วันวิสาขบูชา

วันวิสาขบูชา พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: วันสำคัญทางศาสนาพุทธ เผยแพร่เมื่อ: ๑๖ ส.ค. ๒๕๖๐ อ่าน: 7536 วันวิสาขบูชา หรือวันพระจันทร์เต็มดวงเดือน ๖ นับเป็นวันที่สำคัญที่สุดในพุทธ เพราะเหตุว่าเกิดเหตุการณ์สำคัญทางศาสนาพุทธสูงถึง ๓ เรื่องราว เป็นวันพระราชสมภพ รู้แจ้งเห็นจริง แล้วก็ตาย ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธ ด้วยเหตุนี้ก็เลยมีคำเรียกวันนี้อีกอย่างหนึ่งว่าวันพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วันวิสาขบูชา (อังกฤษ: Vesak, บาลี: Vesākha คำอ่าน วิสาขปุณฺณมีปูชา, สันสกฤต: Vaiśākha) เป็นวันสำคัญสากลทางศาสนาพุทธสำหรับพุทธศาสนิกชนทุกนิกายทั่วทั้งโลก ทั้งที่ยังไม่ตายวันหยุดราชการในหลายประเทศ รวมทั้งวันสำคัญในระดับโลกตามข้อความเห็นของคณะผู้แทนใหญ่ที่องค์การสหประชาชาติ เพราะเหตุว่าเป็นวันเหมือนวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สุดในพุทธศาสนา ๓ เรื่องราวร่วมกันหมายถึงการคลอด รู้ และก็ตาย ของพระวัวโคลนตมพระพุทธ โดยทั้งยังสามเรื่องราวได้กำเนิดในวันขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๖ หรือวันพระจันทร์เต็มดวงที่เดือนวิสาขะ (ต่างปีกัน) พุทธศาสนิกชนก็เลยจัดว่า เป็นวันที่รวมเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดยิ่ง รวมทั้งเรียกการบูชาในวันนี้ว่าวิสาขบูชา ย่อมาจากวิสาขปุรณมีบูชา แสดงว่าการบูชาในวันขึ้น 15 ค่ำเดือนวิสาขะ ตามปฏิทินของประเทศอินเดีย วันพระจันทร์เต็มดวงเดือนวิสาขะ นับเป็นเดือนลำดับที่สอง ซึ่งตรงกับวันพระจันทร์เต็มดวงเดือน ๖ ตามปฏิทินจันทรคติของไทย และก็มักตรงกับพ.ค.หรือเดือนมิถุนายนตามปฏิทินจันทรคติของไทย โดยในประเทศไทย ถ้าเกิดปีใดมีเดือน ๘ สองที ก็เลื่อนไปทำในวันพระจันทร์เต็มดวงเดือน ๗ แต่ว่าประเทศอื่นที่เชื่อถือศาสนาพุทธทักษิณนิกาย และไม่ได้ถือคติตามปฏิทินจันทรคติไทย จะจัดพิธีการวิสาขบูชาในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน ๖ หากแม้ในปีนั้นจะมีเดือน ๘ สองครั้งตามปฏิทินจันทรคติไทยก็ตาม ส่วนในกรุ๊ปพุทธศาสนิกชนอาจริยวาทบางนิกายที่เชื่อถือว่า เหตุทั้งยัง ๓ นั้นกำเนิดในวันแตกต่างกันไป จะมีการจัดพิธีการวิสาขบูชาต่างวันกันตามความศรัทธาในนิกายของตนเอง ซึ่งไม่ตรงกับวันวิสาขบูชาตามปฏิทินของพุทธศาสนิกชนทักษิณนิกาย ที่ไปที่มาแล้วก็จุดสำคัญ ภาพวาดการคลอด รู้ รวมทั้งตาย ของพระวัวโคลนพระพุทธ ผลงานของ ช่างวาดภาพ มโนชญ์ เพ็งทองคำ วันวิสาขบูชานั้นได้รับการชื่นชมจากชาวพุทธทั้งโลกให้เป็นวันสำคัญสากลทางพุทธศาสนา เหตุเพราะเป็นวันที่มีขึ้นเหตุสำคัญ ๓ เหตุ ที่เกี่ยวข้องกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารวมทั้งจุดเริ่มของพุทธ ซึ่งเรื่องทั้งปวงได้เกิดขึ้นเมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปีกลายในดินแดนที่เรียกว่าประเทศอินเดียในยุคพุทธกาล โดยเหตุการณ์แรก เมื่อ ๘๐ ปี ก่อนพ.