มหานิกาย

มหานิกาย พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: นิกายในพุทธ เผยแพร่เมื่อ: ๐๙ ส.ค. ๒๕๖๐ อ่าน: 5471 สมุทรเจดีย์ที่เมืองประเทศพม่า (อังกฤษ: Bagan) ดินแดนที่เจดีย์สี่พันองค์ เคยเป็นที่ตั้งอาณาจักรโบราณพม่า (พุทธศักราช ๑๕๘๗ – พุทธศักราช ๑๘๓๐) หลักฐานความเจริญก้าวหน้าของพุทธลัทธิเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์ ที่ดินแดนประเทศพม่าในอดีตกาล มหานิกาย เป็นคำเรียกนิกาย หรือภาควิชาของพระไทยสายลัทธิเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์ ซึ่งเป็นภิกษุโดยมากในประเทศไทย เป็นข้างคันถธุระ เดิมนั้น คำเรียกแบ่งภิกษุสายหินยาน ในประเทศไทยออกเป็นมหานิกาย แล้วก็ธรรมยุติกนิกาย ยังไม่มี เพราะว่าภาควิชาภิกษุไทยในอดีตกาล ก่อนหน้าที่จะมีการก่อตั้งภาควิชาธรรมยุติกนิกาย ขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ไม่มีการแบ่งแยกออกเป็นนิกายต่างๆโดยส่วนมากพระภิกษุไทยนั้นล้วนแล้วแต่เป็นลัทธิเถรวาทสายลังกาวงศ์ ทั้งหมดทั้งปวง กระทั่งเมื่อพระวชิรญาณเถระ หรือเจ้าฟ้ามงกุฏ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ) ได้ตั้งนิกายธรรมยุติกนิกาย ขึ้นในปี พุทธศักราช ๒๓๗๖ แยกออกมาจากแผนกสงฆ์ไทยที่มีมาตอนแรกซึ่งเป็นพระจำนวนมากในยุคนั้น ก็เลยทำให้ท่านคิดคำเรียกพระโดยมากในประเทศไทยที่เป็นสายทักษิณนิกายลังกาวงศ์ เดิมว่าพระโดยมาก หรือมหานิกาย ซึ่งคำว่ามหานิกาย นั้น มาจากคำศัพท์ภาษาบาลี มครั้งฺต + นิกาย มีความหมายว่าพวกมากมาย กล่าวโดยย่อมหานิกาย ก็คือ สงฆ์สายลัทธิเถรวาทลังกาวงศ์ เริ่มแรกในประเทศไทยจำนวนมากที่ไม่ใช่ภิกษุธรรมยุติกนิกาย ที่มาที่ไปของพุทธนิกายทักษิณนิกายลังกาวงศ์ (มหานิกาย) ในประเทศไทย เรื่องราวพุทธนิกายหินยานในประเทศศรีลังกา รูวันเวลิสเซยาเจดีย์ มหาเจดีย์ทรงโอคว่ำในเมืองอนุราธปุระ ประเทศศรีลังกา ทรงเดียวกับพระเจดีย์ที่นิยมสร้างในยุคพระผู้เป็นเจ้าต้นอโศกมหาราช เมื่อราวๆ พุทธศักราช ๒๓๖ พระผู้เป็นเจ้าต้นโศกมหาราชทรงอุปถัมภ์ค้ำชูการสะสางครั้งลำดับที่สามในพุทธ ให้ก้าวหน้าขึ้นในประเทศอินเดีย แล้วก็จัดส่งสมที่ราชทูตไปยังดินแดนต่างๆรวม ๙ ที่ หนึ่งในนั้นรวมดินแดนลังกา (ประเทศศรีลังกา) ด้วย