วันโกน-วันพระ

วันโกน-วันพระ พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: วันสำคัญทางศาสนาพุทธ เผยแพร่เมื่อ: ๒๐ ส.ค. ๒๕๖๐ อ่าน: 76024 ชั่วโมงพระเป็นวันที่มีการทำบุญทำกุศล ใส่บาตร มอบสังฆทาน ฟังธรรมเทศน์ เสวนาธรรม ยกเว้นความชั่ว ยกเว้นอบายมุขต่างๆถือศีล นั่งสมาธิ ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ วันโกนเป็นวันขึ้น ๗ เย็นกับ ๑๔ เย็น รวมทั้งวันแรม ๗ เย็นกับ ๑๔ เย็น ของทุกเดือน (หรือ วันแรม ๑๓ เย็น ถ้าหากตรงกับเดือนขาด) ซึ่งเป็นวันก่อนวันพระ ๑ วัน ชอบธรรมเนียมของพระในประเทศไทยที่จะโกนศีรษะในวันนี้ วันพระ มีชื่อเรียกนานับประการ พูดอีกนัยหนึ่ง ถ้าเกิดเป็นวัน ๘ เย็น ใช้ว่า วันแปดมี วัน ๑๔ เย็น ใช้ว่า วันจาเหม็นตุทสี รวมทั้ง ๑๕ เย็น ใช้ว่า วันปัณณรสี วันพระ หรือวันโบสถ์ คือ วันสัมมนาของชาวพุทธเพื่อปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาในพุทธศาสนารายสัปดาห์ หรือที่เรียกกันทั่วๆไปอีกคำหนึ่งว่า วันธรรมสวนะ อันตัวอย่างเช่น วันรักษาศีลฟังธรรม (ธรรมสวนะ คือ การฟังธรรม) โดยวันพระ เป็นวันที่มีระบุตามปฏิทินจันทรคติ โดยมีเดือนละ ๔ วัน อย่างเช่น วันขึ้น ๘ เย็น, วันขึ้น ๑๕ เย็น (วันขึ้น 15 ค่ำ), วันแรม ๘ เย็น รวมทั้งวันแรม ๑๕ เย็น (ถ้าเกิดเดือนใดเป็นเดือนขาด ถือเอาวันแรม ๑๔ เย็น) นิยามความหมาย วันพระนั้นเดิมยุติธรรมเนียมของปริพาต่อยอัญญเดียรถีย์ (บรรพชิตนอกศาสนาพุทธ) ที่จะสัมมนากันแสดงธรรมแต่ละวัน ๘ เย็น ๑๕ เย็น ซึ่งในยุคต้นพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังคงมิได้ทรงกำหนดระเบียบในหัวข้อนี้ไว้ ถัดมาพระผู้เป็นเจ้าพิมพิสาร ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วก็กล่าวความคิดของท่านว่านักบวชศาสนาอื่นมีวันสัมมนาเจรจาเกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนในศาสนาของเขา แต่ศาสนาพุทธยังไม่มี พระพุทธเจ้าก็เลยทรงอนุญาตให้มีการสัมมนาสงฆ์ในวัน ๘ เย็น ๑๕ เย็น และก็อนุญาตให้พระภิกขุสัมมนาพูดคุยรวมทั้งแสดงธรรมเทศน์แก่ประชากรในวันดังที่กล่าวถึงแล้ว โดยตามพระไตรปิฎกเรียกวันพระว่า วันโบสถ์ (วัน ๘ เย็น) หรือวันลงโบสถ์ (วัน ๑๔ หรือ ๑๕ เย็น) สุดแท้แต่กรณี ต่อไป ชาวพุทธก็เลยถือเอาวันดังที่กล่าวถึงมาแล้วเป็นวันธรรมสวนะสืบมา โดยจะเป็นวันสำคัญที่ชาวพุทธจะไปสัมมนากันฟังพระธรรมเทศนาจากภิกษุที่วัด ในประเทศไทยปรากฏหลักฐานว่าได้มีขนบธรรมเนียมวันพระมาตั้งแต่ยุคจังหวัดสุโขทัย วันพระในตอนนี้ เหลืออยู่ธรรมเนียมปฏิบัติอยู่แต่ว่าเฉพาะประเทศที่เชื่อถือศาสนาพุทธทักษิณนิกาย