วันอาสาฬหบูชา

วันอาสาฬหบูชา พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: วันสำคัญทางศาสนาพุทธ เผยแพร่เมื่อ: ๑๙ ส.ค. ๒๕๖๐ อ่าน: 7595 พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรชื่อว่าธัมมจะกัปปวัตตนสูตรเป็นพระสูตรกล่าวถึงการหมุนวงล้อที่พระธรรม แก่ปัญจวัคคีย์อีกทั้ง ๕ในป่าอิสิปตนสัตว์ป่าทายวัน ทำให้พราหมณ์โกณฑัญญะ ซึ่งเป็น ๑ ใน ๕ ปัญจวัคคีย์ บรรลุโสดาปัตว่ากล่าวผล ทำให้ในวันนั้นมีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรก วันอาสาฬหบูชาได้รับการสรรเสริญเป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธ ด้วยเหตุว่าสถานะการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ ๔๕ ปี ก่อนพ.ศ. ในวันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๘เป็นวันสมัครใจฬหปุรณมีดิถี หรือวันพระจันทร์เต็มดวงเดือนสมัครใจฬหะในป่าอิสิปตนสัตว์ป่าทายวัน เมืองพาราที่สี ดินแดนกาสี อันเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตร เป็นธัมมจะกัปปวัตตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์อีกทั้ง ๕ เป็นโกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ แล้วก็อัสสชิ การแสดงธรรมคราวนั้นทำให้พราหมณ์โกณฑัญญะ ๑ ใน ๕ ปัญจวัคคีย์ กำเนิดความศรัทธาในพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนได้ดวงตาเห็นธรรมหรือบรรลุเป็นพระอริยบุคคลระดับพระโสดาบัน ท่านก็เลยขอบรรพชาในพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยแนวทางเอหิภิกษุอุปสัมปทา ด้วยเหตุผลดังกล่าวพระอัญญาโกณฑัญญะ ก็เลยเปลี่ยนเป็นพระสาวกแล้วก็ภิกษุองค์แรก แล้วก็ทำให้ในวันนั้นมีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรกเป็นมีทั้งยังพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมรวมทั้งภิกษุ ด้วยเหตุผลดังกล่าวก็เลยทำให้วันนี้ถูกเรียกว่าวันพระธรรม หรือวันพระพระธรรม อันดังเช่นว่า วันที่ล้อที่พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้หมุนไปเป็นครั้งแรก รวมทั้งวันพระพระสงฆ์หมายถึงวันที่มีสงฆ์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก อีกด้วย ที่ไปที่มาแล้วก็จุดสำคัญ วันอาสาฬหบูชา (บาลี: สมัครใจฬหปูชา, อักษรโรมัน: Āsāḷha Pūjā) เป็นวันสำคัญทางพุทธนิกายลัทธิเถรวาทรวมทั้งวันหยุดราชการในประเทศไทย คำว่าวันอาสาฬหบูชา ย่อมาจากสมัครใจฬหปูรณมีบูชา หมายความว่าการบูชาในวันพระจันทร์เต็มดวงเดือนสมัครใจฬหะ เป็นเดือน ๔ ตามปฏิทินของอินเดีย แต่ถ้าว่าตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน ๘ ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งชอบตรงกับกรกฎาคมหรือสิงหาคม แต่ว่าหากในปีใดมีเดือน ๘ สองที ก็ให้เลื่อนไปทำในวันพระจันทร์เต็มดวงเดือน ๘ ข้างหลังแทน วันอาสาฬหบูชา หรือวันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๘ เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมที่รู้แจ้งเป็นครั้งแรก ก็เลยนับได้ว่าวันนี้เป็นวันเริ่มประกาศพุทธศาสนาแก่ชาวโลก แล้วก็ด้วยการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสามารถแสดง เผย ทำให้แจ้ง แก่ชาวโลก ซึ่งพระธรรมที่รู้แจ้งได้ ก็เลยนับได้ว่า ท่านได้ทรงแปลงเป็นสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพระพุทธโดยบริบูรณ์เป็นทรงเสร็จภารกิจที่การเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นสัมมาสัมพุทธะเป็นเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้สามารถแสดงสิ่งที่รู้ให้คนอื่นทราบตามได้ ซึ่งต่างจากพระเฉพาะผู้เดียวพระพุทธ ที่แม้ว่าจะรู้แจ้งเห็นจริงเองได้โดยถูกใจ ถ้าว่าไม่สามารถที่จะสอนหรือเผยให้คนอื่นๆทราบตามได้ ด้วยเหตุฉะนี้ วันอาสาฬหบูชาก็เลยมีชื่อเรียกว่าวันพระธรรม วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่ท่านโกณฑัญญะ ได้บรรลุธรรมเสร็จพระโสดาบันเป็นพระอริยบุคคลท่านแรก แล้วก็ได้รับประทานเอหิภิกษุบวชเป็นภิกษุองค์แรกในพุทธศาสนา แล้วก็ด้วยการที่ท่านเป็นพระอริยสงฆ์องค์แรก ดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว พระรัตนตรัยก็เลยครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรก ด้วยเหตุฉะนี้ วันอาสาฬหบูชาก็เลยมีชื่อเรียกว่าวันภิกษุ ยี่ห้อเครื่องหมายวันอาสาฬหบูชา ธรรมยาตราป้องกันโลก โดยเหตุนี้ วันอาสาฬหบูชาก็เลยถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นการคนึงถึงวันเหมือนวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญของศาสนาพุทธดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งควรจะใคร่ครวญเหตุผลโดยสรุปจากประกาศสำนักสังฆนายกเรื่องระบุพิธีการวันอาสาฬหบูชา ที่ได้สรุปเหตุสำคัญที่เกิดขึ้นในวันอาสาฬหบูชาไว้โดยสรุป ดังต่อไปนี้ ๑. เป็นวันแรกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศพุทธ ๒. เป็นวันแรกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมจักร ประกาศความจริง อันเป็นองค์ที่พระสัมมาสัมโพธิญาณ ๓. เป็นวันที่พระอริยสงฆ์สาวกองค์แรกเกิดขึ้นหมายถึงพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้รับประทานเอหิภิกษุอุปสัมปทา ในวันนั้น ๔. เป็นวันแรกที่มีขึ้นสังฆรัตนะ บริบูรณ์เป็นพระรัตนตรัยหมายถึงพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ — ที่มา: ประกาศสำนักสังฆนายก เรื่อง ระบุพิธีการวันอาสาฬหบูชา ระบุวันที่ ๑๔ เดือนกรกฎาคม ๒๕๐๑ เมื่อก่อน ยังไม่มีการประกอบพิธีการบูชาในวันพระจันทร์เต็มดวงเดือน ๘ หรือวันอาสาฬหบูชา ในประเทศที่เชื่อถือศาสนาพุทธนิกายหินยานมาก่อน และก็เริ่มมีขึ้นในประเทศไทย จากที่แผนกสังฆผู้ปรึกษาราชการ ได้กำหนดให้วันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธของเมืองไทยอย่างเป็นทางการช่วงวันที่ ๑๔ ก.