วันอัฏฐมีบูชา

วันแปดมีบูชา พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: วันสำคัญทางศาสนาพุทธ เผยแพร่เมื่อ: ๑๙ เดือนสิงหาคม ๒๕๖๐ อ่าน: 4737 (ตามนัยอรรถกถา) เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า ได้เสด็จดับขันธ์ตายไปแล้ว ๘ วัน มัลละกษัตริย์ที่เมืองกุสิท้องนารา พร้อมทั้งประชากร แล้วก็พระอันมีพระมหากัสสปเถระ เป็นประธาน ได้พร้อมทำการเผาศพพุทธสรีระ ณมกุฏพันธนเจดีย์ ในวันพระ แรม ๘ เย็น เดือนวิสาขะ (เดือน ๖ ของไทย) วันแปดมีบูชา เป็นวันฌาปนกิจพระพุทธสรีระ ภายหลังจากพระพุทธเจ้า ทรงเสด็จดับขันธ์ตายได้ ๘ วัน ในวันแรม ๘ เย็น เดือนวิสาขะ (เดือน ๖ ของไทย) ในวันนี้ นอกเหนือจากที่จะเป็นวันพระราชทานเพลิงศพพระพุทธสรีระ แล้ว วันนี้ยังเป็นวันเหมือนวันที่พระนางสิริมหามายา องค์พระพุทธแม่ ตาย (ข้างหลังพระราชโอรสสิทธัตถะเกิด) รวมทั้งเป็นวันเหมือนวันที่พระพุทธเจ้ากินความหลุดพ้นสุขตลอด ๗ วัน (ข้างหลังรู้แจ้ง) อีกด้วย ที่มาที่ไปแล้วก็จุดสำคัญ วันแปดมีบูชา วันสำคัญอีกวันหนึ่งของพุทธศาสนิกชน ตรงกับวันพระ แรม ๘ เย็น เดือนวิสาขะ พูดอีกนัยหนึ่ง เป็นเหตุที่เกิดขึ้นข้างหลังวันวิสาบูชา ๘ วัน หากปีใดเป็นปีที่มีเดือนอธิกมาส (เป็นมีเดือน ๘ สองที) ก็เลื่อนไปเป็นเดือน ๗ แม้ว่าวันแปดมีบูชา จะเป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธวันหนึ่ง แต่ว่าเป็นที่โชคร้ายว่า ในประเทศไทยพวกเรามักลืมกันไปแล้ว จะมีเพียงแค่บางวัดเพียงแค่นั้น ที่จัดให้มีการประกอบบุญกุศลพิธีการในวันนี้ ในยุคพุทธกาล เมืองกุสิท้องนารา อันเป็นที่ตั้งของสาลวโนทยาน อยู่ในแว่นแคว้นมัลละ โดยในยุคนั้นดินแดนมัลละ แยกเป็นสองส่วนหมายถึงข้างเหนือ มีเมืองกุสิทุ่งนาราเป็นเมืองหลวง เจ้าดูแลเรียกว่าโกสิที่นารกา รวมทั้งข้างใต้ มีเมืองขว้างวาเป็นเมืองหลวง เจ้าดูแลเรียกว่าขว้างเวยยมัลลกะ ทั้งคู่เมืองนั้นตั้งอยู่ห่างกันเพียงแค่ ๑๒ กิโล มีอำนาจสำหรับการบริหารแยกจากกัน โดยมีระบบการปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (สามัคคีธรรม) โดยมีแม่น้ำหิรัญญวดี กั้นกึ่งกลาง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเลือกเมืองกุสิที่นาราเป็นสถานที่ตาย พระวัวโคลนพระพุทธ ทรงมีพระพุทธศาลฎีกาพูดแก่พระอานนท์ ว่าทรงปลงพระชนมายุสังขาร แล้ว อีกสามเดือนจะตาย (ประดิษฐ์ภาพโดย คุณครูเหม เวชแขน) เมืองกุสิท้องนารานั้นเมื่อเปรียบเทียบกับดินแดนอื่นๆในยุคพุทธกาล จัดว่าเป็นดินแดนเล็ก ไม่ค่อยมีความจำเป็นมากเท่าไรนักในด้านเศรษฐกิจ ตามที่พระอานนท์ได้ทูลแย้งพระพุทธเจ้าที่ทรงเลือกเมืองกุสิท้องนาราเป็นสถานที่ตายไว้ว่า