อย่างเช่น ศรีลังกา, เมียนมาร์, ไทย, ลาว แล้วก็เขมร (ในอดีตกาลประเทศพวกนี้ถือวันพระเป็นวันหยุดราชการ) โดยชาวพุทธลัทธิเถรวาทเชื่อถือว่าวันนี้เป็นวันสำคัญที่จะฉวยโอกาสไปวัดเพื่อทำบุญทำกุศลมอบให้อาหารแก่ภิกษุและก็ฟังพระธรรมเทศนา สำหรับคนที่เคร่งในพุทธศาสนาบางทีอาจรักษาศีลแปดหรือศีลโบสถ์ในวันพระด้วย นอกจากนั้นพุทธศาสนิกชนยังนับว่าวันพระไม่สมควรที่จะทำบาปอะไรก็แล้วแต่โดยเช้าใจกันว่าการประพฤติชั่วหรือเปล่ารักษาศีลห้าในวันพระนับว่าเป็นบาปมากยิ่งกว่าในวันอื่น ในประเทศไทย ภายหลังจากวันพระได้ถูกยกเลิกไม่ให้เป็นวันหยุดราชการ ทำให้วันพระที่ระบุวันตามปฏิทินจันทรคติส่วนมากไม่สอดคล้องกับปฏิทินที่ใช้กันอยู่ทั่วๆไป (ตัวอย่างเช่น วันพระไปตรงกับวันทำงานธรรมดา) ซึ่งเป็นหนึ่งในมูลเหตุสำคัญในตอนนี้ที่ทำให้ชาวพุทธในประเทศไทยห่างจากการเข้าวัดเพื่อทำบุญทำกุศลในวันพระ ประวัติความเป็นมาของวันธรรมสวนะ ในยุคพุทธกาล พระผู้เป็นเจ้าพิมพิสาร ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า รวมทั้งบอกว่า บรรพชิตศาสนาอื่นเขามีวันสัมมนาเจรจาเกี่ยวกับหลักธรรมคำกล่าวอบรมสั่งสอนในศาสนาของเขา แม้กระนั้นในพุทธยังไม่มี พระพุทธเจ้าก็เลยทรงอนุญาตให้พระภิกษุสัมมนาเสวนาและก็แสดงพระธรรมเทศนาแก่ประชากรในวัน ๘ เย็น ๑๔ เย็น แล้วก็ ๑๕ เย็น ชาวพุทธก็เลยถือเอาวันดังกล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นวันธรรมสวนะเพื่อกำหนดให้มีการสัมมนาพร้อมเพรียงกันฟังธรรม ในยุคพุทธกาลนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้าทรงสัมมนาภิกษุสาวกเพื่อทรงสอนธรรม การสัมมนาพระสงฆ์ซึ่งเป็นสาวกของพระพุทธเจ้านั้นก็ได้นัดพบไปสัมมนากัน รวมทั้งจะมีพระรูปหนึ่งเป็นผู้สวดมนตร์พระขว้างฏินิพพาน พระสงฆ์ทุกรูปก็จะนั่งฟังด้วยอาการอันสำรวม แล้วก็ตั้งอกตั้งใจจนกว่าจบ คำว่าสวนะ หมายความว่า การฟัง แล้วก็คำว่าธรรมสวนะ หมายความว่า การฟังธรรม โน่นเป็นวันธรรมสวนะก็มีความหมายว่า ระบุสัมมนาฟังธรรม หรือกล่าวตามภาษาราษฎรทั่วๆไปว่า วันไปฟังพระเทศน์หรือวันพระ ในทางศาสนาก็ยังได้เรียกว่าวันอุโบสถ ซึ่งแสดงว่า วันจำศีลของอุบาสกอุบาสิกาผู้มีความประสงค์บุญกุศลเป็นกรณีพิเศษ พิธีการของประชาชน โดยชาวพุทธก็จะไปร่วมทำบุญทำทานใส่บาตร มอบให้ของว่างคาวแก่ภิกษุ สมาทานศีล (รับศีล) รวมทั้งฟังพระธรรมเทศนาที่วัด ในวันธรรมสวนะ นี้ ราษฎรก็จะยกเว้นการกระทำธุระที่เป็นบาปต่างๆการสมาทานศีลในวันนี้ ได้แก่ รับศีล ๕ หรือ ศีล ๘ ซึ่งเรียกว่า โบสถ์ศีล ภิกษุจะได้แสดงพระธรรมเทศนา