ค. พุทธศักราช ๒๕๐๑ ตามคำแนะนำของพระธรรมโกศาจารย์ (ถูกใจ อนุจารี, ดำรงยศระหว่าง พุทธศักราช ๒๕๐๐ – พุทธศักราช ๒๕๓๐) และระบุพิธีการในวันอาสาฬหบูชาขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีพิธีการปฏิบัติเท่ากันกับวันวิสาขบูชา อันเป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธสากล แม้กระนั้น วันอาสาฬหบูชานับว่าเป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธ ที่กำหนดให้เป็นวันหยุดราชการของเมืองก็แค่ในประเทศไทยแค่นั้น ส่วนในต่างชาติที่เชื่อถือศาสนาพุทธนิกายลัทธิเถรวาทอื่นๆยังมิได้ให้ความใส่ใจกับวันอาสาฬหบูชาเท่ากันกับวันวิสาขบูชา เรื่องราวสำคัญที่เกิดในวันอาสาฬหบูชาตามพุทธประวัติ ทรงท้อใจในอันโปรดเหล่าเวไนยสัตว์ ภายหลังจากได้รู้แจ้งเป็นพระพุทธเจ้าในวันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๖ในตำบลใหญ่เวลาเสนานิคมแล้ว ท่านได้ประทับรับประทานความหลุดพ้นสุขอยู่รอบๆสัตโคลนหาสถานที่รอบๆต้นพระศรีมหาโพธิ์ตรงเวลาถึง ๗ อาทิตย์ และก็ในขณะทรงนั่งประทับรับประทานความหลุดพ้นสุขในอาทิตย์ที่ ๕ ข้างหลังการรู้แจ้ง ภายใต้ต้นอชขว้างลนิวัวรธ (หมายคือ ไทร) ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญแก่ ได้ทรงมานั่งพิจารณาว่าสิ่งที่ท่านรู้แจ้งเห็นจริงนั้นเป็นของลึกซึ้ง คนจะทราบและก็รู้เรื่องตามได้ยาก ตามความลับปานกลางนิกาย กลางปัณณาสก์ ว่า … ตอนนี้ ไม่ควรที่พวกเราจะประกาศธรรมที่พวกเรารู้ เนื่องจากธรรมที่พวกเราหยั่งรู้นั้นเป็นสิ่งที่คนธรรมดาทั่วไป ที่ถูกราคะ ความฉุนเฉียวครอบครองอยู่จะไม่อาจจะแลเห็นได้อย่างง่ายดาย, ผู้ที่ถูกราคะย้อมไว้ ถูกกองมืด (เป็น อวิชชา) ห่อไว้มิดทั้งหลายแหล่ ย่อมไม่สามารถรู้เรื่องธรรมะของพวกเราที่เป็นสิ่งทวนกระแส (อวิชชา) ที่มีภาวะลึกซึ้ง ละเอียดแบบนี้ได้เลย… — ที่มา: กลางนิกาย กลางปัณณาสก์ ทรงท้อใจสำหรับการแสดงธรรม ท้าวสหัมบดีพระพรหมทูลนิมนต์ให้ทรงแสดงธรรม ท้าวสหัมบดีพระพรหม เสด็จลงมาจากพระพรหมโลกเพื่อนิมนต์ให้พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมที่รู้เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลแก่เหล่าเวไนยสัตว์ ตามความลับคู่มือกลางนิกาย เมื่อพระพุทธเจ้าดำริจะไม่แสดงธรรมแบบนี้ ปรากฏว่าท้าวสหัมบดีพระพรหม ได้รู้ความดังกล่าวก็เลยรู้สึกว่า “โลกจะวิบัติละหนอ เนื่องจากว่าจิตของพระตโผลงคโคนรหันตสัมมาสัมพระพุทธเจ้าก้มไปเพื่อความเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย ไม่ก้มไปเพื่อแสดงธรรม” ท้าวสหัมบดีพระพรหม ก็เลยเสด็จลงจากพระพรหมโลกเพื่อมานิมนต์ให้พระพุทธองค์ทรงตกลงใจที่จะทรงแสดงพระธรรมที่รู้แจ้งเพื่อเป็นการช่วยเหลือแก่เหล่าเวไนยสัตว์ แล้วก็ได้ทูลคาถาอาคมเป็นภาษาบาลีว่า พระพรหมมา จะโลกธิปะตี สะหัมปะตี กัตอัญชะลี อันธิวรัง อะยาจะถะ สันตีธะ สัตตาป ปะระชัก ขะชาติกา