พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พิมพ์ อีเมล เนื้อหา เขียนโดย Pajjek หมวด: รัตนโกสินทร์ ประเทศไทยและก็ไทย เผยแพร่เมื่อ: ๐๗ ต.ค. ๒๕๖๐ อ่าน: 2416 พระบรมสาทิสลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นพระเจ้าอยู่หัวไทยรัชกาลที่ ๑ ในวงศ์สกุลจักรี พระปรมาภิไธย (ชื่อเต็มของท่านจากที่จารึกในพระทองคำบัฏ ภายหลังที่ได้มีพิธีบรมราชาภิเษก แล้ว)เป็นพระบาทสมเด็จพระปรโมรุราชามหาจักรีบรมท้องนารถยนต์ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จพระราชการบังเกิดเมื่อวันพุธ เดือน ๔ แรม ๕ เย็น ปีงูใหญ่อัฐศก เวลา ๓ ยาม ตรงกับวันที่ ๒๐ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๒๗๙ ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมหีบศพ ที่อาณาจักรอยุธยา ท่านเป็นลูกผู้ที่ ๔ ของพระอักษรเสนาะศาสตร์ (นามเดิม:ทองคำดี ถัดมาได้รับการตั้งขึ้นเป็นสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ) กับพระอัครชายา (หชู) ท่านทรงขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์ที่วงศ์สกุลจักรี ช่วงวันที่ ๖ ม.ย. พุทธศักราช ๒๓๒๕ ในเวลาที่ท่านมีพระชนมายุได้ ๔๖ ปี ท่านทรงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายราชบุรีจากกรุงธน ราชเมืองเดิมที่อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา มายังฝั่งทิศตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วพระราชทานนามราชเมืองที่ใหม่ว่ากรุงรัตนโกสินทร์ (เป็นกรุงเทพฯ เมืองหลวงของไทยในตอนนี้) ท่านทรงโปรดให้สร้างพระราชสำนักหลวงแล้วก็โปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระพุทธมหามณีรัตนพระพุทธรูป มาตั้งยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ต่อไป ทรงพระโปรดโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานสังสรรค์สมโภชนครหลวงตรงเวลา ๓ วัน พระราชกรณีธุระที่สำคัญในรัชสมัยที่ทรงเสวยราชสมบัติเป็นการปกป้องอาณาจักรให้ไม่มีอันตรายและก็ทรงฟื้นฟูวัฒนธรรมไทยอันเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่ยุคจังหวัดสุโขทัย และก็อยุธยา การที่ไทยสามารถคุ้มครองปกป้องการรุกรานของศัตรูกระทั่งเจอความมีชัยทุกคราว บ่งบอกถึงถึงความแข็งแกร่งของท่านสำหรับในการสั่งรบอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะการสู้รบกับประเทศพม่า ใน พุทธศักราช ๒๓๒๘ ที่เรียกว่าการรบเก้ากองทัพ พระราชประวัติ พระราชการบังเกิด พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีนามเดิมว่าทองคำด้วง เสด็จพระราชการบังเกิดตอนวันที่ ๒๐ มี.