ่าน: 4790 บุญข้าวสาก หรือฉลากภัตร เป็นจารีตประเพณีที่ให้พระสามเณรอีกทั้งวัดจับฉลากเพื่อจะรับต้นเหตุของทำทาน ตลอดจนสำรับอาหาร ที่ญาติโยมเอามามอบให้ คำว่าสาก ในที่นี้มาจากคำว่าฉลาก ในภาษาไทยข้าวสาก หรือฉลากภัตร นี้แต่ละเขตแดนทำไม่แบบเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ในบางแคว้นบางทีอาจจะจัดข้าวของ เครื่องใช้สอยในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น สบู่ ยาสีฟัน ยาหนังสือเรียนหลวง มาทำเป็นห่อๆนำไปมอบให้พระ ก่อนที่จะประกอบพิธีมอบให้ก็จะมีการจับฉลากก่อน ต่อนี้ไปเพียงพอตัวเองจับฉลากได้เป็นชื่อของพระสามเณรรูปใด ก็นำไปมอบให้แบบนั้น ลักษณะแบบนี้ถือได้ว่าเป็นการเสี่ยงเจ้าวัด (บารมี) ว่าในปีนี้โชคเคราะห์หรือชีวิตของตัวเองจะเป็นยังไง มีการทายไปตามรูปแบบของพระหรือสามเณร ที่ตัวเองจับฉลากได้ อย่างเช่น บางบุคคลบางครั้งก็อาจจะจับได้พระที่เป็นคนที่อายุปีมากมาย นับได้ว่าเป็นผู้มีชีวิตมั่นคง หรือจับฉลากถูกพระเปรียญหรือสามเณรมหา ก็นับว่าเป็นคนที่เชาวน์มากมาย ฯลฯ ตามที่ปรากฏในบทผญาเกี่ยวกับบุญเดือนสิบ ว่า เถิงเดือนสิบ สิก่นมันมาต้ม บิดางกะหากอข้าว หาเทากำลังอ่อน บิดางกะคนต่าน้อย ลงห้วยฮ่องท้องนา เดือนนี้บ่ได้ช้า พากันแต่งทานถง ข้าวสากลงไปวัด ให้กลุ่มสังโฆเจ้า มีลาบเทา พร้อมหมกดักแด้ของดีคั่วกุดย่าง ซุบบักมี้ กะมาพร้อมพร่ำกัน บางแคว้นจะมีการทำข้าวสากหรือฉลากภัตรนี้เป็นลักษณะห่อด้วยใบกล้วยกล้วย เอาไม้กลัดหัวกลัดด้านหลังมีรูปลักษณ์คล้ายกลีบข้าวต้ม แต่ว่าไม่พับสันโคนงราวกับการห่อข้าวต้ม แล้วเย็บชิดกันเป็นชุดๆข้างในห่อนั้น บางห่อใส่หมาก พลู ยาสูบ ข้าวต้ม ข้าวสาร ปลา เนื้อ ฯลฯ ซึ่งแต่ละห่อนั้นไม่ซ้ำกัน แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปห้อยแขวนไว้ตามต้นไม้ หรือรั้วรอบๆวัด ในเช้าตรู่ดึกดื่นของวันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๑๐ เสร็จแล้วจะมีการตีโปง กลอง ฆ้อง ระฆัง เป็นสัญญาณป่าวให้เปรตมารับเอา พิธีกรรมแบบนี้เรียกว่าแจกข้าวสาก จากนั้นคือเรื่องของประชาชนที่จะเก็บคืนมา ในบางที่มีการแย่งกันเป็นที่ครึกครื้น ซึ่งเดี๋ยวนี้เรียกว่าชิงเปรต หรือแย่งข้าวสาก โดยมีความเชื่อเขตแดนที่คนเฒ่าคนแก่ได้เล่าให้ฟังว่า คนใดกันแน่แย่งข้าวสากเศษเดนเปรตมากิน จะเป็นผู้ที่จ้ำม่ำบริบูรณ์ ไม่มีโรคหรือพยาธิต่างๆใบกล้วยที่ห่อข้าวสาก ก็นำเอามาเก็บไว้ตามนาตาตกกล้า (สถานที่เพาะกล้าก่อนปักดำ) กสิกรอีสานขณะกำลังสานตาแฮก สาเหตุที่ก่อให้เกิดบุญข้าวสาก สาเหตุที่ไปที่มามีอยู่ว่า ลูกกุฏมณีผู้หนึ่งเมื่อบิดาจบชีวิตแล้ว