ศ. เป็นวันพระราชสมภพของพระราชโอรสสิทธัตถะในใต้ร่มสาลพกาล ในพระราชสวนลุมพินีวัน (อยู่ในเขตประเทศเนปาล ในตอนนี้) แล้วก็เรื่องราวถัดมา เมื่อ ๔๕ ปี ก่อนพ.ศ. เป็นวันที่พระราชโอรสสิทธัตถะได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ รู้แจ้งเห็นจริงเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธในใต้ร่มโพธิ์พฤกษ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญแก่ ตำบลใหญ่เวลาเสนานิคม (อยู่ในเขตอินเดีย ในตอนนี้) และก็เรื่องในที่สุด เมื่อ ๑ ปี ก่อนพ.ศ. เป็น วันเสด็จดับขันธตายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธในใต้ร่มสาลพยาม ในสาลวโนทยาน พระราชสวนของเจ้ามัลละ เมืองกุสิท้องนารา (อยู่ในเขตอินเดีย ในขณะนี้) โดยเหตุการณ์ทั้งผองล้วนกำเนิดตรงกับวันพระจันทร์เต็มดวงเดือน ๖ หรือเดือนวิสาขะ นี้ทั้งหมด พุทธศาสนิกชนก็เลยเชื่อถือว่าวันเพ็ญเดือน ๖ นี้ เป็นวันที่รวมวันเหมือนวันที่เกิดเหตุการณ์หลักๆของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้เยอะที่สุด รวมทั้งได้นิยมประกอบพิธีทำบุญบุญกุศลและก็ประกอบพิธีพุทธบูชาต่างๆเพื่อเป็นการมอบให้สักการนึกถึงแก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธ สืบมาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ สำหรับพิธีบูชาทางศาสนาพุทธเนื่องในวันวิสาขบูชานั้น มีการเชื่อถือปฏิบัติกันในหลายประเทศที่เชื่อถือพุทธศาสนาอีกทั้งอาจริยวาทรวมทั้งลัทธิเถรวาททุกนิกายมาเป็นเวลายาวนานแล้ว ในบางประเทศเรียกพิธีการนี้ว่าพุทธชกระทั่งถึงตี หรือสัมพุทธชจนถึงตี ในปี พุทธศักราช ๒๕๐๐ รวมทั้งพุทธชจนถึงตี ๒๖๐๐ ปี ที่การรู้แจ้ง ในปี พุทธศักราช ๒๕๕๕ เป็นต้นว่าใน ประเทศอินเดีย แล้วก็ศรีลังกา ในขณะนี้มีหลายประเทศที่สรรเสริญให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดราชการ เป็นต้นว่า อินเดีย เมืองไทย ประเทศพม่า ประเทศศรีลังกา ประเทศสิงคโปร์ แล้วก็อินโดนีเซีย ฯลฯ (จำนวนมากเป็นประเทศที่มีรูปทรงพลเมืองที่เชื่อในศาสนาพุทธนิกายหินยานสูงที่สุด) ในข้างของประเทศที่เชื่อในศาสนาพุทธนิกายลัทธิเถรวาทในตอนนี้ จำนวนมากได้รับคติการกระทำบูชาในวันวิสาขบูชามาจากลังกา (ประเทศศรีลังกา) ส่วนเมืองไทยนั้น ปรากฏหลักฐานว่ามีการจัดพิธีการวิสาขบูชามาตั้งแต่ยุคจังหวัดสุโขทัย เครื่องหมาย พุทธชจนถึงตี ๒,๖๐๐ ปี ที่การรู้แจ้งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วันวิสาขบูชา นับได้ว่าเป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธสากล เพราะเหตุว่าพุทธศาสนิกชนทุกนิกายจะพร้อมใจกันจัดพิธีการพุทธบูชาในวันนี้พร้อมทั่วโลก (ซึ่งไม่ราวกับวันมาฆบูชา และก็วันอาสาฬหบูชา ที่เป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธที่นิยมนับถือกันเฉพาะในประเทศไทย