ค. พุทธศักราช ๒๒๗๙ (วันที่ ๒๐ เดือน ๔ ตามปีจันทรคติ) ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมหีบศพ ที่อาณาจักรอยุธยา ท่านเป็นลูกผู้ที่ ๔ ของพระอักษรไพเราะศาสตร์ (ทองคำดี ) ซึ่งถัดมาได้รับการตั้งขึ้นเป็นสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก กับพระอัครชายา (หชู) เมื่อเติบโตขึ้นได้มอบตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพรแนะนำ (ถัดมาเป็นสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ) พอพระชนมายุครบ ๒๑ ปี ก็เสด็จออกอุปสมบทเป็นภิกษุอยู่วัดมหาทลาย ๑ ปี แล้วลาบวชเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กหลวงในสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ตามเดิม เมื่อพระชนมายุได้ ๒๕ ปี ท่านเสด็จออกไปรับราชการที่เมืองจังหวัดราชบุรีในตำแหน่งหลวงยุกกระบัตร ในแผ่นดินสมเด็จพระที่นั่งสุริยนศน์อัมรินทร์ และก็ได้แต่งงานกับคุณนาค (วันหลังได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นสมเด็จพระอมรินรู้รมราชินี ) บุตรสาวในเครือญาติคนมั่งมีมอญที่มีถิ่นฐานอยู่ที่บ้านอัมพวา เมืองจังหวัดสมุทรสงคราม รับราชการในยุคกรุงธน ตอนหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งลำดับที่สอง แก่ประเทศพม่าแล้ว พระยาตาก (สิน ) ได้ขึ้นครองราชย์ขึ้นเป็นพระราชารวมทั้งย้ายราชเมืองมายัตระหนี่รุงจังหวัดธนบุรี ในเวลานั้นนายทองคำด้วง แก่ ๓๒ ปี ได้เข้าเสนอตัวรับราชการในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าธนบุรี ตามคำเชื้อเชิญของน้องชายพระมหาที่ปรึกษา (บุญมา ) โดยได้รับพระได้โปรดโปรดเกล้าฯ ตั้งให้เป็นพระราชริน (พระราชวรินทร์ ) เจ้ากรมพระตำรวจนอกขวา แล้วก็ย้ายมาอาศัยอยู่ที่รอบๆวัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ในตอนนี้) ในปี พุทธศักราช ๒๓๑๑ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เสด็จขึ้นไปโจมตีเมืองพิมาย ซึ่งมีกรมหมื่นเทวดาพิพิธ เป็นเจ้าผู้ครองนครพิมายอยู่ พระราชรินแล้วก็พระมหาที่ปรึกษาได้รับพระราชวโรงการให้ยกกองทัพร่วมในศึกคราวนี้ด้วย ภายหลังจากการต่อสู้ในคราวนี้ พระราชรินได้รับการเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยายกโทษรณฤทธิ์ จางวางพระตำรวจฝั่งขวา เพื่อเป็นการให้รางวัลที่มีความพอใจสำหรับในการการรบคราวนี้ กองทัพของเจ้าพระยาจักรี (ถัดมาเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์ที่วงศ์สกุลจักรี ) ระหว่างที่กำลังทำศึกกับประเทศพม่า ภาพที่เอามาจากตำราเรียนภาษาไทย เปรียญ๕ เล่ม ๒ โดยอำเภอราตรีกาล ศรีพงไพรวรรณะ (หลักสูตรภาษาไทย พ.ศ. ๒๕๒๑) บทที่ ๑๒ เกียรติทหารไทย หน้า ๑๖ ภายหลังสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เคลื่อนพลขึ้นไปปราบเจ้าพระฝาง เสร็จแล้ว มีความคิดว่าเจ้าพระยาจักรี (หมุด) นั้นไม่แกล้วกล้าสำหรับการการศึก ด้วยเหตุนั้น ก็เลยโปรดตั้งพระยายกโทษรณฤทธิ์ ขึ้นเป็นพระยายมราช เสนาหัวหน้ากรมเมืองหลวงบาล โดยให้ว่าราชการที่สมุครึ้มชูด้วย เมื่อเจ้าพระยาจักรีแขกมรณะแล้วพระยายกโทษรณฤทธิ์ ก็เลยได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาจักรี ที่สมุดกชู และโปรดให้เป็นแม่ทัพเพื่อไปตีกรุงเขมร โดยสามารถตีบ้านตีเมืองพระตระบอง เมืองพระพุทธเจ้า เมืองบริบูรณ์ รวมทั้งเมืองพุทไธเพชร (เมืองบันทายทอง) ได้ เมื่อสิ้นการศึก สมเด็จพระเจ้าตากสินโปรดให้นักองค์รามาหัวหน้าไปครองบ้านครองเมืองพุทไธเพชร ให้ยิ่งใหญ่ในกรุงเขมร รวมทั้งมีพระดำรัสให้เจ้าพระยาจักรี แล้วก็พระยาโกษาหัวหน้า อยู่ช่วยราชการที่เมืองพุทไธเพชรจวบจนกระทั่งสถานะการณ์จะสงบราบคาบก่อน เจ้าพระยาจักรี เป็นแม่ทัพรับราชการการทำศึกกับเมียนมาร์ เขมร แล้วก็ลาว จนถึงมีความชื่นชอบในราชการเยอะมาก ฉะนั้น ก็เลยได้รับการเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นสมเด็จเจ้าพระยาพระเจ้าอยู่หัวศึก พิฤกมหิมา ทุกนัครเอือมระอาเดชะ พระราชารราชสุริยวงษ์ องค์อรรคบาทมุลิกากร บวรรัตนบรินาชู และก็ได้รับพระราชทานคานหามงากลั้นกลดและก็มีเครื่องทองหยองต่างๆเป็นเครื่องยศเสมอเจ้าต่างกรม จิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ บนกำแพงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชนิพนธ์บทละครในรัชกาลที่ ๑ ขึ้นครองราชย์ ในวันที่ ๖ ม.ย. พุทธศักราช ๒๓๒๕ สมเด็จเจ้าพระยากษัตริย์ศึก ได้ขึ้นขึ้นครองราชย์เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นปฐมกษัตริย์ที่วงศ์สกุลจักรี ในช่วงเวลาที่ท่านมีพระชนมายุได้ ๔๖ ปี แล้วประกาศฉลองพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรโมรุราชามหาจักรีบรมทุ่งนารถยนต์ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จากนั้น ในวาระการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ ๒๐๐ ปี ได้สรรเสริญท่านโดยมอบพระราชสมัญญามหาราช ห้อยท้ายพระปรมาภิไธย ท่านทรงตระหนักถึงการขึ้นเสวยราชย์เป็นอย่างยิ่ง จะมองเห็นได้ว่า ในงานพิธีบรมราชาภิเษก ท่านทรงมีพระปฐมบรมราชวโรงการแสดงพระราชปณิธานของท่านอย่างแจ่มแจ้งว่า ตั้งมั่นจะอุปถัมภก ยอชูพุทธศาสนา คุ้มครองขอบขัณฑใบเสมา รักษาพลเมืองรวมทั้งผู้แนะนำ — ที่มา: พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เรื่องนิราศท่าดินแดง สิ้นพระชนม์ พระบรมราชานุสาวรีย์ในรัชกาลที่ ๑ ที่สะพานพระพุทธยอดฟ้า ภายหลังจากการสังสรรค์วัดพระแก้ว แล้ว ก็ทรงมีอาการป่วยเป็นพระโรคแก่ พระอาการทรุดลงไปเรื่อยจวบจนกระทั่ง เสด็จสิ้นพระชนม์ช่วงวันที่ ๗ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๓๕๒ในพระที่นั่งกว้างใหญ่ขวา รวมพระชนมายุได้ ๗๓ ปี เสด็จอยู่ในราชสมบัติ ๒๗ ปี ศพถูกเชิญชวนลงสู่พระทดลองเงินมีพระหีบศพทองคำใหญ่แล้วเชื้อเชิญไปตั้งไว้ในพระที่นั่งดุสิตมหาวัง ภายใต้พระมหาฉัตรขาว ตั้งเครื่องสูงแล้วก็เครื่องราโชปโภคสรรเสริญขั้นตามโบราณราชประเพณี ภิกษุสวดอภิธรรมศพ โคมกลองชนะตรงเวลา เป็นต้นว่างานศพในหลวงยุคกรุงศรีอยุธยาทุกสิ่งทุกอย่าง