แม่ก็หาเมียให้ แต่ว่าไม่มีลูกร่วมกัน แม่ก็เลยหาหญิงอื่นให้เป็นเมียอีก ถัดมาภรรยาน้อยมีลูก เมียหลวงอิจฉาริษยาก็เลยคิดฆ่าภรรยาน้อยแล้วก็ลูก ก่อนตายภรรยาน้อยคิดอาฆาตแค้นเมียหลวง ชาติถัดมาทั้งคู่กำเนิดเป็นสัตว์ประเภทต่างๆแล้วก็อาฆาตแค้นฆ่ากันบ่อยมา กระทั่งชาติท้ายที่สุด ข้างหนึ่งกำเนิดเป็นคน อีกข้างหนึ่งกำเนิดเป็นนางยักษ์ นางยักษ์จองเวรจองกรรมได้มากินลูกของผู้เป็นคนถึงสองครั้ง เพียงพอกำเนิดลูกผู้ที่สามนางยักษ์จะตามมารับประทานอีก หญิงคนนั้นพร้อมลูกรวมทั้งผัว ก็เลยหนีไปพึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณเชตวันมหาวิหาร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เทศน์ให้ทั้งคู่เลิกอาฆาตพยาบาทกัน แล้วก็โปรดให้ทางนางยักษ์ไปอยู่ตามหัวไร่ปลายที่นา นางนางยักษ์มีความเข้าใจมาตรฐานเกี่ยวกับฝนแล้วก็น้ำดี ชาวกรุงเชื่อถือมากมาย ก็เลยได้นำของกินไปส่งอย่างบริบูรณ์ นางนางยักษ์ก็เลยนำของกินพวกนั้นไปมอบเป็นสลากภัตแก่ภิกษุวันละแปดที่เสมอๆ ชาวอีสานก็เลยนับว่าเป็นจารีตประเพณีมอบให้สลากภัต หรือบุญข้าวสาก สืบต่อมา รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงเรียกนางนางยักษ์ว่าตาแฮก พิธีการทำบุญทำกุศลข้าวสาก ประชาชนจะเตรียมอาหารประเภทต่างๆใส่ภาชนะหรือห่อด้วยใบกล้วยหรือใส่ชะลอมไว้แต่เช้ามืด วันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๑๐ เช้าตรู่จะนำอาหารไปมอบให้พระภิกษุสงฆ์เณรคราวหนึ่งก่อน พอเพียงตอนสายๆจวนเพล ก็เลยนำของกินซึ่งจัดเตรียมไว้แล้วไปวัดอีกรอบ เพื่อนำไปมอบให้แก่ภิกษุเณร โดยการมอบจะใช้แนวทางจับฉลาก นอกนั้นราษฎรยังนำเอาห่อหรือชะลอมหรือข้าวสากไปวางไว้ตามรอบๆวัด พร้อมจุดเทียนแล้วก็แจ้งให้ญาติมิตรผู้เสียชีวิตไปแล้วมารับเอาของกินแล้วก็ผลบุญที่อุทิศให้ มีการฟังธรรมสังสรรค์ข้าวสากและก็กรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ผู้วายชนม์ นอกเหนือจากนี้ประชาชนจะนำของกินไปเลี้ยงตาแฮกในนาของตัวเองด้วย เท่านี้ก็เรียบร้อยพิธีการทำบุญทำกุศลข้าวสาก คำมอบให้สลากภัต เอตานิมะนังภันเต สะจากะภัตตานิ สะปะริวารานิ อะสุภัฏฐานน ฐะปิตานิ ภิกษุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุโน ภันเตอภิกษุสังโฆ เอตานิ สะลากะภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคัณหาเหม็นตุ อัมหากัง หนฆะรัตตัง หิตายะ ส้วมยะ คำแปล เราแม้กระนั้นพระสงฆ์ผู้เจริญ อาหารกับอีกทั้งบริวารทั้งหลายแหล่พวกนั้น ซึ่งตั้งไว้ในที่โน้น ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายแหล่ขอน้อมมอบแก่พระสงฆ์ ขอพระพระสงฆ์ควรรับซึ่งอาหารพร้อมด้วยของที่เป็นบริวารกลุ่มนี้ของ ผมทั้งหลายแหล่เพื่อคุณประโยชน์รวมทั้งความสบายแก่กระผมทั้งหลายแหล่ สิ้นกาลปาวสานเถิด. กสิกรอีสานกำลังปลูกข้าวแรกหรือปักกกแฮก ในพิธีการที่นาตาแฮกภาพที่นำมาจาก กรุณา วงษ์เทศ. จารีตประเพณี ๑๒ เดือน. สถานที่พิมพ์ความเห็นชอบชน, ๒๕๔๘ พิธีการ เมื่อถึงวันขึ้น ๑๔ เย็น เดือน ๑๐ ญาติโยมจะเตรียมอาหาร คาวหวาน แล้วก็หมากพลู ยาสูบ เพียงพอเข้าวันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๑๐ ญาติโยมจะพากันทำบุญทำทานตักบาตร เพียงพอถึงเวลาโดยประมาณ ๙ – ๑๐ นาฬิกายามเช้า สงฆ์จะตีกลองโฮม (รวม) ญาติโยมจะนำของกินที่ตระเตรียมมอบภิกษุแล้วก็ห่อข้าวน้อยซึ่งมีของคาวหวาน อย่างละเล็กอย่างละน้อยแต่ละห่อมี ๑. ข้าวเหนียว เนื้อปลา เนื้อไก่ หมู แล้วก็ใส่ลงไปอย่างละเล็กอย่างละน้อยนับว่าเป็นของคาว ๒. กล้วย น้อยหน่า ฝรั่ง แตงโม สับปะรด ฟักทอง (สุดแท้แต่จะเลือกใส่) เป็นของว่าง ภายหลังจากนำของกินที่จัดเตรียมห่อเป็นคู่ๆเอามาผูกกันเป็นพวงสุดแท้แต่จะใส่กี่ห่อก็ได้จำนวนมากจะใช้ ๑๐ คู่ เมื่อนำไปเลี้ยงผีตาแฮก นาของตัวเองด้วย โดยมีความคิดกันว่าจะมีผลให้ผีตาแฮกพึงพอใจ และก็ดูแลต้นกล้าในที่นาให้เจริญงอกงามบริบูรณ์ ตลอดจนช่วยไล่ศัตรูข้าวเป็นต้นว่า นก หนู ปูนา ไม่ให้มาทำลายต้นข้าวในที่นาอีกส่วนหนึ่งส่วนใด เมื่อนำของกินมาถึงศาลาวัดที่จะทำบุญสุนทานแล้ว เขียนชื่อของตัวเองลงในกระดาษ ม้วนลงใส่เอาไว้ภายในบาตร เมื่อทุกคนมาพร้อมแล้ว คนที่จะเป็นหัวหน้ากล่าวนำคำมอบสลากภัต ญาติโยมว่าตามจบและจากนั้นจึงนำไปให้พระสามเณร จับฉลากที่อยู่ในบาตร พระสามเณรจับได้สลากของคนใดกัน คนที่เป็นเจ้าของพาข้าว (สำรับอาหาร) รวมทั้งเครื่องเหตุเครื่องไทยทานก็นำไปประเคนให้ รูปภาพนั้นๆแล้วต่อจากนั้นพระสามเณรจะฉันเพล อวยพรญาติโยม จะพากันรับพรแล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ญาติโกโหติกาที่ตายไปแล้ว ในจารีตประเพณีบุญเดือนสิบนี้ บางแคว้นจะจัดให้มีการมอบทาน ถือศีล เพื่อเป็นอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ไปให้ปวงเครือญาติที่ตายไปแล้ว นอกจากนั้นยังจัดให้มีการฟังเทศน์ฟังธรรมทั้งวันอีกด้วย โดยเรื่อง ที่เอามาเทศนาส่วนใหญ่เกิดเรื่องวรรณกรรมแคว้น และก็มีผลกระทบต่อความเชื่อถือของเขตแดน ในรูปแบบของการขัดเกลาจิตใจ และก็เร่งเร้าให้ทำประโยชน์สวยความดีเลิศในแบบต่างๆตัวอย่างเช่น เรื่องมโหสถ เรื่องพระผู้เป็นเจ้าสิบชาติ เรื่องท้าวกำกาดำ ฯลฯ บุญเดือนสิบ นับว่าเป็นจารีตอันดีเลิศของคนอีสาน ที่ควรใส่ใจปฏิบัติตัวปฏิบัติกัน ก่อนหน้า ถัดไป