เทเสเหม็นตุ ธัมมัง อุนะกัมปิมัง ปะเกลียด ฯ ซึ่งตีความหมายเป็นภาษาไทยตอนนี้ดังต่อไปนี้ ท้าวสหัมบดีพระพรหม ผู้เป็นอธิบดีที่โลก ได้พยุงการไหว้ทูลอ้อนวอนสมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้าผู้เป็นเยี่ยมว่า สัตว์ผู้มีผง ในดวงตาน้อย มีอยู่ในโลกนี้ ขอพระคุณเจ้าโปรดแสดงธรรม สงเคราะห์ด้วยเถอะ จากที่มาที่ปรากฎในพระไตรปิฎกของคติศาสนาพุทธทักษิณนิกายนี้ ชาวพุทธของพุทธลัทธิเถรวาทได้ใช้เป็นคำอาธนาธรรมในพิธีกรรมของคติศาสนาพุทธหินยานสืบมา หลังจากนั้นท้าวสหัมบดีพระพรหม ได้กล่าวนิมนต์เป็นนิพนธ์อาคมอีก สาระสำคัญโดยสรุปว่า ธรรมที่ผู้มีมลทินทั้งหลายแหล่คิดกันแล้ว ไม่บริสุทธิ์ ได้ปรากฏใน ชนชาวแคว้นมคธทั้งหลายแหล่มาก่อนแล้ว ขอพระองค์ต้องเปิดอริยมรรค อันเป็นประตูพระนิพพานเถอะ ขอสัตว์ทั้งหลายแหล่ต้องได้ฟังธรรม ที่ท่านผู้ไม่มีตราบาป รู้แล้วเถอะ เราแต่ว่าท่านผู้มี ปัญญาดี มีดวงตาถ้วนถี่ ขอพระองค์ผู้ไม่มีความโศก ควรเสด็จขึ้นสติปัญญาพระราชวังอันแล้วด้วยธรรม ทรงพิเคราะห์มอง สัมมนาชนผู้เกลื่อนด้วยความโศก อันชาติเฒ่าครอบครองแล้ว เปรียบได้ดั่งบุคคลผู้มีดวงตายืนอยู่บนยอดเทือกเขาหินล้วน ควรจะ มองเห็นสัมมนาชนรอบๆ ดังนั้น เราแม้กระนั้นท่านผู้กล้า ทรงชนะ การศึกแล้ว หัวหน้าสัตว์ออกมาจากแห้งแล้ง ผู้ไม่ติดหนี้ติดสิน ขอควรเสด็จ ลุกขึ้นยืนเที่ยวไปในโลกเหอะ ขอพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม เถอะ สัตว์ผู้ทรงคุณวุฒิทั่วถึงจะมีอยู่. — ที่มา: พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕ กลางนิกาย ปานกลางปัณณาสก์ เทียบบุคคลด้วยดอกบัว ๓ เหล่า ตกลงใจแสดงธรรม ภายหลังจากพระพุทธเจ้าทรงตรึกตรองตามคำชวนของสหัมบดีพระพรหมที่ชักชวนให้พระองค์แสดงธรรม พระพุทธเจ้าก็เลยทรงพินิจตรวจสัตว์โลกด้วยพุทธจักขุ รวมทั้งทรงมีความคิดเห็นว่า สัตว์โลกที่ยังสอนได้มีอยู่ เปรียบเทียบด้วยดอกบัว ๓ ประเภท พวกที่จะสอนให้ทราบตามท่านได้ง่ายก็มี พวกที่สอนได้ยากก็มี อื่นๆอีกมากมาย ดังความตั้งแต่นี้ต่อไป ภายหลังจากท้าวสหัมบดีพระพรหมเสด็จมากมายราบทูลนิมนต์ให้พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม ทรงพินิจตรวจสัตว์โลกด้วยพุทธตาแล้วทรงมีความคิดเห็นว่า นิสัยของเวไนยสัตว์เทียบด้วยดอกบัว ๓ เหล่า สัตว์โลกที่ยังสอนได้มีอยู่ พวกที่จะสอนให้ทราบตามท่านได้ง่ายก็มี พวกที่สอนได้ยากก็มี เมื่อทรงใคร่ครวญมองเห็นโดยเหตุนั้นแล้ว ท่านก็เลยทรงตกลงใจแสดงธรรมช่วยเหลือแก่เหล่าเวไนยสัตว์ … ครั้นเมื่ออาตมารู้ดีว่าท้าวสหัมบดีพระพรหมนิมนต์ รวมทั้งอาศัยความปรานีในสัตว์ทั้งหลายแหล่ ก็เลยตรวจทานโลกด้วยพุทธดวงตา. เมื่ออาตมาตรวจตราโลกด้วยพุทธตา ก็ได้มองเห็นกลุ่มสัตว์ซึ่งมีกิเลสดุจละอองในตาน้อยก็มี มีกิเลสดุจผงในดวงตามากมายก็มี มีอินทรีย์เก่งก็มี มีอินทรีย์อ่อนก็มี มีลักษณะอาการดีก็มี มีลักษณะเลวทรามก็มี