จนกว่า พุทธศักราช ๒๓๕๔ พระเมรุมาศซึ่งสร้างตามแบบพระเมรุมาศสำหรับพระมหากษัตริย์ยุคกรุงศรีอยุธยาได้สร้างเสร็จ ก็เลยชักชวนพระบรมหีบศพจากพระที่นั่งดุสิตมหาพระราชวังขึ้นติดตั้งในพระเมรุมาศ แล้วจะให้มีการสมโภชศพตรงเวลา ๗ วัน ๗ คืน ก็เลยฌาปนกิจศพ ต่อจากนั้น มีการสมโภชพระบรมอัฐิและก็บำเพ็ญพระราชบุญกุศล เมื่อเสร็จก็เลยชวนพระบรมอัฐิติดตั้งในหอพักพระบรมสารีริกธาตุมันทิร ด้านในพระราชวัง ส่วนพระบรมราชสรีรางติดอยู่รเชิญชวนไปลอยรอบๆหน้าวัดบัวก้านแม่น้ำคงคาราชวรวิหาร พระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้ผู้มีปัญญา ราชบัณฑิต จ่ายข้อบังคับเก่า แล้วเก็บรวบรวมเป็นประมวลกฎหมายขึ้นเมื่อ พุทธศักราช ๒๓๔๗ ตีตราราชสีห์ คชสีห์ แล้วก็บัวแก้ว ทรงโปรดให้เรียกว่า กฎหมายตราสามดวง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงแต่งตั้ง กรุงรัตนโกสินทร์ (จังหวัดกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของไทยในขณะนี้) เป็นราชเมือง และก็ทรงแต่งตั้งวงศ์สกุลจักรี ดูแลอาณาจักรไทยช่วงวันที่ ๖ ม.ย. พุทธศักราช ๒๓๒๕ (วันจักรี) คราวหลังการเสด็จครองราชย์แล้ว ท่านทรงมีพระราชกรณีธุระที่สำคัญยิ่งเป็นการคุ้มครองป้องกันแว่นแคว้นให้ไม่มีอันตรายรวมทั้งทรงฟื้นฟูวัฒนธรรมไทยอันเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่ยุคจังหวัดสุโขทัยรวมทั้งอยุธยา การที่ไทยสามารถป้องกันการรุกรานของศัตรูจนกระทั่งเผชิญชัยทุกคราว ชี้ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและก็ทรงพระความสามารถสามารถของท่านสำหรับการบัญชารบอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะการทำศึกกับประเทศพม่าใน พุทธศักราช ๒๓๒๘ ที่เรียกว่าการรบเก้ากองทัพ ยิ่งไปกว่านี้ท่านยังพบว่าข้อบังคับบางฉบับที่ใช้มาตั้งแต่ยุคอยุธยาปราศจากความเป็นธรรม ได้ทรงพระขอความกรุณาปรานีโปรดเกล้าฯ ให้จ่ายข้อบังคับเก่า ที่มีมาแม้กระนั้นครั้งโบราณ แล้วเก็บเป็นประมวลกฎหมายขึ้นเมื่อ จ.ศ. ๑๑๖๖ ตรงกับ พุทธศักราช ๒๓๔๗ โปรดให้เรียกว่ากฎหมายตราสามดวง ให้อาลักษณ์ชุบเส้นน้ำหมึกสามชุด แต่ละชุดประทับ ๓ ดวงเป็นยี่ห้อพระราชสีห์ (สำหรับตำแหน่งสมุดกชู) ๑ ยี่ห้อพระคชสีห์ (สำหรับตำแหน่งสมุหพระกระทรวงกลาโหม) ๑ รวมทั้งตราบัวแก้ว (สำหรับตำแหน่งโกษาหัวหน้า คือ พระคลังเก็บของ ซึ่งดูแลและก็ธุรกิจด้านต่างแดน) ๑ ไว้ทุกเล่ม เก็บไว้ในห้องเครื่องชุดหนึ่ง หอพักหลวงชุดหนึ่ง รวมทั้งศาลหลวงอีกชุดหนึ่ง สำหรับใช้เป็นหลักสำหรับการปกครองบ้านเมือง กฎหมายตราสามดวงเป็นข้อบังคับหลักของประเทศที่ใช้บังคับมาตั้งแต่แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจนกระทั่งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นระยะเวลาที่ยาวนานถึง ๑๐๓ ปี แล้วก็ได้เลิกใช้เมื่อมีการแก้ไขระบบข้อบังคับแล้วก็การศาลตามแบบประเทศมหาอำนาจยุโรป