ลาว และก็เขมร) รวมทั้งด้วยเหตุผลดังกล่าว สัมมนาใหญ่คณะบุคคลองค์การสหประชาชาติก็เลยเชิดชูให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากล (อังกฤษ: International Day) ตามข้อความเห็นชอบคณะบุคคลใหญ่ที่องค์การสหประชาชาติที่ ๕๔/๑๑๒ ระบุวันที่ ๑๓ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒ ตอนนี้ เมืองไทยได้ประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดราชการ โดยชาวพุทธทั้งยังพระบรมวงศานุวงศ์ พระภิกษุ และก็พลเมือง จะมีการประกอบพิธีต่างๆได้แก่ การตักบาตร การฟังพระธรรมเทศนา การเวียนเทียน ฯลฯ เพื่อเป็นการบูชานึกถึงพระรัตนตรัยและก็สถานะการณ์สำคัญ ๓ เรื่องราวดังที่กล่าวถึงแล้ว ที่นับว่าเป็นวันเหมือนวันพระราชสมภพ ของพระราชโอรสสิทธัตถะ ผู้ซึ่งถัดมาได้หยั่งรู้ เป็นพระพุทธเจ้า ผู้ทรงประกอบไปด้วยพระบริสุทธิคุณ พระสติปัญญาคุณ ผู้ซึ่งได้ทรงอบรมสั่งสอนประกาศพระความจริงเป็นความเป็นจริงของโลก แก่ชนทั้งสิ้นโดยบุญคุณ จนกระทั่งทรงเสด็จดับขันธตาย ในวาระสุดท้าย ทั้งยังสามเหตุที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน ๖ นี้ ทำให้พุทธศาสนาได้มีขึ้นแล้วก็สืบต่อมาอย่างมั่นคงถาวรจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ วันวิสาขบูชา เป็นวันที่รำลึกถึงวันพระราชสมภพ รู้แจ้ง รวมทั้งตาย ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า ซึ่งตรงกับวันพระจันทร์เต็มดวง เดือนวิสาขมาส (เดือน ๖) ตรงกันทั้งยัง ๓ คราวหมายถึงเช้าตรู่วันศุกร์ ขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๖ ปีจอ ก่อนพ.ศ. ๘๐ ปี พระราชโอรสสิทธัตถะกำเนิด ที่พระราชสวนลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับเทวทหะ รุ่งสว่างวันพุธ ขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๖ ปีไก่ ก่อนพ.ศ. ๔๕ ปี พระราชโอรสสิทธัตถะหยั่งรู้ เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อพระชนมายุ ๓๕ ปีในใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญแก่ ตำบลประเสริฐเวลาเสนานิคม ภายหลังจากออกบวชได้ ๖ ปี เดี๋ยวนี้ สถานที่ที่นี้เรียกว่าพุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา ที่เมืองวิหาร อินเดีย ภายหลังรู้แจ้ง พระพุทธเจ้าทรงออกประกาศพระธรรมวินัยและก็โปรดเวไนยสัตว์ตรงเวลา ๔๕ ปี เมื่อพระชนมายุได้ ๘๐ ปี ก็เสด็จดับขันธตาย เมื่อวันอังคาร ขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๖ ปีงูเล็กในสาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสิที่นารา แว่นแคว้นมัลละ (ตอนนี้อยู่ในเมืองกุสีนคระ เมืองอุตตรประเทศ อินเดีย) ด้วยเหตุว่าสถานะการณ์สำคัญอีกทั้ง ๓ สถานะการณ์ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เกิดขึ้นตรงกันในวันพระจันทร์เต็มดวง เดือน ๖ พุทธศาสนิกชนก็เลยเรียกการบูชาในวันนี้ว่าวันวิสาขบูชา ซึ่งหมายความว่า การบูชาในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน ๖ (บางที่เรียกว่าวันพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพุทธชจนถึงตี ) สถานะการณ์สำคัญที่เกิดในวันวิสาขบูชาตามพุทธประวัติ วันพระราชสมภพ จากหลักฐานชั้นบาลี (พระไตรปิฎก) และก็อรรถกถา บอกว่า ภายหลังจากพระพุทธเจ้าผู้ยังคงอยู่ในดุสิตที่ประทับได้บำเพ็ญพระบารมีครบสมบูรณ์แล้ว ได้ทรงรับคำนิมนต์เพื่อตายลงมารู้เป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เลยได้ตายจากสรวงสวรรค์ชั้นดุสิตลงมาสู่พระท้องของพระนางสิริมหามายา (ทรงเป็นพระราชมเหสีที่พระผู้เป็นเจ้าสุทโธทนะศากยราชา ที่กรุงกบิลพัสดุ์) เมื่อเวลาใกล้รุ่ง วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๖ ปี ระกา ก่อนพ.ศ. ๘๐ ปี (ตามนัยอรรถกถา) พระนางสิริมหามายา ทรงเกิดพระลูกชายชื่อว่าสิทธัตถะกุมารในใต้ร่มไม้สาละ ข้างในพระราชสวนลุมพินีวัน ตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ (ประเทศสักกะ หรือ ศากยะ) แล้วก็กรุงเทวทหะ (ดินแดนโกลิยะ) เมื่อพระนางสิริมหามายาทรงพระครรถ์ครบทศมาส (๑๐ เดือน) ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนวิสาขมาส (ตรงกับ วันศุกร์ ขึ้น ๑๕ เย็น เดือน ๖ ก่อนพ.ศ. ๘๐ ปี) ท่านมีความประสงค์ที่จะเดินทางไปกลับไปกำเนิดพระราชลูกยังเมืองเทวทหะอันเป็นเมืองภูมิลำเนาของท่าน แต่ว่าขณะเดินทางไปได้เพียงแค่ระหว่างทางหรือข้างในพระราชสวนลุมพินีวันซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์แล้วก็เมืองเทวทหะต่อกัน ท่านกำเนิดป่วยพระท้องจะเกิด อำมาตย์ผู้ปฏิบัติตามเสด็จก็เลยจัดร่มไม้สาละมอบ พระนางก็เลยคลอดพระลูกชายในใต้ร่มไม้สาละนั้น โดยขณะคลอดพระนางประทับยืน พระมือทรงจับกิ่งสาละไว้ เมื่อพระพุทธเจ้าเกิดแล้ว (โดยอาการที่พระบาทออกมาจากพระท้องก่อน) พระพุทธเจ้าได้ทรงพระดำเนินไปได้ ๗ ก้าว รวมทั้งได้ทรงส่งแสงอาสภิคำพูด (คำพูดประกาศความเป็นผู้สูงสุด) ขึ้นว่า อคฺวัวหมสฺมึ โลกสฺส เชฏฺโฐหมสฺมึ โลกสฺส. เสฏฺโฐหมสฺมึ โลกสฺส. อยมนฺติเตียนมา ชาติ. นตฺถิทานิ ปุนพฺภโม้. — ไทยรฏฺฐเตปิฏกํ ขว้างลี. อจฺฉริยอพฺปิศาจธมฺมสุตฺต อุปริ. มัธยม ๑๔/๒๔๙-๒๕๑/๓๖๖-๗-๘-๙, ๓๗๑ มีความหมายว่า พวกเราเป็นผู้เลิศเลอที่โลก, พวกเราเป็นผู้เจริญที่สุดที่โลก, พวกเราเป็นผู้ดีเลิศที่สุดที่โลก. ชาตินี้ เป็นชาติในที่สุด. ตอนนี้ โลกใหม่ย่อมไม่มี ดังต่อไปนี้ โดยการทรงเปล่งแสงอาสภิคำพูดเป็นประหลาดนี้ นับเป็นบุรพนิไม่ตที่พระบรมโพธิญาณ ที่พระราชโอรสน้อยผู้เป็นพระบรมพระโพธิสัตว์จะได้หยั่งรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลอีกไม่นาน การรู้แจ้งเห็นจริง สถานะการณ์การรู้แจ้งพระบรมสัมมาสัมโพธิญาณของพระราชโอรสสิทธัตถะนี้ เป็นเรื่องสำคัญลำดับที่สองของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้กำเนิดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนวิสาขมาส ซึ่งเหตุนี้นับว่าเป็นเรื่องราวที่มีความหมายเยอะที่สุดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารวมทั้งศาสนาพุทธ โดยถือว่าเป็นการกำเนิดครั้งลำดับที่สองของพระราชโอรสสิทธัตถะเป็นหนแรกนั้นเพียงแต่กำเนิดเป็นมนุษย์ แต่ว่าการรู้แจ้งเห็นจริงนี้ถือได้ว่าเป็นการกำเนิดใหม่อีกรอบ เป็นการกำเนิดที่หาได้โดยยาก เป็นการกำเนิดที่บริบูรณ์พร้อมทั้งอริยผล รู้แจ้งซึ่งสรรพกิเลสทั้งหมด หลุดพ้นจากบ่วงที่มารเป็นทุกข์รวมทั้งสุขทั้งหมดได้หมดไป เรื่องราวในคราวนี้ทำให้พระราชโอรสสิทธัตถะเป็น “พระพุทธเจ้า” หมายความว่า ผู้ตรัสรู้ถูกใจด้วยท่านเอง (ผู้มิได้รับบัญชาการจากคนไหนกันแน่ ผู้มิได้รับโองการจากพระผู้ผลิต หรือเทพเจ้าองค์ไหน) เป็นการ “รู้แจ้งโลกทั้งหมด” ที่พระราชโอรสสิทธัตถะในฐานะมนุษย์ปกติคนหนึ่งควรปฏิบัติได้ รวมทั้งทุกคนมีสิทธิ์ที่จะ “ทราบ” ราวกับที่ท่านทรงทราบด้วยเหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ ก็เลยทำให้มีผู้เรียกพระธรรมวินัยหรือคำกล่าวสอนของท่านว่า “พุทธศาสนา” มีความหมายว่า “ศาสนาของผู้ตรัสรู้ – ศาสนาของผู้ (ปฏิบัติเพื่อ) หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง” การออกบวช (ตามนัยอรรถกถา) ภายหลังจากพระราชโอรสสิทธัตถะหนีออกมาจากราชสำนัก ทรงตัดพระเมาฬีที่ริมฝั่งแม่น้ำอโนมานหนเพื่ออธิษฐานเพศเป็นบรรพชิต เรื่องการออกบรรพชาจากหลักฐานในขั้นต้นหมายถึงพระไตรปิฎก บอกว่า เมื่อพระราชโอรสสิทธัตถะอายุได้ ๒๙ ปี ได้ทรงเปรยเหตุเป็น ความแก่ เจ็บ ตาย ที่มีอยู่ทุกคนชอบธรรมโลก ไม่มีผู้ใดจะรอดพ้นไปได้ แม้กระนั้นเพราะเหตุว่าไม่ได้ฟังคำอบรมสั่งสอนของผู้ทรงคุณวุฒิ ก็เลยทำให้มัวแต่มานั่งเกลียดชังเหตุพวกนั้นว่าเป็นของไม่สมควรคิด ไม่สมควรพอใจ ทำให้มนุษย์เราทั้งหลายแหล่ มัวมาแต่ว่าลุ่มหลงอยู่ในกิเลสทั้งหลายแหล่เนื่องจากความเมามาย ๓ ประการหมายถึงเมาว่าตัวยังชายหนุ่มยังสาวอยู่อีกเป็นเวลายาวนานกว่าจะแก่ ๑ เมาว่าไม่มีโรคอยู่รวมทั้งโรคน่าจะไม่กำเนิดแก่พวกเรา ๑ เมาว่าชีวิตเป็นของยืนยง ๑ มัวแต่ดำเนินชีวิตทิ้งไปวันๆพูดอีกนัยหนึ่ง ทรงดำริว่า …มนุษย์ทั้งหลายแหล่เป็นทุกข์เกิดขึ้นครอบครองอยู่เสมอเวลาก็จริง ชังความทุกข์ใจอยู่เสมอเวลาก็จริงแม้กระนั้นเพราะอะไรมนุษย์ทั้งหลายแหล่ยังมัวสืบเสาะหาร้อนใจใส่ตัวอยู่เสมอเวลา แล้วเพราะเหตุไร พวกเราจะต้องมามัวนั่งเสาะหาทุกข์ใส่ตัว (ให้ทึ่ม) อยู่อีกเล่า! — ประเทศไทยรฏฺฐเตปิฏกํ ขว้างลี. ขว้างสราสิสุตฺต โอปทฺทมวคฺค อุปริ. มัธยม มู. มัธยม ๑๒/๓๑๖/๓๑๖ ด้วยความนึกคิดแบบนี้ ทำให้พระราชโอรสสิทธัตถะถึงกับตั้งใจออกบรรพชาด้วยดำริว่า เมื่อรู้ดีว่าการเกิดมี (ทุกข์) เป็นอันตรายแล้ว พวกเราพึงจะสืบหา “นิพพาน” อันปราศจากความกำเนิด อันเป็นธรรมที่เกษมจากเครื่องร้อยรัด ไม่มีธรรมอื่นมากกว่าเถอะ — ไทย