จะควรจะสอนให้ทราบได้ง่ายก็มี จะควรจะสอนให้ทราบได้ยากก็มี บางพวกมีธรรมดามองเห็นโทษในโลกหลังความตายโดยเป็นภัยอยู่ก็มี เปรียบได้เสมือนดั่งในกอบัวขาบ ในกอบัวหลวง หรือในกอบัวขาว ดอกบัวขาบ ดอกบัวหลวง หรือดอกบัวขาว ซึ่งกำเนิดในน้ำ ก้าวหน้าในน้ำ บางเหล่ายังไม่พ้นน้ำ จมอยู่ในน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงไว้ บางเหล่า ตั้งอยู่เสมอน้ำ บางเหล่า ตั้งพ้นน้ำ น้ำไม่ติด ฉันใด ดูก่อนราชกุมาร เมื่ออาตมาตรวจตราโลกด้วยพุทธจักขุ ก็ฉันนั้น ได้มองเห็นกลุ่มสัตว์ซึ่งมีกิเลสดุจผงในจักขุน้อยก็มี มีกิเลสดุจละอองในดวงตามากมายก็มี มีอินทรีย์เก่งก็มี มีอินทรีย์อ่อนก็มี มีลักษณะดีก็มี มีลักษณะชั่วช้าก็มี จะพึงจะสอนให้ทราบได้ง่ายก็มี จะพึงจะสอนให้ทราบได้ยากก็มี บางพวกมีธรรมดามองเห็นโทษในโลกหน้าโดยเป็นภัยอยู่ก็มี… — ที่มา: ปานกลางนิกาย ปานกลางปัณณาสก์ ทรงเปรียบเทียบบุคคลด้วยดอกบัว ๓ เหล่า ดังที่พระพุทธเจ้าพิเคราะห์บุคคลเทียบด้วยบัวสามเหล่าดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว พระพุทธเจ้าก็เลยทรงตกลงใจที่จะแสดงธรรม ด้วยเหตุว่าทรงอาศัยบุคคลที่สามารถยนต์หยั่งรู้ธรรมตามท่านได้เป็นหลัก ดังความที่ปรากฏใน อังลุกตตรนิกาย ติเตียนกนิบาต ว่า … บุคคลบางบุคคลในโลกนี้ ได้มองเห็นพระตถลาคต ได้ฟังพระธรรมวินัยที่พระตโผลงคตประกาศแล้ว ก็เลยหยั่งลงสู่ความชัดเจนมั่นคงรวมทั้งความถูกต้องชัดเจนในบุญกุศลธรรมทั้งหลายแหล่ เมื่อมิได้มองเห็น มิได้ฟัง ย่อมไม่หยั่งลงสู่ความแน่ชัดมั่นคงรวมทั้งความถูกต้องชัดเจน ดูกรภิกษุทั้งหลายแหล่ บรรดาบุคคล ๓ พวกนั้น เพราะเหตุว่าเห็นแก่ บุคคลผู้ได้มองเห็นพระตโผลงคต ได้ฟังพระธรรมวินัยที่พระตโผลงคตประกาศแล้ว ก็เลยหยั่งลงสู่ความชัดเจนถูกในบุญกุศลธรรม เมื่อมิได้มองเห็นมิได้ฟัง ย่อมไม่หยั่งลง พวกเราก็เลยอนุญาตการแสดงธรรมไว้ และเพราะว่า อาศัยบุคคลกลุ่มนี้เป็นหลักอีกแบบเดียวกัน ก็เลยต้องแสดงธรรมแก่บุคคลชนิดอื่นด้วย… — ที่มา: อังปะทุตตรนิกาย ตำหนิกนิบาต คิลานสูตร สูตรที่ ๒ ทรงเปรยถึงผู้ที่จะทรงแสดงธรรมก่อน ภายหลังจากทรงตั้งใจที่จะนำสิ่งที่ท่านรู้มาสอนแก่มนุษย์ทั้งหลายแหล่ ท่านได้ทรงพินิจพิเคราะห์หาบุคคลที่ควรจะแสดงธรรมที่ท่านได้รู้แจ้งเห็นจริงโปรดก่อนเป็นบุคคลแรก ในคราวแรกท่านทรงคนึงถึง อาฬารดาบส กาลามโคตร รวมทั้ง น้ำฤษี รามลูก ก่อน ซึ่งทั้งคู่ท่านเป็นพระคุณครูที่ท่านได้เข้าไปเรียนรู้ในสำนักของท่านก่อนแยกตัวออกมาสืบเสาะหาโพธิญาณด้วยท่านเอง ก็ทรงทราบดีว่าทั้งคู่ท่านได้เสียชีวิตแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเปรยถึงผู้ที่จะทรงแสดงธรรมก่อน เป็นอาฬารดาบส กาลามโคตร แล้วก็น้ำฤษี รามลูก (ในรูปภาพ) พระมหาบุรุษ เมื่อครั้งทรงเข้าเรียนรู้ในสำนักอาฬารดาบส กาลามโคตร เป็นสำนักแรก ซึ่งเน้นย้ำการกระทำทางบำเพ็ญจิตโดยเจริญรุ่งเรืองสมาธิกำเนิดสมาธิสมาบัตำหนิ ๗ แล้วทรง