เราแต่ว่าท่านผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคอย่าเสด็จ ตาย ในเมืองเล็ก เมืองดอน กิ่งเมืองนี้เลย นครใหญ่เหล่าอื่น มีอยู่เป็น เมืองจัมขว้าง เมืองราชคฤห์ เมืองสาวัตถี เมืองสาเกต เมืองโกสัมพี เมืองพาราที่สี ขอพระผู้มีพระภาคควรเสด็จตายในเมืองพวกนี้เหอะ กษัตริย์อย่างใหญ่โต พราหมณ์อย่างมากมาย เศรษฐีมากมายก่ายกอง ที่เลื่อมใสพระตโผลงคโคนปิ้งยิ่ง มีอยู่มากมายใน เมืองกลุ่มนี้ ท่านพวกนั้นจะทำการบูชาพระสรีระของพระตถลาคต ดังต่อไปนี้ ฯ — ที่มา: มหาสุทัสสนสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค พระผู้มีพระภาคพูดว่า ดูก่อนอานนท์ คุณอย่าได้กล่าวแบบงี้ว่า เมืองเล็ก เมืองดอน กิ่งเมือง ดังต่อไปนี้เลย ดูก่อนอานนท์ ชาติก่อน มีพระผู้เป็นเจ้าพระราชาธิราช ทรงนามว่า มหาสุทัสสนะ เป็นกษัตริย์ผู้ได้มุรธาภิเษก ยิ่งใหญ่ในแผ่นดิน มีห้วงสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีแว่นแคว้นมั่นคง ดูก่อนอานนท์ เมืองกุสิทุ่งนารานี้ มีนามว่า กุสาวดี เป็นราชบุรีของพระผู้เป็นเจ้ามหาสุทัสสนะ โดย ยาวด้านด้านบูรพาทิศรวมทั้งด้านทิศตะวันตก ๑๒ โยชน์ โดยกว้างด้านทิศเหนือแล้วก็ด้านขวา ๗ โยชน์ ดูก่อนอานนท์ กุสาวดี ราชเมืองเป็นเมืองที่รุ่งเรืองเจริญ มีชนมากมาย มนุษย์หนาแน่นและก็มีภิกขาหาได้ง่าย…— ที่มา: มหาสุทัสสนสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค มองบทความหลักที่: วันพระพระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร เหตุสำคัญที่เกิดในวันแปดมีบูชาตามพุทธประวัติ พระมหากัสสปะ ประธานสำหรับในการเผาศพพระพุทธสรีระ สถานที่ติดตั้งพระพุทธสรีระ ตรงเวลา ๗ วัน ก่อนที่จะเชิญไปเผาศพศพ ณมกุฏพันธนเจดีย์ ในวันที่ ๘ อันเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดวันแปดมีบูชา พิธีการเผาศพศพ ภายหลังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธ์ตายใต้ต้นสาละในราตรีกาล ๑๕ เย็น เดือน ๖ พวกเจ้ามัลลกษัตริย์จัดบูชาด้วยของหอม ดอกไม้ แล้วก็อุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรีทุกจำพวก ที่มีอยู่ในเมืองกุสิท้องนารา ตลอด ๗ วัน แล้วให้เจ้ามัลละระดับหัวหน้า ๘ คน สรงเกล้า นุ่งห่มผ้าใหม่ เชิญพระสรีระไปทางทิศตะวันออกของเมืองหลวง เพื่อเผาศพ พวกเจ้ามัลละถามหาแนวทางปฏิบัติพระสรีระกับพระอานนท์เถระ แล้วประพฤติตามคำร้องของพระเถระนั้นเป็น ห่อพระสรีระด้วยผ้าใหม่แล้วดูดซับด้วยสำลี แล้วก็ใช้ผ้าใหม่ห่อทับอีก ทำแบบนี้จนกระทั่งหมดผ้า ๕๐๐ คู่ แล้วเชื้อเชิญลงในรางเหล็กที่เพิ่มด้วยน้ำมัน แล้วทำจิตกาธานด้วยดอกไม้จันทน์ แล้วก็ของหอมทุกจำพวก แล้วต่อจากนั้นเชิญ พวกเจ้ามัลละระดับหัวหน้า ๔ คน สระสรงเกล้า