ถัดมาศาสนาพุทธในลังกาทวีป (ชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งของดินแดนศรีลังกาในสมัยก่อน) ได้เจริญแล้วก็ย่ำแย่บ้างตามความเลื่อมใสของพลเมือง และก็เรื่องราวชาติบ้านเมือง พอราวพุทธศักราชที่ ๑๗ ปรากฏตามประวัติศาสตร์ลังกาว่า เมื่อ พุทธศักราช ๑๖๙๖ พระผู้เป็นเจ้าปรักกรมแขนมหาราช ได้ครองแผ่นดินในลังกาทวีป ซึ่งตอนนั้นบ้านเรือนยังถูกพวกร้ายกาจ (แขกฮินดู) ถือครองอยู่ส่วนมาก พระผู้เป็นเจ้าปรักกรมแขนก็เลยได้พากเพียรทำศึกขับไสพวกดุร้ายไปได้ รวมทั้งถึงกับยกกองทัพผ่านไปโจมตีเมืองร้ายกาจในประเทศอินเดียไว้ภายในอำนาจได้อีกด้วย เมื่อท่านจัดแจงบ้านเรือนในลังกาได้เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว ก็เลยได้ทรงฟื้นฟูศาสนาพุทธ โดยให้พระพระสงฆ์ในลังกาทวีปรวมเป็นนิกายเดียวกัน พร้อมทั้งทำสะสางพระธรรมวินัย (ซึ่งเชื่อถือกันว่าเป็นการสะสางครั้งที่ ๗ ของข้างลัทธิเถรวาท) นับจากนั้น ศาสนาพุทธก็เลยเจริญขึ้นในลังกาทวีป มีเสียงสรรเสริญเลื่องลือไปทั่วในดินแดนใกล้เคียง ประกอบกับขณะนั้น ศาสนาพุทธในประเทศอินเดียถูกแขกฮินดูเอารัดเอาเปรียบให้เสียลง เมืองลังกาก็เลยได้รับการยินยอมรับเชื่อถือว่าเป็นหลักของประเทศที่เชื่อถือศาสนาพุทธคตินิกายลัทธิเถรวาท ร่วมกัน มองบทความหลักที่: พุทธในประเทศศรีลังกา การสืบนิกายทักษิณนิกายลัทธิลังกาวงศ์ในพม่า เสียงเล่าลือสำหรับเพื่อการบำรุงการศาสนาพุทธในลังกาทวีปเลื่องลือมาจนกระทั่งดินแดนประเทศพม่าในยุคของพระผู้เป็นเจ้านรปว่ากล่าวสิทธุ ที่อาณาจักรพม่า ได้นิมนต์ให้พระมหาสังฆปรินายกพม่า ซึ่งมีนามว่าพระอุยี่ห้อชีวมหาเถระ เป็นสมที่ราชทูตไปสืบพุทธศาสนาในลังกาทวีป เมื่อ พุทธศักราช ๑๗๓๓ ในจารึกวัดกัลยา กล่าวไว้ว่า เมื่อคราวพระมหาเถระอุยี่ห้อชีวะ ไปเมืองลังกาคราวนั้น มีเด็กชาวมอญคนเมืองพสิมคนหนึ่ง ได้เสนอตัวเป็นลูกศิษย์แล้วบรรพชาเป็นเณร มีนามปรากฏว่าฉปัฎ ได้บรรพชาติดตามท่านไปลังกาด้วย ครั้นเมื่อพระมหาเถระอุยี่ห้อชีวะจะกลับเมืองพม่า เณรฉปัฎขออยู่เล่าเรียนที่เมืองลังกา เมื่ออายุครบบรรพชาก็บรรพชาเป็นพระสงฆ์ในสกุลของคณะสงฆ์ลังกา และก็ได้เล่าเรียนเล่าเรียนพระธรรมวินัยตามลัทธิที่สะสางครั้งพระผู้เป็นเจ้าปรักกรมพาหาจนกระทั่งชำนาญมีความรู้เข้าใจแจ่มแจ้ง เมื่อบรรพชาครบ ๑๐ ปี บรรลุเถรภูมิ (เป็นพระเถระ) ก็เลยได้ชวนเพื่อนพ้องสหทรงธรรมภิกษุที่ได้เล่าเรียนรวมทั้งเป็นพระมหาเถรภิกษุร่วมกันอีก ๔ รูป มีนามว่า พระมหาธาตุเมืองนครศรีธรรมราช เดิมมีลักษณะแบบมณฑปพระบรมสารีริกธาตุไชยาแม้กระนั้นแปลงมาเป็นทรงโอคว่ำแบบลังกาในยุคสงฆ์ลังกาวงศ์มารวมกลุ่มศ์ในประเทศไทย พระสีกลุ่มคำ ชาวลิตถิติดอยู่ม (ลังกา) พระตามะลินทะ พระลูกชายของพระผู้เป็นเจ้ากรุงกัมโพช พระอานันทะ คนเมืองจังหวัดกาญจนบุรี (คอนชิวรัม Gonjeevaram เมืองมัทราษฎร์ ในประเทศอินเดียใต้) พระราหุล ชาวลิตถิติดอยู่ม (ลังกา) จาริกขึ้นรถเรือมายังเมืองพสิมแล้วขึ้นถัดไปยังเมืองประเทศพม่า พระเถระ ๕ รูป ที่บรรพชามาจากลังกา เมื่อมองเห็นการปฏิบัติปฏิบัติของสงฆ์ในเมืองประเทศพม่าไม่ถูกกับภิกษุลังกามกนัก ก็เลยไม่ยินยอมร่วมลงสังฆกรรมกับพระภิกษุในภาควิชาท้องถิ่น ทำให้พระภิกษุข้างหินยานในเมืองประเทศพม่ากำเนิดเป็น ๒ นิกายขึ้น (แยกกันลงสังฆกรรม) พระลังกาวงศ์นั้น เป็นพระมหาเถระ สำรวมสังวรความประพฤติปฏิบัติเข้มงวด ไม่ถูกกับพระในท้องถิ่นยุคนั้น ทำให้เมื่อพระมหาเถระอีกทั้ง ๕ องค์ ได้เล่าเรียนภาษาประเทศพม่าจนกระทั่งสามารถอบรมสั่งสอนคนเมืองได้ ก็ทำให้มีคนเลื่อมใสมากมาย จนตราบเท่าพระผู้เป็นเจ้านรปว่ากล่าวสิทธุ ก็ทรงเลื่อมใสบำรุงแผนกพระลังกาวงศ์ และก็ส่งเสริมให้ชาวเมียนมาร์บรรพชาในนิกายลังกาวงศ์มากยิ่งขึ้นเป็นลำดับมา เรื่องราวตั้งนิกายทักษิณนิกายลังกาวงศ์ในเมืองนครศรีธรรมราช พระราหุลเถระ หนึ่งในพระมหาเถระอีกทั้ง ๕ รูป ได้นำกรุ๊ปภาควิชาสงฆ์มายังประเทศหนึ่ง ปรากฏในเรื่องเก่าแก่ประเทศพม่าว่าเมืองมลายะ (นครศรีธรรมราช) ซึ่งมีกษัตริย์อาณาจักรศรีวิชัย เชื้อสายมลายูดูแลอยู่มีอิสรภาพ ถัดมา กษัตริย์เมืองนครศรีธรรมราชได้เลื่อมใสในพระราหุลเถระ ก็เลยตั้งให้เป็นพระราชครู ต่อจากนั้นก็เลยมีพระภิกษุชาวลังกาตามมาอีกมากมาย แล้วก็ได้มีชาวกรุงและก็ชาวกรุงอื่นๆในดินแดนแถบเมืองไทยรวมทั้งใกล้เคียง ได้พากันไปบวชที่เมืองลังกามกขึ้น ความนิยมชมชอบเชื่อถือในคติศาสนาพุทธลัทธิเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์ก็เลยแพร่หลายตั้งใจในดินแดนเมืองไทยสืบมา (ลัทธิลังกาวงศ์เริ่มมาตั้งที่เมืองนครศรีธรรมราชเมื่อ พุทธศักราช ๑๗๔๐ ก่อนตั้งกรุงจังหวัดสุโขทัยโดยประมาณ ๕๐ ปี) ความรุ่งเรืองของศาสนาพุทธนิกายทักษิณนิกายลังกาวงศ์ในดินแดนเมืองไทย วัดมหาธาตุ ในเขตสวนประวัติศาสตร์จังหวัดสุโขทัย สถาปัตยกรรมแบบหริภุญไชยและก็ล้านนา ศูนย์กลางที่ศาสนาพุทธในอาณาจักรจังหวัดสุโขทัย เมื่อบิดาขุนรามคำแหงมหาราช เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินกรุงจังหวัดสุโขทัย (พุทธศักราช ๑๘๑๗ – พุทธศักราช ๑๘๖๐) ทรงสดับเสียงเล่าลือของสงฆ์ลังกา ก็เลยทรงนิมนต์พระมหาเถระสังฆราช ซึ่งเป็นพระเถระชาวลังกาที่มาเผยแผ่อยู่ที่นครศรีธรรมราช มาเผยแผ่ศาสนาพุทธในกรุงจังหวัดสุโขทัย ถัดมาทั้งยังคนประเทศไทยวน ชาวมอญ และก็ชาวเขมร ต่างก็นิยมข้างลังกาวงศ์ก็เลยได้ส่งภิกษุไปสืบศาสนาพุทธที่ลังกาบ้าง มีการนิมนต์พระลังกามเป็นอุปัชฌาย์ในเมืองของตนเองบ้าง การเปิดเผยแผ่ศาสนาพุทธสายหินยานลัทธิลังกาวงศ์ในดินแดนแถบจังหวัดสุโขทัยก็เลยเจริญก้าวหน้ามานับแต่ว่านั้น ทำให้ศาสนาพุทธข้างอาจริยวาท รวมทั้งศาสนาฮินดูซึ่งเจริญรุ่งเรืองมาแต่ก่อน หมดความชื่นชอบไป เมื่อคณะสงฆ์ได้รวมกันเป็นภาควิชาเดียวกันแล้ว ก็เลยได้แบ่งธุระ ออกเป็น ๒ พวกเป็นพวกที่สมาทานคันถธุระ ก็เล่าเรียนภาษาบาลี พระไตรปิฎก คณะสงฆ์ข้างนี้มักเลือกวัดที่อยู่ใกล้บ้าน ก็เลยขึ้นชื่อว่าแผนกติดอยู่มวาสี ส่วนพวกที่สมาทานวิปัสสนาธุระ ก็จะบำเพ็ญใส่ความสุขสงบอยู่ตามวัดในป่า ก็เลยขึ้นชื่อว่าแผนกอรัญวาสี เผยแผ่ศาสนาพุทธเจริญก้าวหน้าสืบมา การแยกนิกายของพระภิกษุหินยานในประเทศไทย ถัดมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) ในช่วงเวลาที่เจ้าฟ้ามงกุฏ (ถัดมาเป็น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔) บรรพชาอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี ได้ทรงเลื่อมใสเลื่อมใสในจริยาวัตรของพระมอญ ชื่อซาย สมญานามพุทฺธวํโส ก็เลยได้ทรงบรรพชาใหม่ในสกุลสงฆ์มอญ (มอญนิกาย) เมื่อ พุทธศักราช ๒๓๗๒ รวมทั้งได้ทรงตั้งภาควิชาธรรมยุติกนิกาย ขึ้นในปี พุทธศักราช ๒๓๗๖ แล้วเสด็จมาประทับที่วัดบวรนิเวศราชวรพีหาร และก็ตั้งเป็นศูนย์กลางของภาควิชาธรรมยุติกนิกาย สืบต่อมา ใน พุทธศักราช ๒๔๔๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) มีพระบรมราชโองการ ให้ประกาศใช้พ.