หรือ ธรรมสากัจฉา หรือ พูดคุยธรรมกัน ซึ่งถือว่ากำเนิดมีประโยชน์แก่คนฟังเป็นอย่างยิ่ง เกร็ดน่าสนใจเกี่ยวกับชื่อเรียกวันพระ วันแปดมี วัน ๘ เย็น ใช้เรียกอีกทั้งข้างขึ้นแล้วก็ข้างแรม เรียกเต็มว่า แปดมีดิถี แปดมี ธรรมดาใช้ในลัษณะของการประกาศองค์โบสถ์ในวันพระ ซึ่งหัวหน้าอุบาสกหรืออุบาสิกาจะประกาศก่อนจะรับศีลโบสถ์จากพระว่า ขอประกาศเริ่มเรื่องความที่จะสมาทานรักษาโบสถ์ อันพร้อมไปด้วยองค์แปดประการให้สาธุชนที่ได้ตั้งจิตสมาทานรู้ทั่วก่อนแต่ว่าสมาทานในเวลานี้ ด้วยวันนี้เป็นแปดมี ดฤถีที่สิบสี่ ที่รอยดำปักษ์มาถึงแล้ว ก็ล่ะวันแบบนี้เป็นกาลที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงข้อบังคับแต่งไว้ให้สัมมนากัน ฟังธรรม รวมทั้งเป็นกาลที่จะรักษาโบสถ์ของอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายแหล่… จาเหม็นตุทสี (อ่านว่า จาตุๆดทะสี) หมายความว่า ดฤถีเป็นที่เต็ม ๑๔ วันหมายถึงวัน ๑๔ เย็น ใช้เรียกทั้งยังข้างขึ้นรวมทั้งข้างแรม เรียกเต็มว่า จาเหม็นตุทสีดฤถี จาเหม็นตุทสี ธรรมดาใช้สำหรับเพื่อการประกาศองค์โบสถ์ในวันพระ ซึ่งหัวหน้าอุบาสกหรืออุบาสิกาจะประกาศก่อนจะรับศีลโบสถ์จากพระว่า ขอประกาศเริ่มเรื่องความที่จะสมาทานรักษาโบสถ์ อันพร้อมไปด้วยองค์แปดประการให้สาธุชนที่ได้ตั้งจิตสมาทานรู้ทั่วก่อนแม้กระนั้นสมาทานในขณะนี้ ด้วยวันนี้เป็นจาเหม็นตุทสี ดฤถีที่สิบสี่ ที่รอยแดงปักษ์มาถึงแล้ว ก็ล่ะวันแบบนี้เป็นกาลที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงข้อกำหนดแต่งไว้ให้สัมมนากัน ฟังธรรม แล้วก็เป็นกาลที่จะรักษาโบสถ์ของอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายแหล่… ปัณณรสี มีความหมายว่า ดฤถีเป็นที่เต็ม ๑๕ วันหมายถึงวัน ๑๕ เย็น ใช้เรียกทั้งยังข้างขึ้นและก็ข้างแรม เรียกเต็มว่า ปัณณรสีดฤถี ปัณณรสี ธรรมดาใช้สำหรับการประกาศองค์โบสถ์ในวันพระ ซึ่งหัวหน้าอุบาสกหรืออุบาสิกาจะประกาศก่อนจะรับศีลโบสถ์จากพระว่า ขอประกาศเริ่มเรื่องความที่จะสมาทานรักษาโบสถ์ อันพร้อมไปด้วยองค์แปดประการให้สาธุชนที่ได้ตั้งจิตสมาทานรู้ทั่วถึงก่อนแม้กระนั้นสมาทานในตอนนี้ ด้วยวันนี้เป็นปัณณรสี ดฤถีที่สิบห้า ที่รอยแดงปักษ์มาถึงแล้ว ก็ล่ะวันแบบนี้เป็นกาลที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงข้อบังคับตั้งไว้ให้สัมมนากัน ฟังธรรม รวมทั้งเป็นกาลที่จะรักษาโบสถ์ของอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายแหล่… นอกเหนือจากนี้คำว่าคืนวันปัณณรสี ยังสามารถใช้ได้กับวันออกพรรษาได้อีกด้วย ก่อนหน้า ถัดไป