รวมทั้งนุ่งห่มผ้าใหม่ พากเพียรก่อไฟที่เชิงตะกอน แม้กระนั้นก็ไม่บางทีอาจให้ไฟติดได้ ก็เลยถามไถ่ถึงต้นสายปลายเหตุ พระอนุรุทธะเถระ แจ้งว่า “เนื่องจากเทพเจ้ามีความมั่นหมายให้รอคอยพระมหากัสสปะ และก็ภิกษุกลุ่มใหญ่ ๕๐๐ รูป ผู้กำลังมาเพื่อถวายบังคมพระบาทซะก่อน ไฟก็จะลุกโชน” พูดอีกนัยหนึ่ง กลุ่มเทพพวกนั้น เคยเป็นโยมอุปัฏฐากของพระเถระ รวมทั้งพระสาวกคนแก่มาก่อน ก็เลยไม่ยินดีที่มองไม่เห็นพระมหากัสสปะเถระ รวมทั้งภิกษุสาวกอีกทั้ง ๕๐๐ รูป อยู่ในพิธีการ คราวนั้นพระมหากัสสปะเถระรวมทั้งกลุ่มภิกษุเดินทางจากเมืองขว้างวา หมายจะเข้าเฝ้าพระศาสดา กลางทาง ได้เจอกับพราหมณ์คนหนึ่ง ถือดอกมณฑารพ สวนมา พระมหากัสสปะได้มองเห็นดอกมณฑารพก็รู้ว่า มีเหตุแตกต่างจากปกติเกิดขึ้น ดอกไม้นี้มีเพียงแต่ในทิพย์โลก ไม่มีในเมืองมนุษย์ การที่มีดอกมณฑารพอเพียงยู่ หมายความว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับพระศาสดา พระมหากัสสปะถามพราหมณ์นั้นว่า ได้ยินข่าวอะไรเกี่ยวกับพระศาสดาบ้างหรือไม่ พราหมณ์นั้นตอบว่า พระสมที่วัวสูดดม ได้ตายไปล่วงเจ็ดวันแล้ว นักปั้นรรมรูปพระมหากัสสปะเถระถวายบังคมพระพุทธสรีระก่อนที่จะมีการฌาปนกิจศพ ตั้งอยู่ที่วัดอินทารามวรวิหาร กรุงเทพฯ พระศาสดาตายแล้ว คำนี้เสียดแทงใจของพระสงฆ์สามัญชนยิ่งนัก พระภิกษุสงฆ์ลูกศิษย์ของพระมหากัสสปะบางรูป ที่ยังไม่เป็นอรหันต์ ก็เกลือกกลิ้งไปบนพื้น บ้างก็ร่ำไห้ร่ำไห้ ว่า “พระศาสดาตายเสียเร็วนัก” ส่วนพระสงฆ์ผู้เป็นพระอรหันต์ สิ้นอาสวะแล้ว ย่อมกำเนิดอารมณ์ของพระอรหันต์ว่า “ถึงแม้พระศาสดา ผู้เป็นดวงตาของโลก ยังจำเป็นต้องตาย สังขารธรรมไม่เที่ยงแท้เสียจริงหนอ” แม้กระนั้นในกลุ่มภิกษุอีกทั้ง ๕๐๐ รูปนั้น เสียงของสุภัททะ วุฑฒบรรพชิตก็ดังขึ้น “ท่านทั้งหลายแหล่อย่าไปเศร้าใจเลย พระสมที่วัวสูดดมนิพพานไปซะได้ดีแล้ว จะได้ไร้คนมารออบรมพร่ำสอน ว่าสิ่งนี้ควรกับพวกเรา สิ่งนี้ไม่ควรกับพวกเรา” คำบอกเล่าของหลวงตาสุภัททะ เป็นที่สมเพชต่อพระมหากัสสปะยิ่งนัก ท่านมีความคิดว่า พระผู้มีพระภาคยังนิพพานไปได้ไม่นาน ก็มีภิกษุบาปพ่อล่าวอาจเอื้อมพระศาสดา จ้วงจาบพระธรรมวินัยแบบนี้ หากเวลาผ่านไป ก็คงจะมีภิกษุบาปชนแบบนี้ กล่าวอาจเอื้อมพระธรรมวินัยเกิดขึ้นมหาศาล แต่ว่าท่านก็ยั้งความนึกคิดแบบนี้ไว้ก่อน เนื่องจากยังไม่ถึงเวลาที่จะปฏิบัติสิ่งใดๆนอกเหนือจากที่จะจำต้องจัดแจงเผาศพพระพุทธสรีระซะก่อน (หลังจากการพระราชทานเพลิงศพพระพุทธสรีระ สำเร็จแล้ว ได้มี การสะสางพระธรรมวินัย ครั้งที่ ๑ ในเวลาถัดมา) เมื่อพระมหากัสสปะ รวมทั้งภิกษุ ๕๐๐ รูป เดินทางมาถึงสถานที่พระราชทานเพลิงศพมกุฏพันธนเจดีย์ แล้ว ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง พนมการไหว้ ปฏิบัติปทักขิณ รอบเชิง ขี้ตะกอน ๓ รอบ พระมหากัสสปะเปิดผ้าทางพระบาทแล้ว ถวายบังคมพระบาททั้งคู่ด้วยเศียรเกล้า โดยท่านระบุว่าที่ตรงนี้เป็นพระบาทแล้ว เข้าจตุๆตถสมาธิ อันเป็นบาทที่อภิญญา ออกมาจากสมาธิแล้วอธิษฐานว่า ขอพระยุคลบาท ของท่านที่มีลักษณะเป็นจักรอันมีซี่พันซี่ ขอควรชำแรกคู่ผ้า ๕๐๐ คู่ พร้อมด้วยสำลี ไม้จันทน์ ออกเป็นช่อง ตั้งเหนือเศียรเกล้าของเราท่านด้วยเหอะ เมื่อพระมหากัสสปเถระ ถวายบังคมบาทพระพุทธศพ ไฟสรวงสวรรค์ก็บันดล ลุก (ประดิษฐ์ภาพโดย คุณครูเหม เวชมือ) เมื่ออธิษฐานเสร็จ พระยุคลบาทก็แหวกคู่ผ้า ๕๐๐ คู่ออกมา พระเถระจับยุคลบาทไว้มั่น รวมทั้งก้มนมัสการเหนือเศียรเกล้าของตัวเอง มหาชนต่างมองเห็นความพิศวงนั้น ก็แผดเสียงแสดงความพิศวงดวงใจ เมื่อพระเถระแล้วก็ภิกษุ ๕๐๐ รูป ถวายบังคมแล้ว ฝ่าพระยุคลบาทก็เข้าตั้งในที่เดิม ต่อจากนั้นเปลวไฟก็ลุกโพลงท่วมพระสรีระของพระศาสดา ด้วยอำนาจของเทพ สำหรับในการเผาไหม้นี้ ปลอดควันหรือเขม่าควันใดๆก็ตามกระจายขึ้นเลย เมื่อไฟใกล้จะดับ ก็มีท่อน้ำไหลลงมาจากอากาศ และก็มีน้ำพุ่งขึ้นจากกองไม้สาละ ปิดไฟที่ยังเหลืออยู่นั้น เหล่าเจ้ามัลละก็ปะประพรมพระบรมสารีริกธาตุ ด้วยของหอม ๔ จำพวก บริเวณรอบๆ ก็โปรยปรายข้าวตอกแตก ฯลฯ แล้วจัดกองกำลังป้องกัน ทำสัตตำหนิบัญชร (ซี่กรงทำด้วยหอก) เพื่อคุ้มภัย แล้วให้กางเพดานผ้าไว้เบื้องบน แขวนพวง ของหอม พวงดอกไม้ พวงแก้ว ให้ล้อมม่านรวมทั้งเสื่อลำแพนไว้ทั้งสองข้าง ตั้งแต่มกุฏพันธนเจดีย์ จนกระทั่งศาลาข้างล่าง ให้ติดเพดานไว้เบื้องบน ตลอดทางประดับธง ๕ สีรอบๆ ให้เริ่มต้นกล้วย แล้วก็หม้อน้ำ พร้อมทั้งตามโคมไฟมีด้ามไว้ตามถนนหนทางทุกสาย พวกเจ้ามัลละนำพระบรมสารีริกธาตุทั้งหลายแหล่วางลงในรางทองคำแล้ว เชิญไว้บนคอช้าง นำพระบรมธาตุเข้านครหลวงติดตั้งไว้บนบัลลังก์ที่ทำด้วยรัตนะ ๗ อย่าง กันสีขาวรฉัตรไว้เบื้องบน แล้วจัดกองกำลังคุ้มครองแบบนี้เป็น “จัดเหล่าทหารถือหอกล้อมพระบรมสารีริกธาตุไว้ หลังจากนั้นจัดเหล่าช้างเรียงลำดับตระพองต่อกันล้อมไว้ พ้นจากเหล่าช้าง ก็เป็นเหล่าม้า เรียงลำดับคอต่อกัน ต่อจากนั้นเป็นเหล่ารถยนต์ เหล่าราบรอบนอกสุดเป็นทหารธนูล้อมอยู่” พวกเจ้ามัลละจะจัดสังสรรค์พระบรมสารีริกธาตุตคลอด ๗ วัน ปรารถนาความเชื่อมั่นและมั่นใจว่า ๗ วัน นี้แม้ว่าจะมีการละเล่นก็เป็นการละเล่นที่ไม่ประมาท แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ ต่อจากนั้น เมื่อข่าวสารการตายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และก็การพระราชทานเพลิงศพพระพุทธสรีระ พระสรีระเปลี่ยนเป็นพระบรมสารีริกธาตุแล้ว