ร.บ.ลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย พ.ร.บ.ฉบับนี้มีชื่อว่าพ.ร.บ.คณะสงฆ์ รองศาสตราจารย์๑๒๑ มีประโยชน์สำคัญเป็น ได้ชูสถานะภาควิชาธรรมยุติกนิกาย ให้เป็นนิกายอย่างแม่นยำโดยชอบด้วยกฎหมาย ทำให้มีการแบ่งเรียกนิกายของคณะสงฆ์ใหม่ ตามศัพท์บัญญัติของพระวชิรญาณเถระ ว่าธรรมยุติกนิกาย และก็เรียกกรุ๊ปพระหินยานลังกาวงศ์ประจำถิ่น ที่มีมาอยู่แรกเริ่มว่ามหานิกาย สืบมากระทั่งขณะนี้ การสังเกตการครอบครองผ้าของสงฆ์ไทยทั้งยัง ๒ นิกาย แบบการห่มจีวรของภิกษุเดิมในพระไตรปิฎก ได้กล่าวไว้กระจ่างแจ้ง มีในเสขิยการปฏิบัติ ว่า ให้ทำความใส่ใจว่า จะนุ่งจะคลุมให้เป็นละแวกใกล้เคียง เป็นเป็นระเบียบเรียบร้อย…ควรจะนุ่งปิดสะดือแล้วก็ปกเข่าให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ควรทำชายทั้งคู่ให้เท่ากัน คลุมให้เป็นระเบียบเรียบร้อย สำหรับในการแสดงเคารพนับถือหรือทำระเบียบบาปให้คลุมผ้าอุยี่ห้อสงค์เฉวียงบ่า ซึ่งหมายถึงห่มจีวรเฉวียงบ่า ส่วนสำหรับในการเข้าบ้าน พูดว่า คลุมสังฆาฎิทั้งหลายแหล่ทำให้มีชั้นแล้วก็กลัดดุม แต่ว่าสั่งย้ำไว้ให้ปิดกายด้วยดี ห้ามไม่ให้เปิดไม่ให้เวิกผ้าขึ้น คาดคะเนว่าเป็นการคลุมปกคลุมทั้งคู่บ่า การแยกจำพวกของการห่มจีวร พระสงฆ์มหานิกายในประเทศไทยมีการครอบครองผ้าจีวรหลายหมวด ดังต่อไปนี้ การคลุมผ้าลดไหล่ของภิกษุแบบธรรมยุติกนิกายสีกลัก มีสังฆาฏิพิง ที่พระธรรมจบนิกายเดี๋ยวนี้นิยมครอบครอง คลุมลดไหล่ คลุมลดไหล่ คลุมเฉ หรือคลุมเฉวียงบ่า ซึ่งเป็นการคลุมที่ใช้เพื่อการแสดงความเคารพนับถือ ตอนนี้ใช้เพื่อสำหรับการคลุมในเขตวัด โดยนำผ้าจีวรผืนหนึ่งมาพันตัวชายถึงชายม้วนเข้าพบตัวลูกบวบวางบนบ่า คลุมหุ้ม คลุมปกคลุม คือ การลำคลองผ้าจีวรด้วยการม้วนผ้าชายถึงชายม้วนเข้าพบตัวลูกบวบมาวางบนบ่าปกคลุม ๒ บ่ามิดชิดดี ใช่สำหรับเพื่อการคลุมออกนอกวัด ซึ่งถ้าหากไม่คลุมหุ้มในเวลาออกนอกเขตวัด (เขตติเตียนผ้าจีวรวิปวาโส) จำต้องความผิดทุกกฎ ปัจจุบันนี้มักห่มดองออกนอกวัดโดยนับว่าเป็นเรื่องปกติว่าถูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเหนือ ถึงแม้ว่าผิดวินัย ห่มดอง การห่มดอง คือ การครอบครองผ้าลดไหล่ของภิกษุแบบมหานิกาย มีสังฆาฏิพิงเป็นการครอบครองผ้าจีวรอันเป็นบริเวณรอบๆ (คลุมครบตรีจีวร) ที่เรียกว่าห่มดอง ปฏิบัติโดยมีการพับผ้าจีวรเป็นทบแล้วแผ่ทาบมาที่บ่าชั้นสูงสุดก่อน แล้วจากนั้นจึงค่อยนำผ้าสังฆาฎิซึ่งพับเป็นผืนยาวมาพาดไหล่ทางด้านซ้ายของผู้คลุมก่อนจะนำผ้ารัดอก มารัดรอบๆอกอีกชั้นสูงสุด ปัจจุบันนี้เป็นการคลุมที่ได้รับความนิยมทั่วๆไปของพระภิกษุมหานิกาย ซึ่งมองเป็นระเบียบแล้วก็คล่องแคล่วแน่นหนา เพราะเหตุว่ามีผ้ารัดอก จุดด้วยเป็นเปิดสีข้างมองไม่สวย ทั้งไม่ใช่การห่มจีวรที่มีมาตามพระบรมพุทธานุพี่น้อง เนื่องจากว่าผ้ารัดอกไม่มีในแปดบริขาร คลุมมังกร คลุมมังกร คือ การครอบครองผ้าที่หมุนผ้าลูกบวบไปทางด้านขวา เมื่ออยู่ในวัดจะคลุมเฉวียงบ่า รวมทั้งคลุมหุ้มในเวลาออกนอกวัด เป็นการคลุมตามจารีตของพระมหานิกาย (ปัจจุบันนี้ยังมีบางวัดนิยมการคลุมอย่างนี้อยู่ ส่วนมากจะเป็นวัดมหานิกายในจ.กรุงเทพฯเฉพาะคนที่มีการเล่าเรียนสูง) ที่นับว่าถูกตามพระบรมพุทธานุญาต เป็นชายถึงชายม้วนขวา หรืออีกอย่างหนึ่งหมายความว่าด้านนอก (พาหันตะ)หมายถึงม้วนออกภายนอกตัวซึ่งก็เข้ากันได้กับการม้วนขวาวางบนแขน การที่ม้วนขวาเพราะเหตุว่าในยุคพุทธกาลจัดว่าการม้วนขวานั้นเป็นมงคล (เวียนขวา) หากคลุมบิดขวา เป็นการคลุมแบบมหานิกายแท้ เป็นความประพฤติปฏิบัติสำหรับในการห่มจีวรของพระภิกษุมหานิกาย หรือสงฆ์ข้างลัทธิเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์ในประเทศไทยก่อนจะมีคำบัญชาของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ให้พระภิกษุทั่วสังฆบริเวณคลุมผ้าตามแบบของธรรมยุติกนิกายทั้งหมดทั้งปวงนั้น (ปัจจุบันนี้พระข้างมหานิกายโดยมากนิยมหมุนซ้ายแบบธรรมยุติกนิกาย หรือพระรามัญไปแทบจะทั้งหมด) คาดคะเนว่า สมณะพวกนอกศาสนานั้นย่อมคลุมชายถึงชายม้วนขวา ม้วนเข้าพบตัวลูกบวบวางบนบ่าเช่นกัน เพราะว่าสังคมประเทศอินเดียยุคนั้นนับว่าม้วนขวา (เวียนขวา) เป็นมงคล ม้วนซ้ายเป็นจัญไร แม้กระนั้นคงจะวางไว้ที่บ่าขวาเมื่อคลุมเฉวียงบ่าจะเปิดไหล่ซ้าย เหมือนกันกับบรรพชิตของศาสนาฮินดู หรือพวกนอกศาสนาพุทธในประเทศประเทศอินเดียที่นิยมเปิดบ่าซ้าย (พิจารณาได้หากแม้ในตอนนี้) ด้วยเหตุผลดังกล่าวพระในศาสนาพุทธก็เลยวางไว