การแต่งตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ แผนที่กรุงเทพฯ ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ คริสต์ศักราช ๑๘๐๐ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว พระราชกรณียกิจประการแรกที่สำคัญยิ่งหมายถึงทรงโปรดให้ย้ายนครหลวงหลวง มาทางฝั่งทิศตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาเยื้องกับกรุงเก่าจังหวัดธนบุรี เมืองหลวงเดิม ด้วยมีความคิดว่ามีความคิดเห็นว่า ราชจังหวัดเดิมที่ตั้งอยู่ในกรุงธน นั้น มีทำเลที่ตั้งไม่เหมาะสมที่จะเป็นเมืองหลวงถาวร เนื่องด้วยทรงประมาณได้ว่า ไม่ช้า เมียนมาร์ก็จำเป็นต้องยกพลมาตีไทย ซึ่งพึ่งจะตั้งตัวขึ้นใหม่อีก ธนบุรีมีเขตแดนสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีลักษณะเป็นเมืองอกแตก ลักษณะเดียวกับเมืองพิษณุโลก ซึ่งเคยจำต้องทรงรักษามาแล้ว เมื่อคราวศึกอะแซหยุ่งกี้ ทุกข์ยากลำบากอีกทั้งการขนย้ายของกิน รวมทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ ตลอดจนการสลับสับเปลี่ยนทหารและก็คนกรุง ให้เป็นเวรไว้หน้าที่คุ้มครองป้องกันประเทศชาติ ทั้งราชสำนักเดิมมีพื้นที่จำกัด ไม่อาจจะขยายได้ เนื่องด้วยติดวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร และก็วัดยอดโลกยารามราชวพระอาทิตย์หาร ก็เลยทรงมีความคิดที่จะสร้างเมืองใหม่ขึ้นทางฝั่งทิศตะวันออก ซึ่งเป็นหัวแหลมฝั่งเดียว เอาแม่น้ำเป็นคูด้านทิศตะวันตก รวมทั้งทิศใต้ แล้วขุดลำคลองขึ้นเป็นคูน้ำด้านทิศเหนือแล้วก็ทิศตะวันออก เมืองหลวงใหม่นี้ก็จะมีน้ำโอบล้อม เป็นชัยภูมิรับศึกได้อย่างยอดเยี่ยม โปรดให้ตั้งพิธีการชูเสาหลักเมืองตอนวันที่ ๒๑ ม.ย. พุทธศักราช ๒๓๒๕ แล้วก็ให้ก่อสร้างวังล้อมด้วยไม้ระเนียดไว้ก่อน พอให้ตั้งการพิธีขึ้นครองราชย์อย่างย่อๆ ช่วงวันที่ ๑๓ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๓๒๕ วัง เมื่อมองดูจากฝั่งตรงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา การผลิตราชจังหวัดใหม่นั้นใช้เวลาทั้งมวล ๓ ปี โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงประกอบพิธีชูเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๖ จุลศักราช ๑๑๔๔ ขึ้น ๑๐ เย็น ปีเสือ ตรงกับวันที่ ๒๑ ม.ย. พุทธศักราช ๒๓๒๕ และก็ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวังรวมทั้งสร้างวัดหลวงในเขตพระราชวังตามแบบกรุงศรีอยุธยา ซึ่งการสร้างเมืองและก็พระราชวังเป็นการตกทอดขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม และก็ศิลป์บาปเริ่มแรกของชาติ ซึ่งปฏิบัติกันมาตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา เมื่อก่อสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เสร็จ ในปี พุทธศักราช ๒๓๒๗ ก็เลยเชิญพระพุทธมหามณีรัตนพุทธปฏิมากร (พระแก้วมรกต) จากวังเดิ