เหล่ากษัตริยน์ในนครต่างๆเมื่อรู้ข่าวสารก็ประสงค์จะได้พระบรมสารีริกธาตุไปบูชา ก็เลยส่งสาสน ส่งฑูตมาขอพระบรมพระบรมธาตุ ด้วยเหตุผลว่า “พระผู้มีพระภาคของพวกเรา” “พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นกษัตริย์ ถึงแม้พวกเราก็เป็นกษัตริย์ พวกเราก็เลยมีส่วนที่กำลังจะได้พระบรมสารีริกธาตุบ้าง” เหล่ามัลละกษัตริย์ก็ไม่ยินยอมชูให้ ด้วยเหตุผลว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าตายในเมืองของพวกเรา” ด้วยเหตุผลดังกล่าว กษัตริย์ในเมืองหลวงต่างๆอย่างเช่น พระผู้เป็นเจ้าอชาตศัตรู จอมกษัตริย์แคว้นมคธ รวมทั้งกษัตริย์เหล่าอื่นๆก็เลยยกกองทัพมาด้วยหวังว่าจะแย่งพระบรมสารีริกธาตุ ปวดเมื่อยกกองกองทัพ มาถึงหน้าประตูเมือง ทำท่าจะกำเนิดสงครามฉกชิงพระบรมสารีริกธาตุ คราวนั้น พราหมณ์คนแก่คนหนึ่งเป็นโทณพราหมณ์ หวั่นหวาดว่าจะกำเนิดการรบใหญ่ ก็เลยขึ้นไปยืนบนป้อมประตูเมือง ประกาศว่า “พระผู้มีพระภาคผู้ครอบครองพวกเรา ทรงเชิดชูความอดทน เทิดทูนสามัคคีธรรม การที่พวกเราจะมาสังหารด้วยเหตุว่าแก่งแย่ง พระบรมสารีริกธาตุ ของท่านผู้ดีเลิศ ย่อมไม่ควร ด้วยเหตุนี้ขอให้ท่านทั้งหลายแหล่ ควรยินดีสำหรับในการที่จะแบ่งกันไปเป็น ๘ ส่วน แล้วก็นำไปบูชายังชาติบ้านเมืองของท่านทั้งหลายแหล่เหอะ เนื่องจากผู้เชื่อถือในพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมีมากมาย” โทณพราหมณ์ พราหมณ์คนแก่ ผู้แจกพระบรมสารีริกธาตุ ที่กุสิที่นารานคร ในพระไตรปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาตายสูตรได้เอ๋ยถึงเรื่องช่วงเวลาที่โทณพราหมณ์แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ ว่า หมู่คณะพวกนั้นตอบว่า เราแต่ว่าพราหมณ์ ถ้าหากว่าเป็นเช่นนั้นขอท่าน นั่นแหละควรแบ่งพระสรีระพระผู้มีพระภาคออกเป็น ๘ ส่วนเท่าๆกัน ให้เป็นระเบียบเถอะ โทณพราหมณ์ รับคำของหมู่คณะพวกนั้นแล้ว แบ่งพระสรีระพระผู้มีพระภาค ออกเป็น ๘ ส่วนเสมอกันเป็นระเบียบ ก็เลยกล่าว กะหมู่คณะพวกนั้นว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ ทั้งหลายแหล่ ขอพวกท่าน ต้องให้เหม็นตุมพะนี้แก่ข้าพระพุทธเจ้าเถอะ ข้าพระพุทธเจ้า จะปฏิบัติพระเจดีย์ แล้วก็ทำการสังสรรค์เหม็นตุมพะบ้าง นักการทูตพวกนั้นได้ให้เหม็นตุมพะแก่โทณพราหมณ์ ฯ พวกเจ้าโมริยะเมืองปิปผลิวัน ได้สดับข่าวสารว่า พระผู้มีพระภาค เสด็จตาย ในเมืองกุสิทุ่งนารา ก็เลยส่งนักการทูตไปพบพวกเจ้ามัลละเมืองกุสิทุ่งนาราว่า พระผู้มีพระภาค เป็นกษัตริย์ ถึงแม้พวกเราก็เป็นกษัตริย์ พวกเราควรได้ส่วนพระสรีระพระผู้มีพระภาคบ้าง จะได้ปฏิบัติพระเจดีย์รวมทั้งการสังสรรค์พระสรีระพระผู้มีพระภาค พวกเจ้ามัลละ เมืองกุสิทุ่งนาราตอบว่